Cool Tech | จิตต์สุภา ฉิน
รถสมัยใหม่
ใหญ่เกินไปหรือเปล่า
เวลาเรามองหารถคันใหม่สักคัน หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เราใช้ในการพิจารณาก็คือขนาดของรถ
หากไม่ได้เจาะจงมองหารถยนต์คันเล็กให้ขับในเมืองได้คล่องๆ ส่วนใหญ่เราก็มักจะคิดว่าซื้อให้มีขนาดใหญ่ไว้ก่อน เผื่อจะต้องใช้ขนของ เผื่อชวนคนทั้งครอบครัวไปเที่ยว เผื่อมีลูกแล้วข้าวของเยอะ เผื่อเพื่อนร่วมงานขอติดรถ ฯลฯ
ดังนั้น เราจึงจะเห็นว่างานเปิดตัวรถยนต์ยี่ห้อใหม่ๆ รุ่นใหม่ๆ ก็มักจะต้องหยิบเรื่องขนาดที่ “ใหญ่ขึ้นกว่ารุ่นก่อน” มาเป็นจุดขายเสมอ
เมื่อขนาดของรถยนต์เริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ปีละนิด ปีละหน่อย เราก็อาจจะไม่ทันได้สังเกตว่าหากเทียบกับขนาดของรถยนต์เมื่อหลายปีก่อนมันก็ใหญ่ขึ้นไม่น้อยเลย
และยังมีข้อมูลที่น่าตกใจอีกก็คือขนาดของรถที่ขยายตัวอย่างไม่หยุดยั้งนั้นอาจจะคร่าชีวิตคนเพิ่มขึ้นด้วย
เรื่องนี้มาจากผลการศึกษาของ T&E หรือ Transport & Environment เป็นองค์กร NGO และกลุ่มที่รณรงค์เรื่องการขนส่งและพลังงานสะอาดในยุโรป
รายงานของ T&E บอกว่ารถยนต์ใหม่ๆ ที่วางขายในยุโรปนั้นมีความยาวเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1.2 เซนติเมตร สูงขึ้น 0.5 เซนติเมตร และกว้างขึ้น 0.5 เซนติเมตรในทุกๆ ปี นับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา
รถยนต์ในปี 2000 มีความยาวอยู่ที่ 4.09 เมตร และกว้าง 1.69 เมตร ในขณะที่หากมาดูขนาดของรถยนต์ในปี 2025 จะพบว่าความยาวเฉลี่ยอยู่ที่ 4.38 เมตร และกว้างเฉลี่ย 1.82 เมตร
ความสูงของฝากระโปรงหน้ารถก็เช่นกัน จากที่เคยสูงเฉลี่ย 77 เซนติเมตรในปี 2010 ตอนนี้ความสูงเพิ่มขึ้นเป็น 84 เซนติเมตรแล้วในปี 2025
กลุ่ม T&E เรียกเทรนด์นี้ว่า “Relentless Carspreading” หรือการขยายตัวของรถยนต์อย่างไม่หยุดยั้ง
ทางองค์กรได้จำลองสถานการณ์ให้เห็นภาพผลกระทบของขนาดรถยนต์ที่ใหญ่ขึ้นว่าหากมันยังคงเพิ่มขนาดขึ้นเรื่อยๆ ด้วยอัตรานี้ จะส่งผลให้มีจำนวนผู้ใช้ถนน อย่างเช่นคนเดินเท้า หรือคนปั่นจักรยาน เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นถึง 400 คนต่อปีภายในปี 2040 โดยในจำนวนนี้คาดว่าจะเป็นเด็กถึง 79 คน
ในรายงานให้ข้อมูลว่าความสูงของฝากระโปรงรถที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 10 เซนติเมตร จะเพิ่มความเสี่ยงในการเสียชีวิตของคนเดินถนนถึง 27 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะเด็ก เนื่องจากฝากระโปรงที่สูงขึ้นจะทำให้ทัศนวิสัยของผู้ขับขี่ในการมองเห็นเด็กลดน้อยลง
นอกจากเรื่องของความปลอดภัยแล้ว ขนาดที่ใหญ่ขึ้นของรถยนต์ก็ยังส่งผลกระทบต่อการใช้ถนนด้วย
ในเมื่อขนาดของถนนเท่าเดิม แต่รถยนต์กลับใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ก็ทำให้มีการคาดประมาณว่ายุโรปจะเสียพื้นที่จอดรถริมถนนไปราว 8.5-14 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2040 โดยเมืองใหญ่อย่างลอนดอนและเบอร์ลินอาจต้องสูญเสียพื้นที่จอดรถไปเมืองละประมาณ 100,000 ช่องเลยทีเดียว
จอดก็ยากขึ้น ขับก็ยากขึ้นด้วยเหมือนกัน ถนน ตรอก ซอกซอยต่างๆ ถูกออกแบบมาให้สำหรับรถยนต์ที่มีขนาดเล็กกว่านี้มาก แต่เมื่อรถยนต์บวมขึ้นการขับขี่ก็ยากขึ้นไปด้วย
บางเมืองอย่างเช่นปารีสของฝรั่งเศสก็เริ่มออกกฎเก็บค่าที่จอดรถเพิ่ม 3 เท่าสำหรับรถยนต์ไซส์ใหญ่อย่าง SUV เพื่อเป็นการลดแรงจูงใจในการขับรถคันใหญ่เข้ามาในเมือง
ต่อให้มีรายงานที่ออกมาบอกว่าขนาดที่ใหญ่ขึ้นของรถยนต์จะส่งผลกระทบด้านลบในหลายๆ ด้าน แต่ก็ไม่คิดว่าแบรนด์รถยนต์จะลดขนาดของรถหรือคงขนาดเดิมเอาไว้ได้ง่ายๆ เพราะอย่างที่บอกว่ารถยนต์ที่ใหญ่ขึ้นก็คือจุดขายที่ลูกค้าให้ความสำคัญ
นอกจากนี้ ก็อาจจะมีเหตุผลเรื่องของการออกแบบรถยนต์ด้วย รถยนต์สมัยใหม่ปลอดภัยขึ้นกว่ารถในยุคเก่ามาก ทั้งการออกแบบพื้นที่ให้ซับแรงกระแทกก่อนที่จะส่งไปถึงห้องโดยสาร หรือการต้องออกแบบเสาหรือประตูให้หนาขึ้นเพื่อให้โครงสร้างแข็งแกร่ง
การออกแบบเพื่อความปลอดภัยเหล่านี้ก็ทำให้ต้องเพิ่มขนาดของตัวรถตามขึ้นมาด้วย และยังมีเหตุผลด้านความสบาย เทคโนโลยีต่างๆ ที่อัดแน่นมาในตัวรถ ทั้งเรื่องความบันเทิง ระบบเสียง ระบบควบคุมอุณภูมิ หรือเซ็นเซอร์ต่างๆ ที่กลายเป็นของสำคัญในรถยนต์ไปแล้ว
หากจะจับทั้งหมดนี้ยัดใส่เข้าไปในรถก็แน่นอนว่าจะต้องการพื้นที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ตัวรถก็ต้องใหญ่ขึ้น สวนทางกับเทรนด์ขนาดของครอบครัวที่เล็กลงกว่าสมัยก่อน
หากจะมีประเทศไหนที่ยังประสบความสำเร็จเรื่องการจำกัดขนาดของรถยนต์ก็น่าจะเป็นญี่ปุ่น กับรถยนต์ Kei Car รถขนาดเล็กจิ๋วที่กฎหมายกำหนดขนาดไว้อย่างเข้มงวด ว่าจะต้องยาวไม่เกิน 3.4 เมตร กว้างไม่เกิน 1.48 เมตร สูงไม่เกิน 2 เมตร และกำหนดเพดานความเร็วและแรงเอาไว้อย่างเคร่งครัด
หากไม่เป็นไปตามสเป๊กที่กำหนดไว้ก็จะไม่เข้าข่าย Kei Car ซึ่งจะได้รับผลประโยชน์ทางด้านภาษี ประกันรถ และค่าธรรมเนียมที่ถูกลง
หลายๆ ประเทศรวมถึงในไทยเองก็ยังไม่ได้มีมาตรการควบคุมขนาดของรถ ที่ผ่านมาเราก็น่าจะได้เห็นเหตุการณ์รถใหญ่คับถนนกันมากขึ้น ทั้งการขับสวนกันแทบไม่ได้ในตรอกซอกซอย หรือที่จอดรถที่แบ่งช่องเอาไว้เหลือๆ สำหรับรถรุ่นเก่าๆ แต่แทบจอดรถรุ่นใหม่ๆ ไม่ได้เลย
หากรถยนต์ยังใหญ่เพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ ในขณะที่โครงสร้างทุกอย่างเท่าเดิม สุดท้ายก็จะกลายเป็นผลักภาระและความเสี่ยงไปที่คนเดินถนน
ทำให้ถนนและเมืองกลายเป็นของรถยนต์เพียงอย่างเดียว
