E-DUANG
ถามว่าการไม่รับร่างพรบ.THACCA ของนายกรัฐมนตรีเกิดขึ้นภายใต้สภาพการณ์อย่างไรในทางการเมือง
เกิดขึ้นหลังมติกกต.ในเรื่อง”โกงสว.”
เกิดขึ้นหลังสภาผู้แทนราษฎรลงมติรับร่างพรบ.งบประมาณราย จ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น
ในความท่วมท้นนั้นมีคะแนนจากพรรคกล้าธรรมรวมอยู่ด้วย
เกิดขึ้นไม่นานเท่าใดนักกับกระแสข่าวปล่อยในเรื่อง”โมนาโค โมเดล”อันมากด้วยความพิสดารโลดโผน
และการโพสต์ยอดคำเท่ระดับ”เหลี่ยมจัดก็ตัดทิ้ง”
เหมือนกับแต่ละก้าวย่างจะสะท้อนรอยร้าวเล็กๆอันเกิดขึ้นและดำรงอยู่ภายในพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน
ความหมายก็คือ ระหว่างพรรคภูมิใจไทย กับ พรรคเพื่อไทย
และสถานการณ์ที่ดำเนินไปอย่างมีลักษณะเร่งเร้าอย่างเป็นพิเศษ คือ สถานการณ์อันเนื่องมาแต่”โกงสว.”ที่พรรคภูมิใจเคยคิดว่ามติในวัน จันทร์ที่ 14 กันยายนจะเป็นจุดยุติแต่ความจริงไม่จบ
คำถามก็คือท่าทีของพรรคภูมิใจไทยต่อพรรคเพื่อไทย
การที่หลายคนในพรรคภูมิใจไทยเคยร่วมหัวจมท้ายอยู่กับพรรคไทยรักไทย และต่อเนื่องมายังพรรคพลังประชาชน
ด้านหนึ่ง ย่อมรู้จักเป็นอย่างดีในความเป็นพรรคเพื่อไทย
ขณะเดียวกัน ด้านหนึ่ง ในความรู้จักอย่างดีและอย่างลึกซึ้งนั้นเองที่ทำให้เกิดความหวาดระแวง
ทำให้บทสรุปที่ว่า”มันจบแล้วนาย” ไม่หมดบทบาทอย่างสิ้นเชิง
ยิ่งเห็นการเคลื่อนไหวของบางคนที่เคยออกอาวุธในเรื่องเขากระโดงประสานกับการเดินหน้าในเรื่อง”โกงสว.” ผ่านการทำงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI)
ยิ่งทำให้เมล็ดพันธุ์แห่งความหวาดระแวงถูกโหมพระพืออย่างต่อเนื่อง
การ”ตอบโจทย์”ของแกนนำ”ภูมิใจไทย”มีความชัดเจน
ชัดเจนว่าภาพต่อแต่ละภาพซึ่งพรรคภูมิใจไทยมองไปยังบทบาทอันเป็นเหมือน”พลังแฝง”จากภายในพรรคเพื่อไทยประสานกับของพรรคประชาชาติแทบไม่ต่างไปจากของพรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์
เนื่องจากมีเป้าหมายถึงขนาดให้นำไปสู่การยุบพรรคภูมิใจไทย
การประเมินท่าทีของพรรคภูมิใจไทยจึงไม่อาจแยกขาดออกจาก 2 ปรา กฎการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น
ล้วนเป็นไปตามหลักเชื่อมโยงและสัมพันธ์แห่ง”อิทัปปจยตา”
เพราะมี”สิ่งนี้” จึงเกิด”สิ่งนี้”ตามมา สะท้อนสัมพันธภาพแห่งสรรพสิ่งในทางความคิดและในทางการเมือง
ทำไมต้องสกัด THACCA อันเคยเป็น”กล่องดวงใจ”และได้รับ การสถาปนาให้เป็น”นโยบายเรือธง”ของพรรคเพื่อไทยตั้งแต่เดือนสิงหา คม 2566
ทำไมต้องทำเหมือนกับที่ปฏิเสธความหมายแห่งร่างพรบ.แรงงาน อันเสนอโดยพรรคประชาชน
ทำไมทำต่อพรรคเพื่อไทยไม่ต่างจากพรรคประชาชน
ทั้งๆที่พรรคเพื่อไทยก็ยอมรับต่อบทบาทและความหมายทางการเมืองที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยอย่างนอบน้อม ยอมรับ
ประเด็นอยู่ที่ว่า พรรคภูมิใจไทย อาจไม่คิดเช่นนั้น
คำถามอยู่ที่ว่าพรรคภูมิใจไทยมั่นใจเพียงใดว่าพรรคเพื่อไทยจะนอบน้อมยอมรับอย่างศิโรราบ
หรือเสมอเป็นเพียงสะสมกำลัง เพื่อรอโอกาส
ปัญหาการเมืองภายหลังมติกกต.เมื่อวันจันทร์ที่ 14 กันยายนจึงเคลื่อน เข้าสู่การจัดกระบวนครั้งยิ่งใหญ่
ทั้งในทาง”ความคิด” และในทาง”การเมือง”
การเคลื่อนตัวของ”ภาคีราชบัณฑิต”ก็ดำเนินไปในลักษณะทะลวงลึกลงอย่างยิ่งอยู่แล้ว
ความนิ่งเงียบของ”เพื่อไทย”เป็นความสงบอย่างราบคาบเพียงใด
