‘คำพิพากษา’ : นวนิยายกับการเมือง (เรื่องฮั้ว ส.ว.)
ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่กระแสข่าวเรื่อง “ฮั้ว ส.ว.” กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม น่าสนใจว่ามีนักการเมืองสองรายที่อ้างอิงถึงนวนิยายเรื่อง “คำพิพากษา” ของ “ชาติ กอบจิตติ” ในเวลาไล่ๆ กัน
คนแรก คือ “ภราดร ปริศนานันทกุล” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย หนึ่งใน “นักการเมืองฟากสีน้ำเงิน” ซึ่งถูกกล่าวหาจากฝ่ายของ “ยิ่งชีพ อัชฌานนท์” และเครือข่ายที่ร่วมกันตรวจสอบความผิดปกติในกระบวนการเลือก ส.ว.
โดยรัฐมนตรีภราดรให้สัมภาษณ์ประเด็นนี้กับบรรดาผู้สื่อข่าวการเมืองว่า
“เมื่อวานผมนั่งดูข่าว ผมก็นึกถึงวรรณกรรมของ ‘คุณชาติ กอบจิตติ’ ชื่อเรื่อง ‘คำพิพากษา’
“ผมนึกถึง ‘ไอ้ฟัก’ ลองไปเปิดดู ไปอ่านย้อนดูว่า มันเกิดเรื่องแบบนี้ในสังคม ไม่ใช่เฉพาะวันนี้ แต่มันเกิดมา 40-50 ปีแล้ว คือสังคมเชื่อในสิ่งที่มีการกล่าวหา โดยที่ยังไม่รู้ข้อเท็จจริง
“เราควรที่จะต้องเอาข้อเท็จจริงมายืนยันก่อนว่า มันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า ฟักดำเนินการ กระทำการกับสมทรงแบบนั้นจริงหรือเปล่า ทั้งที่เขาไม่ได้ทำอะไรเลย แต่สุดท้าย เขาถูกคำพิพากษาของสังคมไปแล้ว
“อันนี้ ผมคิดว่าต้องยืนหลักให้ชัดเจนก่อนว่า จะกล่าวหาใคร ต้องเอาหลักฐานที่พิสูจน์ได้ ต้องเอาหลักฐานที่ถูกต้องมาเปิดเผย มาสู้กันบนความถูกต้อง ผมไม่กลัวหรอกครับ กับการถูกตรวจสอบ ผมเป็นนักการเมือง ผมอยู่ในกระบวนการตรวจสอบ ผมยอมรับกับกระบวนการตรวจสอบ
“แต่การกล่าวหาด้วยข้อมูลที่ไม่เป็นจริง หรือยังไม่ได้ถูกพิสูจน์ว่ามันเป็นข้อมูลจริง อันนี้มันเป็นเรื่องที่ผมพร้อมจะต่อสู้ ถ้าหากเอาข้อมูลที่เป็นเรื่องจริงและยืนยันได้ว่าเป็นข้อมูลจริง เอามายืนยันกัน”

วันเดียวกัน “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” อดีต ส.ส.พรรคอนาคตใหม่/ก้าวไกล/ประชาชน ก็ให้สัมภาษณ์กับมติชนทีวี ว่าด้วยประเด็นฮั้ว ส.ว. เช่นกัน โดยอ้างถึงนวนิยายเรื่องเดียวกัน แต่มีวิธีการอ่านแตกต่างจากรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้
“ผมถึงบอกคุณภราดร ถ้าคุณภราดรบอกตัวเองเป็น ‘ไอ้ฟัก’ ฉากจบ (ไอ้ฟัก) ตายนะ ถูกไหมล่ะ
“แต่วันนี้ เรากำลังมาขีดเขียนฉากจบใหม่ ฉากจบใหม่ที่คุณเลือกได้ เรามากระชากหน้ากาก ‘ไอ้ครูใหญ่’ ที่มันยืมเงินไอ้ฟักแล้วไม่คืน แล้วยังไปใส่ร้ายไอ้ฟักอีก เอาฐานะความเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ไปกล่าวหาไอ้ฟัก
“ในเรื่อง ไอ้ฟักไม่ได้กับสมทรงนะ แต่เขาต้องดูแลเมียพ่อที่สติไม่ดี ไอ้เจ้าครูใหญ่ก็ไปกล่าวหาเขาอีก รู้ทั้งรู้ด้วยนะว่าเขาไม่ได้เป็นผัวเมียกัน เขาไม่ได้เอาเมียพ่อทำเมีย ครูใหญ่คนนี้มันชั่วจริงๆ
“(ตอนจบใหม่) ครูใหญ่ต้องติดคุก ชาวบ้านรู้แล้วว่าครูใหญ่มันโกหกใส่ร้ายไอ้ฟัก ก็เลยพากันไปรุม ป้องกันไม่ให้ครูใหญ่หนี แล้วตำรวจก็มาจับครูใหญ่ ตอนทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ชาวบ้านก็มารุมด่า (ครูใหญ่) ถูกออกจากราชการ
“คุณภราดรกับผมดูเรื่องเดียวกันนั่นแหละ แต่ตีความนวนิยายไม่เหมือนกัน
“ไอ้ฟักเวอร์ชั่นของคุณชาติ กอบจิตติ มันไม่มีหลักฐานการยืมเงินของครูใหญ่ แต่ไอ้ฟักเวอร์ชั่นนี้ ‘ยิ่งชีพ’ (มีหลักฐาน) เป็นปึกๆ อย่างนี้
“นึกภาพออกไหม ไอ้ฟักในเวอร์ชั่นคำพิพากษา ให้ไอ้ครูใหญ่ยืมเงินไปแต่ไม่มีกระดาษสักใบเดียว เชื่อใจกัน แต่ไอ้ฟักเวอร์ชั่นนี้ 2026 นำแสดงโดยเป๋า ยิ่งชีพ เอกสารเต็มไปหมด พร้อมที่จะเปิดหน้ากาก เปิดโฉมหน้าเดรัจฉานของครูใหญ่”


แน่นอนว่าการอ่านนวนิยายนั้นสามารถ “อ่าน” ด้วยอุดมการณ์-จุดยืนทางการเมืองที่ผิดแผกกันได้ เหมือนกับการมองโลกด้วย “กรอบ” หรือ “แว่นตา” ต่างชนิดกัน ซึ่งย่อมนำไปสู่ “ความแตกต่างเชิงคุณภาพ” อื่นๆ ตามมา
อาทิ ใครอ่านนิยายได้ลึกและแตกกว่ากัน? หรือใครตีความนิยายได้อย่างทรงพลังกว่ากัน?
สุดท้าย ก็คงต้องถามสาธารณชนว่า คุณชอบและเชื่อ “การอ่านนวนิยายคำพิพากษา” แบบไหน? ระหว่าง “การอ่านแบบภราดร” หรือ “การอ่านแบบวิโรจน์”
