แล้วสิ่งที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อีกครั้ง หลังจากการโจมตีจุดตรวจ อันนำไปสู่การเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐ 5 นายยังไม่ทันจางหายไป …
ค่ำวันเสาร์ที่ 22 เกิดเหตุการณ์ในลักษณะของ “การโจมตีแบบประสานต่อเนื่อง” (coordinated attacks) อย่างเป็นระบบทางทหารใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มากเป็นจำนวนถึง 71 จุด ต้องถือว่าเป็นปฏิบัติการ “ท้าทายอำนาจรัฐ” ครั้งสำคัญในช่วงเวลาปัจจุบัน
ผลของการโจมตีเช่นนี้ ทำให้เราต้องหันกลับมาพิจารณาเรื่องของสงครามการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้อีกสักครั้ง
ข้อสังเกต
บทความจึงอยากขอตั้งข้อสังเกตต่อการโจมตีอย่างเป็นระบบ ดังนี้
1) ในขณะที่รัฐบาลพยายามส่งสัญญาณการเจรจาผ่านคณะพูดคุยฯ แต่เครือข่ายบางส่วนของ BRN ที่ยังเชื่อในแนวทางการใช้อาวุธ น่าจะยังต้องการใช้ความรุนแรงเป็นทิศทางหลัก เพราะเป้าหมายหลักคือ การแบ่งแยกดินแดน และพวกเขาเชื่อว่า การแยกดินแดนต้องให้กำลังอาวุธเป็นเครื่องมือ และต้องทำความเข้าใจว่า BRN ไม่ใช่ “แก๊งอาชญากรรม” ที่ค้ายา ค้าบุหรี่เถื่อน เป็นต้น
2) ในการทำสงครามแบ่งแยกดินแดน BRN ต้องการโชว์ศักยภาพทางทหาร เพื่อกดดันรัฐ และทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐ หรือทำลายภาพของรัฐในสายตาประชาชนในพื้นที่
3) การใช้การทำสงครามก่อความไม่สงบ เป็นแนวทางหลักนั้น ทำให้ต้องมีปฏิบัติการทางทหารสำหรับฝ่ายต่อต้านรัฐ ในการสร้างภาพลักษณ์ และเพื่อสร้างกระแสของฝ่ายตนเพื่อแสดงความเหนือกว่า และสร้างอำนาจต่อรองในการเจรจา
4) ความรุนแรงมีนัยถึงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เพราะเดือนสิงหาคมเป็นเดือนเกิดของ BRN จึงต้องทำให้ต้องสร้างภาพความเข้มแข็งของขบวนผ่านการใช้ความรุนแรงในการต่อต้านรัฐเดิม
5) ฝ่ายรัฐควรมีท่าทีที่ชัดเจนว่า จะปล่อยให้เกิดการสร้างแรงกดดันจาก BRN ต่อไปอีกเพียงใด หรืออะไรคือ ข้อกำหนดที่เป็น “เส้นแดง” ที่รัฐจะไม่ยอมกลับเข้าโต๊ะการเจรจาอีก
6) ฝ่ายก่อความไม่สงบทำสงครามโดยใช้การก่อการร้ายเป็นเครื่องมือ และทำให้เกิดภาพของความอ่อนแอของฝ่ายรัฐ ที่ไม่สามารถปกป้อง/คุ้มครองประชาชนได้ และส่งผลโดยตรงต่อการประกอบการทางเศรษฐกิจ หรือเป็นใช้การก่อการร้ายในการทำลายเศรษฐกิจของไทยพุทธในพื้นที่
7) BRN ใช้การสร้างความคลุมเครือผ่านการไม่ยอมรับต่อการกระทำที่เกิดขึ้น และสามารถใช้ความคลุมเคลือนี้ในการป้ายสีรัฐกลับ เช่น ปัญหาเรื่องงบประมาณ หรือการยิงจากเฮลิคอปเตอร์โดนชาวบ้าน เป็นต้น
8) สงครามการก่อความไม่สงบเอื้อให้ฝ่ายตรงข้ามใช้การสร้างภาพด้วยปฏิบัติการขนาดเล็ก แต่ดำเนินการแบบพร้อมกันและต่อเนื่องในหลายพื้นที่พร้อมกัน ในรูปแบบของปฏิบัติการ “ดาวกระจาย” ที่ส่งผลในทางยุทธศาสตร์
9) การเกิดเหตุในช่วงปลายปีงบประมาณ ทำให้สามารถสร้างการตีความผ่านการส่งเสียงจากแนวร่วมและฝ่ายต่อต้านรัฐว่า เป็นฝ่ายรัฐทำเองเพื่อหางบประมาณ เนื่องจากงบประมาณในภาคใต้มีจำนวนมาก และประเด็นนี้เป็นจุดที่ฝ่ายต่อต้านรัฐใช้ในการสร้างวาทกรรมมาโดยตลอด
10) การก่อเหตุยังหวังผลในการผลักดันไทยพุทธให้ออกจากพื้นที่ ดังเช่นปัญหาที่เมืองโกลก และการสังหารผู้นำชาวพุทธในภาคธุรกิจ ซึ่งได้กลายเป็นแรงกดดันให้ชาวพุทธหลายครอบครัวต้องอพยพออกจากพื้นที่ที่เคยอยู่อาศัยมาแต่เดิม








ท้ายบท
สถานการณ์เช่นนี้ คงมีปัญหาเฉพาะหน้าที่รัฐบาลจะต้องทำให้ได้คือ การฟื้นความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชน พร้อมกับการสร้างความมั่นใจว่า รัฐยังมีอำนาจในการควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ได้จริง ทั้งต้องแสดงให้เห็นว่า ฝ่ายผู้ก่อเหตุไม่ใช่ “อำนาจรัฐซ้อน” ในท้องถิ่นของจังหวัดชายแดนใต้
รวมทั้ง รัฐบาลต้องตอบให้ชัดเจนตามที่แม่ทัพภาค 4 เปิดประเด็นว่า ปัญหาภาคใต้เป็นเรื่องของพวกค้าของเถื่อน ไม่ใช่พวกแบ่งแยกดินแดน เพราะถ้า BRN เป็นพวกค้าของเถื่อนแล้ว รัฐบาลควรยุติการเจรจาได้เลย เพราะเสียเวลาและงบประมาณเป็นจำนวนมาก และหันไปจับโจรแทน … ไม่รู้ว่าเราควรหัวเราะหรือร้องไห้กับประเด็นเช่นนี้ เพราะเท่ากับเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยรบกับ “พ่อค้าของเถื่อน” มานานกว่า 22 ปีแล้ว ซึ่งหากเป็นจริงแล้ว ยิ่งต้องรื้อยุทธศาสตร์กันใหม่ทั้งหมด !
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
