เปลี่ยนผ่าน | ทีมข่าวการเมือง มติชนทีวี
หมายเหตุ “ศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์” ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ให้สัมภาษณ์กับรายการ The Politics ทางช่องยูทูบมติชนทีวี เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2569 ในประเด็นที่คนไทยจำนวนมากกำลังรู้สึก “ตึงเครียด” กับ “จีน” มากขึ้นเรื่อยๆ
ในแง่ของรัฐบาล ผมคิดว่ามันอาจจะสั่นคลอนลำบาก ต่อให้มีกระแสต่อต้าน (จีน) มากๆ ต่อให้คนในสังคมลุกขึ้นมาต่อต้านจีนมากๆ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง เราจะต่อต้านได้มากน้อยแค่ไหน? เราต้องถามตัวเองว่าทุกวันนี้เราพึ่งอะไรจีนบ้าง?
ถ้าเกิดเราเป็นประเทศที่ไม่ต้องพึ่งจีนเลย เราสะบัดบ๊อบได้ รัฐบาล (ไทย) ก็รับไปสิ ประชาชนไม่เอา (จีน) เพราะเราไม่ได้พึ่งจีน แต่ทุกวันนี้เราต้องถามตัวเองก่อนว่าเราพึ่งจีนไหม? คำตอบมันโหดร้ายก็คือ ใช่ และเราพึ่งจีนในหลายเรื่อง
เพราะฉะนั้น ต่อให้คุณจะสะบัดบ๊อบใส่เขา แต่ในที่สุด คุณก็ต้องกลับไปพึ่งเขาอยู่ดี ฉะนั้น กระแสความไม่พอใจที่เรามีต่อจีนมันอาจจะอยู่ในวงที่ค่อนข้างจำกัด ที่ไม่อาจจะขยายตัวไปมากกว่านี้ เพราะในที่สุด มันก็ต้องไปชนกับความเป็นจริง ที่เราจะต้องพึ่งพาจีนในหลายๆ เรื่อง
ผมคิดว่าเรื่องนี้ (กระแสชาวเน็ตไทยแสดงออกว่าไม่พอใจจีน ผ่านการเข้าไปคอมเมนต์ในเพจเฟซบุ๊กสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย) ถ้าทางจีนซีเรียสจริงๆ การออกมาเขียนแบบนี้ครั้งหรือสองครั้ง แล้วได้กระแสโต้กลับ (จากคนไทย) รุนแรงอย่างนี้ เขาต้องหยุดแล้ว
ผมคิดว่าในจุดหนึ่งเขาไม่แคร์ คือจีนเขาเก่งเรื่องการเล่นหลายระดับ ในระดับรัฐบาลก็หน้าชื่นตาบานจับมือกับนายกรัฐมนตรี ในระดับลงไปกว่านั้น ในแง่ของสถานทูตก็ให้ออกไปรบกับคนไทยที่ปากเสีย
จีนเก่งอะไรแบบนี้ ถึงมีคำแปลกๆ เช่น “หนึ่งประเทศสองระบบ” คำนี้คือใช้กับฮ่องกงโดยเฉพาะ เพราะฮ่องกงถูกถ่ายคืนในปี ค.ศ.1997 คืออังกฤษเช่า 99 ปี พอตอนจะเปลี่ยนผ่าน คนในฮ่องกงเริ่มกลัวแล้วว่าจะกลับกลายเป็นจีน แล้วเดี๋ยวกลายเป็นคอมมิวนิสต์ ทางจีนบอกไม่ต้องกลัว
ที่จีนพูดแบบนี้เพราะต้องการเอาใจอังกฤษด้วยส่วนหนึ่ง เพื่อจะได้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่ราบรื่น และอีกอย่างจีนก็ยังไม่อยากที่จะทำให้นักธุรกิจใหญ่ๆ ในฮ่องกงต้องหวั่นกลัวว่าพอจีนปกครองฮ่องกง แล้วทุกอย่างจะพังหมดเลย เพราะฉะนั้น จีนจึงบอกไม่ต้องห่วง เราจะใช้นโยบายหนึ่งประเทศสองระบบ
ก็คือฮ่องกงถึงแม้จะมาอยู่ภายใต้จีนแล้ว แต่ยังเป็นระบบทุนนิยมอยู่นะ อย่างที่บอกจีนเก่งอะไรแบบนี้ เล่นความสัมพันธ์กับรัฐบาลไทยทางการน่ารักปากหวานมาก แต่ปล่อยให้สถานทูตจีนเล่นเกมกับคนไทยที่เข้ามาด่า (จีน) เอาสิ เธอมาด่าฉัน ฉันก็ด่ากลับ ฉันไม่ให้ด่าฟรีนะ
จนเมื่อวันหนึ่ง ถ้าเกิดมันมีการเดินขบวนไปสถานทูตจีนนั่นแหละ ผมคิดว่ารัฐบาล (ไทย) อาจจะต้องเข้ามาแทรกแซง แต่ผมคิดว่าตอนนี้รัฐบาลเขาไม่อยากเข้ามาแทรกแซง แทรกแซงไปแล้วได้อะไร รัฐบาลก็เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ดีกว่า หากออกมาแทรกแซงก็อาจจะสร้างความไม่พอใจกับทางการจีนเปล่าๆ
(ผู้ดำเนินรายการ – ถ้าจีนอยากฟื้นฟูภาพลักษณ์ของตนเองให้เป็นเชิงบวกมากขึ้นในสายตาโซเชียลมีเดียไทย เขาควรทำอย่างไร?)
ผมว่าจีนเคยทำมาก่อน ไม่ใช่ไม่เคยทำ อย่างที่บอกในช่วงที่พีก (ภาพลักษณ์ของจีนเป็นบวกมากในสายตาคนไทย) คนไทยอยากเรียนภาษาจีน คนไทยแห่ไปเที่ยวเมืองจีน เขาก็เคยทำมาก่อน เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าในเรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องแปลกเสียทีเดียวว่าจะทำอย่างไร
อย่างถ้าจะพูดเรื่องซอฟต์เพาเวอร์ จีนเขาก็เก่ง อย่าลืมนะคำว่า “ซอฟต์เพาเวอร์” ที่เป็นซอฟต์เพาเวอร์จริงๆ ที่มาจาก “โจเซฟ ไนย์” ในภูมิภาคนี้ทุกคนอาจจะคิดว่าเป็น K-POP หรือ J-POP แต่จริงๆ มันมาจากจีนก่อนเป็นประเทศแรก
พวกเธอดูหนังกังฟูหรือหนังจากฮ่องกงมาตั้งแต่พวกเธออายุ 2-3 ขวบ มันมาตั้งแต่สมัยนู้นแล้ว “ชอว์บราเดอร์ส”, “เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้”, “ดาบมังกรหยก” พวกนั้นเป็นซอฟต์เพาเวอร์ หรืองิ้วอย่างนี้ อุปรากรจีนก็เป็นซอฟต์เพาเวอร์ คือจีนทำมาก่อนแล้ว
ณ จุดนี้ จีนกำลังมองว่าตัวเองเป็นผู้ที่มีอิทธิพลในเมืองไทยมาก จนถึงจุดที่คิดว่าจีนสามารถที่จะปล่อยเชือกผ่อนได้ส่วนหนึ่ง แล้วก็สามารถจะดึงตึงได้ในส่วนอื่นๆ เพราะจีนยังคิดว่าตัวเองเป็น “ผู้กำกับความสัมพันธ์” กับไทย เราต่างหากที่เป็น “ฝ่ายตอบสนอง” เราไม่ใช่ “คนนำ” ในความสัมพันธ์นี้
ผมคิดว่าจีนกำลังอยู่ในโหมดของการที่สามารถจะมีอิทธิพลเหนือความสัมพันธ์นี้ได้ เพราะฉะนั้น เขาสามารถที่จะดีกับรัฐบาล (ไทย) ได้ แต่ในส่วนล่าง (ภาคประชาชน) ปล่อยมันไปหรือไม่ก็ใช้ไม้แข็ง
แต่ใครจะรู้มันอาจจะพลิกก็ได้ ถ้าเกิดวันหนึ่งสหรัฐกลับเข้ามาจูบปากเรา เมื่อจีนเข้าใจว่าไทยอาจจะหันไปหาสหรัฐ ผมคิดว่าจีนอาจจะมีการเปลี่ยนท่าทีอีกครั้ง
อย่างที่บอก เมื่ออยู่ในจุดที่จีนใช้นโยบายการทูตสาธารณะที่ดี มันก็ดีจริงๆ แล้วผมกล้าบอกเลยว่าจีนลงทุนมากกว่าสหรัฐในเรื่องนี้ ถึงแม้บางครั้งเราอาจจะมองไม่เห็นผลของมัน
ยกตัวอย่าง ผมเคยไปทำวิจัยที่เมืองจีนและวอชิงตัน ดี.ซี.ด้วย ผมกล้าบอกเลยว่าคนที่อยู่กระทรวงต่างประเทศของจีน เขาเรียกในภาษาไทยคือ “เจ้าหน้าที่โต๊ะ” กระทรวงต่างประเทศจีนก็จะมี “เจ้าหน้าที่โต๊ะไทย” ที่วอชิงตัน ดี.ซี.ก็มี “เจ้าหน้าที่โต๊ะไทย” เหมือนกัน แต่มันต่างกันแบบฟ้ากับเหวเลย
คือในช่วงพีกที่สุด จีนจะมีเจ้าหน้าที่โต๊ะไทยมากที่สุดถึง 10 คน และเกือบทุกคนพูดภาษาไทยได้ดีกว่าคนไทยเสียอีก เมื่อเขาต้องลงทุนในเรื่องเมืองไทยเขาก็ลงทุน ขณะที่สหรัฐอาจจะมีเพียง 1-2 คน และเผลอๆ อาจจะดูหมดเลย 4 ประเทศ (ในแถบนี้) ไทย พม่า ลาว กัมพูชา ไม่ได้ดูไทยเพียงประเทศเดียว
ผมกำลังบอกว่า เมื่อถึงจุดที่จีนจะลงทุน จีนก็ลงทุนเรื่องนี้มาก และเข้าใจเมืองไทยมาก อาจจะมีคนมาโต้แย้งผมก็ได้ว่าจะเทียบกับสหรัฐได้อย่างไร ในเมื่อจีนเป็นประเทศที่อยู่ใกล้กับไทย แต่สหรัฐอยู่ไกลเกินไป ก็อาจจะใช่ในจุดหนึ่ง
แต่อย่าลืมว่า แม้ในข้อเท็จจริงเราจะอยู่ไกลกับสหรัฐในเชิงภูมิศาสตร์ แต่ในช่วงสงครามเย็นเราใกล้กับสหรัฐมากนะ บางทีภูมิศาสตร์มันอาจจะไม่ได้เป็นตัวตัดสินว่าต้องลงทุนเท่าไร แต่มันขึ้นอยู่กับประเทศนั้นๆ มีความสำคัญกับคุณ ณ ตอนนี้อย่างไร ไม่ใช่เรื่องของภูมิศาสตร์เสียทีเดียว
ผมกำลังจะบอกว่าในแง่ของการสร้างการทูตสาธารณะ จีนสามารถทำได้และมีศักยภาพ แต่ว่า ณ จุดนี้จีนไม่อยากทำ เพราะไม่มีคู่แข่งและสามารถที่จะปกครองความสัมพันธ์ (แบบเหนือกว่าไทย) นี้ได้ค่อนข้างดี
