กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์
วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ www.facebook.com/bintokrit
หลังจากที่ช่วงเวลาของการคืนสู่เหย้าสิ้นสุดลง ในเดือนมกราคม ปี พ.ศ.2447 สองสหายซึ่งขณะนั้นได้รับยศเป็นนายทหารสัญญาบัตรของกองทัพสยามแล้วก็ต้องเดินทางกลับไปยังรัสเซียอีกครั้งเพื่อศึกษาต่อ โดยด่านต่อไปในการเรียนครั้งนี้คือโรงเรียนเสนาธิการ ซึ่งต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อยสองปีจึงจะจบหลักสูตร และในปีที่ทั้งสองเดินทางกลับไปรัสเซียก็ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้นมากมาย ได้แก่ สงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น ซึ่งปะทุขึ้นครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ที่พอร์ต อาร์เธอร์ แล้วจบลงด้วยความปราชัยของรัสเซีย พอถึงเดือนกรกฎาคม Vyacheslav von Plehve รัฐมนตรีมหาดไทยหัวอนุรักษ์นิยมที่ใช้อำนาจอย่างแข็งกร้าวก็ถูกสมาชิกของพรรคฝ่ายซ้ายลอบสังหาร เดือนถัดมาวันที่ 12 สิงหาคม ซาเรวิช อเล็กเซ (Tsarevich Alexei) ผู้ที่ในกาลต่อมาคือองค์รัชทายาทแห่งราชวงศ์โรมานอฟก็ได้ก็ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับปัญหาเรื้อรังตามมา
ในเดือนตุลาคม รัสเซียก็เข้าสู่เส้นทางของการปฏิรูป ด้วยการผ่อนคลายให้ประชาชนมีเสรีภาพมากขึ้น แต่แล้วเมื่อเข้าสู่ต้นปีถัดมา ในปี พ.ศ. 2448 เสรีภาพที่ประชาชนได้รับนั้นก็ทำให้เสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงปัญหาของประเทศยิ่งปรากฏเป็นที่ประจักษ์ ระบอบการเมืองการปกครองแบบเดิมเริ่มล้าสมัย กิจกรรมเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมทางการเมืองแผ่ขยายวงออกไปมากขึ้น ความตกต่ำของรัสเซียยิ่งกระตุ้นเร้าให้ประชาชนแสวงหาหนทางใหม่ๆให้กับประเทศ ขบวนการฝ่ายซ้ายขยายตัวอย่างรวดเร็ว
สายลมแห่งความเปลี่ยนแปลงพัดกรรโชกแรงสุดขอบฟ้าในเดือนมกราคม 2448 จากเหตุการณ์นองเลือด “Bloody Sunday” ที่กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เมื่อทหารรักษาวังปราบปรามผู้ชุมนุมอย่างรุนแรง ระหว่างที่พวกเขากำลังเดินขบวนไปยังพระราชวังฤดูหนาวเพื่อถวายฎีกาต่อสมเด็จพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคนและถูกจับกุมคุมขังอีกหลายพัน ผลจากการสังหารหมู่ครั้งนี้ทำให้สถาบันจักรพรรดิรัสเซียเกิดความสั่นคลอนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
กระทั่งลมหนาวเริ่มผ่านพ้นไป เมื่อใบไม้เริ่มผลิบานขึ้นอีกครั้ง ในช่วงฤดูใบไม้ผลิของปีนั้นเอง เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯและนายพุ่มในวัย 22 ยังคงหมั่นไปสรวลเสเฮฮากับเหล่ามิตรสหายอยู่ที่บ้านของนางคราโปวิตสกีอยู่เช่นเดิม และบ้านหลังนี้เองที่เจ้าฟ้าจักรพงษ์ก็ได้พบกับอนงค์นางหนึ่งวัย 17 ปี นามว่า “เอกาเทรินา อิวาโนวา เดสนิตสกายา” หรือ “แคทยา” ซึ่งมีรูปโฉมงดงามราวกับดอกไม้แรกแย้ม แล้วเกิดอาการตกหลุมรักทันทีตั้งแต่แรกเห็น
แคทยาเป็นลูกกำพร้า บิดาของเธอเป็นผู้พิพากษาซึ่งโชคร้ายมาด่วนจากไปตั้งแต่เธอเพิ่งมีอายุได้เพียงเดือนกว่าๆเท่านั้น ดังนั้นเธอจึงไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับพ่อในระหว่างที่เขายังมีชีวิตอยู่ พอแคทยาอายุได้ราว 15 ปี มารดาของเธอก็เสียชีวิต ทำให้เป็นลูกกำพร้าตั้งแต่ก่อนพบกับเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ แคทยามีพี่น้องหลายคน แต่มีพี่น้องแท้ๆที่มาจากพ่อแม่เดียวกันเพียงคนเดียวคือ “อีวาน” (Ivan) ซึ่งแก่กว่าเธอ 2 ปี แต่อ่อนกว่าเจ้าฟ้าจักรพงษ์ 3 ปี เพราะฉะนั้นเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯจึงมีวัยที่มากกว่าแคทยา 5 ปี
ในหนังสือ “เกิดวังปารุสก์” ของพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ได้เล่าว่าเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯทรงกล่าวขอแต่งงานหลังจากที่รู้จักแคทยาเพียงไม่กี่วัน แต่คำบอกเล่านี้น่าจะมีความคลาดเคลื่อน เพราะหากยึดถือตามข้อมูลที่ออกมาในภายหลังก็พบว่าขัดกัน นั่นคือในหนังสือ “แคทยาและเจ้าฟ้าสยาม” ของหม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์ และไอลีน ฮันเตอร์กล่าวว่าการเอ่ยปากขอแต่งงานคงเกิดขึ้นราวหนึ่งปีหลังพบกันเสียมากกว่า ไม่น่าจะเกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกๆที่รู้จัก โดยช่วงแรกนั้นเกิดการชอบพอและจีบกันก่อน แต่แคทยายังไม่ได้ตอบรับอย่างชัดเจน เพราะต้องเรียนการพยาบาลอยู่ในโรงพยาบาลริมฝั่งคลองฟอนทานกา (Fontanka) ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เพื่อเตรียมพร้อมไปสู่การเป็นพยาบาลในสนามรบแถบไซบีเรีย
เมื่อเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯทรงทราบว่าอีกไม่นานเธอจะต้องไปปฏิบัติหน้าที่ในแนวหน้า ก็ยิ่งทำให้เกิดอาการลุ่มหลงรุนแรงจนถึงขั้นหัวปักหัวปำ เนื่องจากเกรงว่าจะมิอาจครองรักกันได้หากโชคร้ายต้องจากไปก่อนวัยอันควร ระหว่างนี้พระองค์จึงเทียวไปหาแคทยาแทบไม่เว้นแต่ละวันด้วยรถม้าที่ติดตราราชสำนัก ทำให้ผู้คนในโรงพยาบาลต่างตื่นเต้นกันยกใหญ่ และพูดคุยปากต่อปากถึงเรื่องราวของเจ้าชายจากบุรพทิศที่มาติดพันสาวน้อยนักเรียนพยาบาลชาวยูเครนที่มีพื้นเพมาจากเมืองลุตซ์และเมืองเคียฟ
ไม่นานหลังจากนั้นหรืออาจเพียงไม่กี่วันด้วยซ้ำ แคทยาก็ออกเดินทางไปยังเขตสมรภูมิในไซบีเรียเพื่อทำงานเป็นพยาบาลอาสาในแนวหน้า ทำให้เจ้าฟ้าจักรพงษ์ต้องหมั่นเขียนจดหมายและส่งโทรเลขไปอยู่ไม่ขาด ดูเหมือนว่าอารมณ์รักใคร่ที่เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯมีต่อแคทยานั้นยังคงรุนแรงต่อเนื่อง โดยไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าพระองค์ทรงทราบหรือไม่ว่าการที่แคทยาตัดสินใจมาเรียนพยาบาลและเข้าทำงานในสนามรบนี้มิได้มีเหตุผลมาจากเลือดรักชาติรักแผ่นดินแต่เพียงอย่างเดียว ทว่ามาจากแรงบันดาลใจที่ได้รับจากชายหนุ่มชาวรัสเซียคนหนึ่งนามว่า “อิกอร์” (Igor) ซึ่งเป็นทหารที่กำลังออกรบในแนวหน้าอยู่
กล่าวตรงไปตรงมาก็คืออิกอร์เป็นรักแรกของแคทยานั่นเอง นั่นหมายความว่าเจ้าฟ้าจักรพงษ์ทรงตามจีบหญิงสาวที่ลึกๆก็มีชายคนอื่นอยู่ในใจแล้ว ทำให้เธอยังคงรักษาระยะห่างระหว่างพระองค์อยู่เสมอ ดังนั้นการเอ่ยปากขอแต่งงานจะเกิดขึ้นได้ก็เมื่อพระองค์คงมั่นใจแล้วว่าเป็นไปได้มากที่เธอจะตอบรับ ซึ่งนั่นก็ควรเป็นเวลาที่ท่าทีของเธอเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนหลังกลับมาจากไซบีเรียในอีกราวๆหนึ่งปีต่อมา ด้วยวิธีการถามอ้อมๆว่า “ชอบพัดลมไฟฟ้าหรือเปล่า” ดังที่ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ และไอลีน ฮันเตอร์ได้บรรยายไว้ในหนังสือแคทยาและเจ้าฟ้าสยามว่า
“ในการพบปะกันครั้งแรก หลังจากที่พระองค์ต้องทนทุกข์ทรมานมานานจากการที่เธอต้องจากไปทำงานที่ไซบีเรีย พระองค์ถึงกับตะกุกตะกักรับสั่งอะไรไม่ออก ซึ่งก็ทรงมักจะเป็นอย่างนี้คราใดที่ทอดพระเนตรเห็นเรือนร่างที่ได้ส่วนและผิวสวยสีชมพูของแคทยา แม้ว่าการพบปะกันครั้งนี้เป็นสิ่งที่พระองค์เฝ้าใฝ่ฝันถึงมานาน และเคยเป็นภาพที่ตามมาหลอกหลอนพระองค์ทั้งหลับและตื่น แต่พระองค์ก็ไม่สามารถแม้แต่จะนึกหาคำพูดที่หวานหูมาเพื่อขอความรักจากเธอ พระองค์รับสั่งถามอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยว่า – ชอบพัดลมไฟฟ้าหรือเปล่า — แคทยาซึ่งไม่เคยรู้จักพัดลมมาก่อน แต่ก็ไม่อยากแสดงตนว่าไม่รู้ จึงทูลตอบว่า – ชอบมาก — วินาทีนั้นน่าจะเป็นช่วงเวลาที่พระองค์ตื่นเต้นมากที่สุดในชีวิต เพราะด้วยเหตุที่ทรงหลงรักแคทยามาก คำทูลของเธอที่ตอบคำถามของพระองค์กลายเป็นว่าเธอเองก็รับรักของพระองค์แล้ว และอย่างไม่มีพิธีรีตองใดๆทั้งสิ้น พระองค์จึงรับสั่งขอแต่งงานและขอให้เธอติดตามมาอยู่ด้วยกันที่เมืองไทย ที่ซึ่งพัดลมน่าจะช่วยบรรเทาอากาศที่แสนร้อนอบอ้าวลงได้บ้าง!”
(อ่านต่อฉบับหน้า)
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
