| สุจิตต์ วงษ์เทศ
เมื่อถึงหน้าแล้งของทุกปี ชาวบ้านต้องขอฝนด้วยพิธีกรรมเลี้ยงผีประจำปีและพิธีกรรมเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน ซึ่งทำต่อเนื่องตั้งแต่เดือน 4 ถึงเดือน 5 และเดือน 6 (ทางจันทรคติ) ตรงกับกุมภาพันธ์-มีนาคม-เมษายน-พฤษภาคม
1. พิธีกรรมเลี้ยงผีประจำปี ได้แก่ ผีฟ้าและผีเรือนผีบ้าน
เซ่นผีฟ้า (เลี้ยงผีฟ้า) หมายถึงพิธีกรรมปรนนิบัติดูแลผีฟ้าด้วยการเลี้ยงดูเซ่นวักอย่างดี
ผีฟ้า คือ ผู้เป็นใหญ่บนฟ้า บางทีเรียกเจ้าแห่งฟ้า หรือเจ้าฟ้า ซึ่งมีความเป็นมาดังนี้
(1.) แหล่งรวมพลังขวัญของผีบรรพชน หรือผีชนชั้นนำที่ตายแล้วของเผ่าพันธุ์ ซึ่งถูกส่งขึ้นฟ้ารวมพลังเป็นหนึ่งเดียวกับผีขวัญบรรพชนคนก่อนๆ เพื่อปกป้องคุ้มครองคนที่ยังไม่ตายอยู่ในชุมชนพ้นโรคภัยไข้เจ็บ และอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ว่านยาข้าวปลาอาหาร
(2.) ถูกเรียกอีกชื่อว่าแถน (ราว 2,500 ปีมาแล้ว เมื่อเรือน พ.ศ.1) ซึ่งได้จากภาษาจีนว่าเทียน แปลว่า ฟ้า หมายถึง ผู้เป็นใหญ่บนฟ้า [จากหนังสือ พงศาวดารโยนก ของ พระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค) เรียบเรียงเมื่อปลายแผ่นดิน ร.5 พ.ศ.2451] หลังจากนั้นเรียกรวมว่า “ผีฟ้าพญาแถน” (แถน คือ ผีฟ้า มีอำนาจเหนือธรรมชาติ ผู้สร้างทุกอย่างในโลกทั้งดินและฟ้า บรรดาคนในชุมชนบ้านเมืองลุ่มน้ำเจ้าพระยานับพันปีมาแล้วนับถือแถน)
(3.) ผีฟ้ากับคนติดต่อสื่อสารกันได้โดยผ่าน “ตัวกลาง” คือ ร่างทรง หรือคนทรงซึ่งเป็นหญิง ดังนั้น คนในชุมชนถูกควบคุมอย่างใกล้ชิดจากผีฟ้า ด้วยจารีตประเพณีพิธีกรรมในศาสนาผี โดยผ่านหมอมด
ผีเรือน หมายถึงผีประจำตระกูลอยู่ในเรือนของใครของมัน ได้แก่ ผีปู่ย่า, ผีตายาย, ผีพ่อแม่ ฯลฯ
ผีบ้าน หมายถึงผีประจำชุมชน หรือหมู่บ้าน ซึ่งอยู่ที่ลานกลางบ้าน เป็นที่ฝังศพของหัวหน้าเผ่าพันธุ์และวงศ์ตระกูล
[บ้าน หมายถึงชุมชน เป็นความหมายดั้งเดิม แต่ถูกเปลี่ยนสมัยหลังว่าหมายถึงที่อยู่อาศัยเป็นหลังๆ เหมือนตัวเรือน จึงทำให้คำว่าเรือนค่อยๆ หายไปจากชีวิตประจำวันของไทย]
2. พิธีกรรมเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน เนื่องจากฤดูทำนาผ่านมามีคนตาย (ซึ่งเป็นเครือญาติและเครือข่ายร่วมชุมชน) แต่มีพิธีทำศพไม่ได้ เพราะฝนตก และอยู่ในฤดูทำนา จึงฝังศพไว้ก่อนเพื่อรอช่วงว่างจากทำนา
หลังเก็บเกี่ยวจนเข้าหน้าแล้ง มีข้าวเปลือกเก็บไว้กินตลอดปี และไม่ได้ทำไร่ไถนา จึงขุดศพที่ตายและฝังไว้เอาซากกระดูกที่เหลือมาทำพิธีตามความเชื่อเรื่องขวัญทางศาสนาผี
นอกจากนั้นมีพิธีกรรมอื่นๆ อีกที่ต้องจัดการในหน้าแล้ง ได้แก่ ขึ้นเรือนใหม่, โกนจุก, แต่งงาน ฯลฯ


พิธีกรรมของประชาชน
มี 2 ส่วน คือ เซ่นผี (ผีฟ้า, ผีบรรพชน) กับการละเล่น จัดขึ้นบริเวณลานกลางบ้าน หรือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์รวมของหลายชุมชน
(1.) เซ่นผีฟ้า เพื่อขอ 3 เรื่อง คือ ขอฝน, ขอความคุ้มครอง, ขอคำทำนาย
ขอฝน เพื่อความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ว่านยาข้าวปลาอาหาร, ขอความคุ้มครอง เพื่ออยู่รอดปลอดภัยจากผีร้ายที่บันดาลความเจ็บไข้ได้ป่วย, ขอคำทำนายว่าปีผลผลิตต่อไปจะดีหรือร้ายอย่างไร?
(2.) การละเล่น มีหลายอย่างไม่กำหนดตายตัวว่าต้องเหมือนกัน ดังนั้น แต่ละชุมชนต่างเลือกสรรกันเองว่าการละเล่นอย่างไร? แค่ไหน? แต่โดยทั่วไปจะพบเข้าทรง, ปั้นเมฆ, แห่นางแมว ฯลฯ ดังนี้
เข้าทรง มี 2 อย่าง ดังนี้
(ก.) แม่ข้าว คือ เจ้าแม่แห่งข้าวที่เป็นผีสิงในต้นข้าว (ต่อไปข้างหน้าเรียกแม่ศรี)
(ข.) เครื่องมือทำมาหากินในชีวิตประจำวัน คนแต่ก่อนเชื่อว่ามีขวัญ คือ ผีที่สิงอยู่กับเครื่องมือเหล่านั้น จึงเชิญผีที่สิงในเครื่องมือทำมาหากินมาลงทรงคนใดคนหนึ่ง เพื่อเสี่ยงทายการทำนาทำไร่ในปีการผลิตต่อไป ได้แก่ ผีครก, ผีสาก, ผีนางด้ง (กระด้งฝัดข้าว), ผีสุ่ม (จับปลา) ฯลฯ (ต่อไปข้างหน้าเรียกไหว้ครู)
สาดน้ำ มีสาดน้ำแมว และสาดน้ำคน (เป็นต้นตอรากเหง้าสาดน้ำสงกรานต์)
ปั้นเมฆ ใช้ดินเหนียวปั้นเป็นรูปหญิงชายทำท่าร่วมเพศ หรือปั้นอวัยวะเพศขนาดใหญ่ของหญิงชายไว้กลางทุ่งนา หรือกลางที่สาธารณะ


ลานกลางบ้าน
หมายถึงที่โล่งกว้างโดยไม่ต้องโล่งแจ้งเหมือนทุ่งราบก็ได้ จะเป็นที่โล่งมีต้นไม้เป็นหย่อมๆ ก็ได้ (คล้ายป่าชุมชนปัจจุบัน) ถือเป็นลานเฮี้ยนและขลังอยู่ท่ามกลางชุมชนหมู่บ้านตามธรรมชาติ โดยไม่แยกต่างหากจากชุมชน แต่เป็นพื้นที่เดียวกัน หรือเป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้าน (ทางอีสานกับทางเหนือเรียกข่วง) ถูกใช้เป็นศูนย์กลางพิธีกรรมตลอดปีของชุมชน
ที่สำคัญคือ พิธีเลี้ยงผีฟ้าผีแถน จึงเป็นที่สิงสู่และไปมาของปวงผีที่เชิญมาในพิธี เพราะมีหลุมฝังศพของบรรพชนที่เคยเป็นหัวหน้าเผ่าพันธุ์หลายชั่วคนพร้อมโคตรตระกูล
ส่วนบริเวณรอบๆ ลานกลางบ้านเป็นหมู่เรือนของหัวหน้าเผ่าพันธุ์และโคตรตระกูลเครือญาติ ถัดออกไปจึงเป็นเรือนของชาวบ้านบริวารบ่าวไพร่
บริเวณที่ฝังศพพบเครื่องมือเครื่องใช้หลากหลายอาจแยกได้ 2 ประเภท ได้แก่ (1.) สิ่งของที่ฝังรวมกับศพ และ (2.) สิ่งของในชีวิตประจำวันของคนทั่วไปสมัยนั้นซึ่งมีลักษณะต่างจากที่พบในหลุมศพ ซึ่งเกี่ยวข้องอย่างน้อย 2 ประเด็น ได้แก่
ประเด็นแรก ลานกลางบ้านเป็นแหล่งฝังศพบรรพชนซึ่งเคยเป็นหัวหน้าเผ่าพันธุ์และโคตรตระกูล จึงมีคนตายและมีพิธีเลี้ยงผีสู่ขวัญกับส่งขวัญสม่ำเสมอตรงนี้ตรงนั้นตรงโน้น
ประเด็นหลัง ลานกลางบ้านเป็นแหล่งรวมศูนย์พิธีกรรมของเผ่าพันธุ์ซึ่งคนหลายชุมชนที่เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกันเข้าร่วมจำนวนมาก มีกิจกรรมทั้งปี และมีครั้งละนานๆ หลายวัน เช่น 10 วัน, 15 วัน, 20 วัน เป็นต้น ล้วนเป็นพิธีกรรมเพื่อขอความมั่นคงและความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ว่านยาข้าวปลาอาหาร (มีตัวอย่างสมัยหลังๆ ในกฎมณเฑียรบาลของรัฐอยุธยาตอนต้นๆ)
ในหลุมศพพบโครงกระดูกพร้อมเครื่องมือเครื่องใช้ฝังรวมกับศพ ส่วนเครื่องมือเครื่องใช้ที่พบเหล่านั้นทำจากวัสดุมีค่าด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงและก้าวหน้าในสมัยนั้น ซึ่งชาวบ้านทั่วไปไม่มีและทำเองไม่ได้ เช่น เครื่องมือเครื่องใช้ทำจากสำริด, หินสีมีค่าจากแดนอื่น เป็นต้น สิ่งของเหล่านี้สำหรับคนตายที่เป็นผีขวัญได้ใช้สอยในโลกต่างมิติ
หลุมศพบางแห่งพบโครงกระดูกหมาทั้งตัวฝังรวมด้วย ทั้งนี้ เป็นไปตามความเชื่อว่าหมาเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ใช้นำทางผีขวัญของหัวหน้าเผ่าพันธุ์ขึ้นฟ้าไปรวมพลังเป็นหนึ่งเดียวกับผีฟ้าคือแถน เพื่อปกป้องคุ้มครองคนทั้งหลายที่ยังไม่ตายอยู่ในชุมชน
ลานกลางบ้าน โดยสรุปรวมๆ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ใช้ทำพิธีกรรม เช่น ฆ่าคน, ฆ่าสัตว์, เซ่นผีบรรพชน, ร้องรำทำเพลงเลี้ยงผีบรรพชน, แก้บน เสี่ยงทาย ฯลฯ รวมทั้งเป็นที่ฝังศพบุคคลสำคัญของเผ่าพันธุ์ เช่น หมอมดหมอผีหัวหน้าเผ่า
[หลังรับศาสนาจากอินเดียก็สร้างครอบด้วยศาสนสถาน มีหลักฐานทั่วประเทศ เช่น เจดีย์วัดช้างล้อม และเจดีย์วัดชมชื่น (อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย), ปราสาทพนมวัน (จ.นครราชสีมา)]
ขอฝน เป็นพิธีกรรมมีการละเล่น “เข้าทรง” เซ่นผีที่สิงในเครื่องมือทำมาหากิน ได้แก่ ผีครก, ผีสาก, ผีนางด้ง, ผีสุ่ม, ผีไซ ฯลฯ
[ต้นทางพิธีครอบและไหว้ครูนาฏศิลป์และดนตรีไทยทุกวันนี้]
สาบานตน ในพิธีเลี้ยงผีขอฝนมีพิธีสาบานตนไม่คิดคดทรยศต่อหัวหน้าเผ่า
[ต้นทางพิธีถือน้ำพระพัทธ หรือถือน้ำพิพัฒน์สัตยา]
