สมุนไพรเพื่อสุขภาพ | โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งพาตนเอง
หญ้าลิ้นงู เป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็กมีอายุปีเดียว (Annual herb) เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว จนหลายคนมองเห็นเป็นวัชพืช ลำต้นตั้งตรงหรือทอดเลื้อยแผ่ไปตามพื้นดินแล้วชูยอดขึ้น ลำต้นเป็นเหลี่ยมสี่มุมชัดเจน สูงประมาณ 10-40 เซนติเมตร แต่เปราะและหักง่าย ใบเป็นใบเดี่ยวปลายใบแหลม
จุดสังเกตที่สำคัญคือ หูใบ (Stipules) ที่อยู่ระหว่างก้านใบมีลักษณะเป็นปลอกสั้นๆ โอบรอบข้อ ดอกออกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบ ดอกมีขนาดเล็กมาก กลีบดอกมี 4 กลีบ สีขาวหรือสีขาวอมชมพูอ่อน ผลมีลักษณะเป็นผลแห้งแตกได้ (Capsule) ผลแก่เป็นสีน้ำตาล ภายในมีเมล็ดขนาดเล็กจิ๋วจำนวนมากสีน้ำตาลเข้ม
หญ้าลิ้นงู มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Oldenlandia corymbosa L. พืชสมุนไพรขนาดเล็กในวงศ์เข็ม (Rubiaceae) มีชื่อเรียกแต่ละท้องถิ่น เช่น หญ้าจิ้มฟันควาย (เชียงใหม่) เครือผักปลาไข่ (เพชรบูรณ์) หญ้าลิ้นงู (นครสวรรค์) หรือในตำรายาจีนจะรู้จักกันในชื่อ จุ้ยเฉี่ยเช่า (???) ซึ่งมีความคล้ายคลึงและมักใช้สลับกับ “เป๋ยฮวยจั่วจิ๋วเฉ่า” (???) หรือหญ้าลิ้นงูใหญ่ที่มีดอกสีขาว เดิมหญ้าลิ้นงูใหญ่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Oldenlandia diffusa (Willd.) Roxb. แต่ในปัจจุบันเปลี่ยนชื่อมาเป็น Scleromitrion diffusum (Willd.) R.J.Wang
หญ้าลิ้นงูมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในเขตร้อนและเขตกึ่งร้อนของทวีปแอฟริกาและทวีปเอเชีย เจริญเติบโตได้ดีในสภาพภูมิอากาศที่มีความชื้นสูงและแสงแดดจัด ต่อมาแพร่กระจายพันธุ์ไปยังภูมิภาคเขตร้อนอื่น ๆ ทั่วโลกถึงทวีปอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก
ในประเทศไทยพบหญ้าลิ้นงูขึ้นกระจายพันธุ์อยู่ทั่วทุกภาค เป็นพืชโตง่ายและมีความทนทานสูง ชอบขึ้นตามพื้นที่โล่งรกร้าง ริมถนน ข้างทางเดิน พื้นที่เกษตรกรรม ทุ่งนาหลังการเก็บเกี่ยว ตามสวนผลไม้ และรอบๆ ที่อยู่อาศัยก็พบได้ หญ้าลิ้นงูยังออกดอกและติดผลได้ตลอดทั้งปี เจริญเติบโตเป็นพิเศษในช่วงฤดูฝนและต้นฤดูหนาว แต่ในปัจจุบันเมื่อเมืองเต็มไปด้วยคอนกรีตจึงพบค่อนข้างน้อยกว่าเมื่อ 40-50 ปีที่แล้ว
ในวิถีชีวิตชาวบ้าน มองเห็นหญ้าลิ้นงูเป็นเพียงวัชพืชไร้ค่าที่ขึ้นตามริมทางหรือที่รกร้าง แต่ในทางเภสัชกรรมและการแพทย์แผนโบราณ พืชชนิดนี้ถือเป็นสมุนไพรชั้นดีที่มีฤทธิ์เย็นจัด มีสรรพคุณโดดเด่นในการดับพิษร้อนและต้านการอักเสบ
ในตำรับยาแผนโบราณทั้งไทยและจีนนิยมใช้ประโยชน์ “ทั้งต้น” ของหญ้าลิ้นงูในรูปแบบต้นสดและต้นแห้ง เนื่องจากมีรสจืด ขมเล็กน้อย และมีฤทธิ์เย็น จึงมีสรรพคุณหลักในการแก้โรคที่เกิดจากความร้อน (พิษไข้) การอักเสบ การดับพิษไข้ และลดความร้อน สรรพคุณเด่นใช้เป็นยาลดไข้ แก้อาการไข้หวัด ไข้ตัวร้อน ไข้จับสั่น (มาลาเรีย) โดยนำต้นสดหรือแห้งมาต้มน้ำดื่ม ช่วยขับเหงื่อและระบายความร้อนออกจากร่างกายได้ดี การใช้แก้อาการอักเสบ นำหญ้าลิ้นงูมาต้มน้ำดื่ม แก้อาการเจ็บคอ คออักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ และหลอดลมอักเสบ และยังมีสรรพคุณช่วยขับปัสสาวะ แก้อาการทางเดินปัสสาวะอักเสบ แก้ท้องเสีย และใช้เป็นยาภายนอกแก้โรคผิวหนังและแก้แผลด้วย
ในตำรับยาจีน (จุ้ยเฉี่ยเช่า) ใช้หญ้าลิ้นงูขับพิษร้อนและชื้น และช่วยหมุนเวียนเลือด มักใช้ร่วมในตำรับยาบำรุงตับ รักษาอาการดีซ่าน (ตัวเหลืองตาเหลือง) และใช้ควบคู่กับสมุนไพรชนิดอื่นเพื่อบรรเทาอาการของเนื้องอก ส่วนวิธีการใช้แบบชาวบ้าน เมื่อมีอาการผดผื่นคัน ฝีหนอง หรือถูกแมลงสัตว์กัดต่อย ใช้ต้นสดตำให้ละเอียดผสมเหล้าเล็กน้อย ทาหรือตำและพอกบริเวณแผลเพื่อช่วยถอนพิษ แก้อาการปวดแสบปวดร้อน และลดการติดเชื้อ

ในปัจจุบันนักวิจัยทั่วโลกสนใจหญ้าลิ้นงู (Oldenlandia corymbosa) มีการศึกษาทางพฤกษเคมีและเภสัชวิทยา ซึ่งมีผลการวิจัยที่น่าสนใจ เช่น
1) ค้นพบเป็นสารสำคัญในการต้านอนุมูลอิสระและปกป้องเซลล์ ได้แก่ สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) เช่น Rutin และ Quercetin, สารกลุ่มอิริดอยด์ไกลโคไซด์ (Iridoid glycosides) เช่น Asperuloside, สารกลุ่มกรดฟีโนลิก (Phenolic acids), และสารกลุ่มอัลคาลอยด์ (Alkaloids)
2) ฤทธิ์ต้านการอักเสบและแก้ปวด (Anti-inflammatory & Analgesic) งานวิจัยหลายชิ้นในสัตว์ทดลองยืนยันว่า สารสกัดด้วยน้ำและเอทานอลจากหญ้าลิ้นงูมีฤทธิ์ลดการบวมและการอักเสบได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยไปยับยั้งการหลั่งสารสื่ออักเสบ (Pro-inflammatory cytokines) ในร่างกาย สอดคล้องกับการใช้สมุนไพรชนิดนี้ในการแก้เจ็บคอและลดอาการปวดบวมตามข้อ
3) ฤทธิ์ปกป้องตับ (Hepatoprotective Activity ) พบว่าสารสกัดจากหญ้าลิ้นงูมีคุณสมบัติในการปกป้องเซลล์ตับจากการถูกทำลายด้วยสารพิษหรือสารเคมี (เช่น พาราเซตามอลเกินขนาด หรือคาร์บอนเตตราคลอไรด์) โดยช่วยลดระดับเอนไซม์ตับ (AST และ ALT) ในเลือด และเพิ่มระดับสารต้านอนุมูลอิสระในตับ ทำให้เซลล์ตับฟื้นตัวได้ดีขึ้น
4) ฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งและเนื้องอก (Anticancer Activity) ในระดับห้องปฏิบัติการ (In vitro) พบว่าสารสกัดจากหญ้าลิ้นงูมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตและกระตุ้นการตายแบบอะพ็อพโทซิส (Apoptosis) ของเซลล์มะเร็งบางชนิด เช่น เซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) และเซลล์มะเร็งตับ แม้ฤทธิ์จะยังไม่รุนแรงเท่ากับหญ้าลิ้นงูใหญ่ดอกขาว แต่ก็เป็นแนวทางในการพัฒนาสารสกัดเสริมการรักษาในอนาคต
5) ฤทธิ์ต้านจุลชีพ (Antimicrobial Activity) สารสกัดจากใบและลำต้นช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียหลายชนิด ทั้งกลุ่มแกรมบวกและแกรมลบ เช่น Staphylococcus aureus และ Escherichia coli ซึ่งเป็นสาเหตุของการติดเชื้อที่ผิวหนังและระบบทางเดินอาหาร
หญ้าลิ้นงู มีสรรพคุณทางยาแรงและมีฤทธิ์สูง การนำมาใช้ต้องใช้อย่างระมัดระวัง สตรีมีครรภ์และสตรีให้นมบุตรห้ามกินเด็ดขาด เนื่องจากมีฤทธิ์ขับและหมุนเวียนเลือด อาจส่งผลกระทบได้ และคนที่มีภาวะธาตุเย็น เช่น มีอาการกลัวหนาว แขนขาเย็นบ่อยๆ ท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือถ่ายอุจจาระเหลวเป็นประจำ ไม่ควรกินหญ้าลิ้นงูติดต่อกันเกิน 7-14 วัน เมื่ออาการไข้หรืออาการอักเสบทุเลาลงแล้วควรหยุดยา และไม่ควรกินยาที่เข้มข้นเกินไป จะทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหาร หรือส่งผลกระทบต่อการทำงานของตับและไตในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวด้วย
การเก็บหญ้าลิ้นงูตามทางเดินหรือทุ่งนาให้ระมัดระวังการปนเปื้อนสารเคมีกำจัดวัชพืชหรือกำจัดแมลง ควรเลือกเก็บจากแหล่งธรรมชาติที่สะอาดและล้างน้ำทุกครั้ง สังคมไทยอาจมองข้ามพืชสมุนไพรขนาดเล็กนี้ แต่ยังไม่สายที่จะส่งเสริมและศึกษาวิจัยพัฒนาต่อยอดเพื่อสุขภาพของคนไทย
