bg-single

ธงทอง จันทรางศุ | ประสบการณ์ ‘ตรง’กับสิ่งที่ ‘ทำ’ ในสถานการณ์ซับซ้อน ‘ที่ดินวัด’

28.08.2026

คอลัมน์ หลังลับแลมีอรุณรุ่ง

ท่านที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองอยู่เป็นประจำคงพอทราบเรื่องราวของวัดป่าอดุลยาราม จังหวัดขอนแก่น ที่เป็นข่าวครึกโครมและได้รับความสนใจไปทั่วประเทศเมื่อไม่กี่วันมานี้แล้ว และจนถึงวันเวลาที่ผมนั่งเขียน “หลังลับแลมีอรุณรุ่ง” อยู่นี้ เหตุการณ์ความสับสนวุ่นวายต่างๆ กำลังคลี่คลายไปในทางที่ผู้คนน่าจะสบายใจได้แล้ว

ให้บังเอิญที่ตั้งแต่ต้นปี 2568 ที่ผ่านมา ผมเข้าไปรับตำแหน่งที่ใหม่ ในฐานะประธานกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งเป็นตำแหน่งในคณะกรรมการที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง

เฉพาะตัวผู้เป็นประธานนั้น นายกรัฐมนตรีจะแต่งตั้งเองตามใจชอบหาได้ไม่ หากแต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคมและต้องได้รับพระสังฆราชานุมัติด้วย

การทำงานในหน้าที่นี้ร่วมกับกรรมการท่านอื่นปกติก็ไม่เป็นข่าวคราวอะไรหรอกครับ ส่วนใหญ่ก็เป็นการประชุมหารือและทำงานในระหว่างกรรมการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยกันเอง

แต่พอมีข่าวเรื่องวัดป่าฯ ที่จังหวัดขอนแก่นเกิดขึ้นอย่างนี้ กรณีจำเป็นต้องมีการประสานหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

งานอย่างนี้จึงตกอยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการชุดดังกล่าว

และเป็นเหตุให้ผมต้องเดินทางไปจังหวัดขอนแก่นกับเขาด้วย

ขยายความสักนิดหนึ่งนะครับ

ในฐานะผู้ที่อยู่กับระบบราชการมานานปีจนกระทั่งเกษียณอายุราชการมาได้ถึงสิบปีเศษแล้ว ผมเข้าใจดีว่าแม้ผู้ที่ทำงานอยู่ตามหน่วยราชการทั้งหลายต่างมีความตั้งใจมุ่งมั่นที่จะทำงานประสานกันให้กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน

แต่พอถึงภาคปฏิบัติแล้ว ด้วยความที่ระบบราชการของเรามีความใหญ่โตเทอะทะ บางเรื่องก็จำเป็นที่ต้องมีการประสานงานข้ามหน่วยโดยมีตัวเชื่อมให้ทุกอย่างทำงานต่อเนื่องกันได้สนิท

ยกตัวอย่างกรณีที่เกิดขึ้นที่ขอนแก่นคราวนี้ อย่างน้อยเราจะมองเห็นว่ามีหน่วยงานหลายหน่วยจำเป็นต้องเข้าไปทำงานร่วมกัน ตั้งแต่จังหวัดขอนแก่น สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น ตำรวจขอนแก่นในทุกระดับ สำนักงานพระพุทธศาสนาทั้งในระดับสำนักงานจังหวัดและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในส่วนกลาง

มีการพูดถึงเรื่องของการเสียภาษีซึ่งจะเกี่ยวพันไปถึงเรื่องเทศบาลเพิ่มเติมขึ้นมาอีกหน่วยหนึ่งแล้ว

ทางฝ่ายคณะสงฆ์ก็ใช่ว่ามีแต่เพียงพระครูเจ้าอาวาสเท่านั้นนะครับ ยังมีเจ้าคณะปกครองของคณะสงฆ์ที่ช่วยกำกับดูแลแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อีกด้วย

ภารกิจแบบนี้แหละครับที่ผมได้รับโอกาสเข้าไปทำงานร่วมกันกับทุกคนทุกหน่วย

เวลาพูดคุยก็สามารถสมานความเข้าใจเป็นเนื้อเดียวกัน

รวมทั้งข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ต้องระมัดระวังในสถานการณ์อย่างนี้ คือการให้ข้อมูลข่าวสารกับสาธารณะซึ่งมีความเปราะบางและมีความอ่อนไหวอยู่พอสมควร

บางท่านที่ติดตามข่าวเรื่องนี้โดยใกล้ชิดอาจสังเกตเห็นได้ว่า ผมเลือกใช้ช่องทางสื่อสารข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และความเห็นของผมอยู่สองช่องทาง

ช่องทางที่หนึ่ง คือ Facebook ซึ่งผมใช้บริการมานานปีแล้ว และได้โพสต์ข้อความเรื่องโน้นเรื่องนี้ที่เป็นความสนใจส่วนตัวของผมเพื่อ “ชวนคุย ชวนคิด” ร่วมกับผู้ติดตามอ่าน Facebook อยู่เสมอ

และด้วยวิธีตั้งค่าให้ Facebook ของผมใครๆ สามารถเข้ามาอ่านได้ บางครั้งเรื่องที่อยู่ในเฟซบุ๊กของผมจึงได้รับความสนใจและนำไปแชร์ต่อ หรือบางครั้งอาจเป็นประเด็นข่าวสาธารณะขึ้นมาก็ได้

เมื่อผมพอทราบแล้วว่าผมสมควรจะเดินทางไปทำงานเรื่องนี้ที่จังหวัดขอนแก่น ก่อนอื่นใดผมต้องค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่จำเป็นต่อการทำงานมาประกอบกันกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง บอกกันตามตรงเลยนะครับว่า ถึงแม้เป็นนักกฎหมายโดยวิชาชีพแต่พอถึงเรื่องอย่างนี้ก็ต้องทำการบ้านก่อนเดินทางไปที่นั่นให้แม่นยำและมั่นใจเสียก่อน

งานส่วนนี้ผมได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนที่เป็นผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกาช่วยให้ความเห็นและค้นคว้าคำพิพากษาศาลฎีกาส่งมาให้อ่านหลายฉบับจนความคิดตกผลึกและมั่นใจว่าอะไรเป็นอะไร

ไม่อาศัยเพื่อนคราวนี้แล้วจะไปอาศัยกันคราวไหน

ก่อนเดินทางไปขอนแก่นผมจึงโพสต์เฟซบุ๊กสองครั้ง ครั้งแรก เป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ตรงรูปเรื่องกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น แต่ยังไม่ถึงระดับบ่งชื่อวัดป่าอดุลยารามในข้อความของผมนะครับ

เป็นเพียงการวางหลักกฎหมายไว้ให้ปรากฏเสียก่อนเป็นเบื้องต้น

ข้อความที่สองซึ่งผมโพสต์ลงเฟซบุ๊ก คราวนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือ คพช. ว่ามีบทบาทหน้าที่อย่างไร เมื่อผมลงไปอยู่ในพื้นที่และเป็นข่าวขึ้นมา ผู้คนทั้งหลายจะได้เข้าใจว่าผมไม่ได้เป็นองค์กรเถื่อนที่ตั้งตนขึ้นมาเอง หากแต่มีที่มาที่ไปและหน้าที่อำนาจตามที่กฎหมายกำหนด

นี่ก็เป็นการตอกเสาเข็มก่อนลงพื้นที่ทำงานอีกรอบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจของทุกคนที่เกี่ยวข้อง

การเดินทางของผมไปที่วัดป่าฯ ในตอนค่ำวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา ผมได้รับความกรุณาจากสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่นกราบนมัสการพระครูเจ้าอาวาสให้ทราบล่วงหน้าไว้แล้วว่าผมจะเดินทางเข้าไปที่วัดเมื่อนั้นเมื่อนี้ ทำให้พี่น้องประชาชนผู้เป็นโยมและมีความห่วงใยในวัดที่เป็นของเขามารอพบปะพูดคุยกับผอยู่เป็นจำนวนมาก

แน่นอนว่าหมายความรวมถึงสื่อมวลชนที่ติดตามข่าวในเรื่องนี้ด้วย

หลังจากไปถึงวัดและได้เข้ากราบนมัสการพระครูอดุลสารนิเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผมได้มานั่งอยู่ที่โต๊ะที่มีผู้จัดไว้ให้หน้ากุฏิ เพื่อพูดคุยกับพี่น้องชาววัดป่าแห่งนั้นและให้ข่าวสารกับสื่อมวลชนที่ตั้งกล้องตั้งไมโครโฟนรออยู่ตั้งแต่ตอนเย็นแล้ว

นี่เป็นช่องทางที่สองที่ผมใช้ทำงานในการสื่อสารกับสาธารณะ คือการพูดคุยกับสื่อมวลชนโดยตรง และนั่นหมายความว่าเป็นการพูดคุยกับพี่น้องประชาชนผู้ติดตามข่าวสารอีกจำนวนมากด้วย

เมื่อย้อนกลับไปดูคลิปที่ผมพูดคุยกับทุกท่านอยู่ประมาณ 5 นาที จะพบว่าผมเลือกใช้ท่าทีที่สุภาพเรียบร้อยซึ่งเป็นปกติวิสัยของผมแบบไม่ต้องทำอะไรมากอยู่แล้ว ชี้แจงแสดงประเด็นข้อกฎหมายและเรื่องราวต่างๆ ด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายสำหรับประชาชน

ไม่พูดจาท้าตีท้าต่อยกับใคร

เมื่ออยากให้คนที่ฟังผมพูดแล้วเกิดความรู้สึกสบายใจ ผมเองก็ต้องสบายใจเสียก่อน ทำใจนิ่งๆ เย็นๆ ไว้ ผู้ฟังทั้งในที่นั้นและผู้ฟังที่อยู่ทางบ้านย่อมรับสารได้เองว่า ทุกอย่างไม่มีอะไรไม่น่าวิตกและจะคลี่คลายไปในทางซึ่งเป็นที่สบายใจของทุกคนในเร็ววัน

คืนวันนั้นเมื่อกลับมาถึงโรงแรมที่พัก ผมโพสต์ข้อความใน Facebook อีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ไม่ใช่ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับที่ดินของวัด แต่ผมเลือกที่จะพูดถึงอัธยาศัยของหลวงพ่อว่าท่านพูดกับผมอย่างไรบ้าง ท่านมองเหตุการณ์นี้ว่าเป็นอย่างไรบ้างในสายตาของท่าน และข้อสำคัญคือท่านบอกกับผมว่า ท่านถือหลักเสมอมาว่าอย่ามีเขามีเรา เพราะถ้ามี “เรา” ขึ้นมาแล้ว จะมี “เขา” ตามมาอีกมาก

ขอกระซิบว่าโพสต์นี้ผมโพสต์ด้วยความตั้งใจ ที่อยากให้ผู้ติดตามข่าวเรื่องนี้ได้เห็นมุมของความเป็นพระแท้ที่อยู่ในตัวตนของหลวงพ่อ และเชื่อว่าถ้ามีความรู้ความเข้าใจอย่างนี้แล้ว การทำงานเรื่องนี้ของทุกฝ่ายที่ช่วยกันคลี่คลายสถานการณ์จะสะดวกและสบายขึ้น

ผมเข้าใจว่า โพสต์รอบดึกนี้ มีผู้ได้อ่านเป็นจำนวนมากพอสมควร เฉพาะผู้ที่กดปุ่ม Like จนถึงขณะนี้มีมากกว่า 6,000 คนเข้าไปแล้ว

ครั้นพอถึงเช้าวันรุ่ง ผมได้ไปกราบนมัสการเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น ที่วัดหนองแวง แล้วจากนั้นได้ไปหารือข้าราชการกับท่านผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น โดยมีเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นนั่งอยู่พร้อมหน้ากันด้วย

ส่วนคณะที่ไปพร้อมผมตั้งแต่เมื่อวานตอนค่ำและไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอเวลาที่จังหวัดขอนแก่น คือท่านผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาและทีมงาน ซึ่งได้ทำงานกันโดยใกล้ชิดมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วจนมาถึงเรื่องนี้ และก็ต้องทำงานร่วมกันไปอีกหลายเพลาแน่นอน

หลังจากได้พบพูดคุยกับท่านผู้ว่าราชการจังหวัดแล้ว ผมได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนอีกหนึ่งรอบมีความยาวเพียงไม่กี่นาที เพื่อให้ทุกคนทราบความคืบหน้าว่า การเปลี่ยนชื่อในหน้าโฉนดให้เป็นชื่อของวัดป่าฯ ว่าจะดำเนินการต่อไปตามขั้นตอนของกฎหมายโดยไม่ชักช้า

และในวันนี้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้มีหนังสือขอความอนุเคราะห์จังหวัดขอนแก่นให้ช่วยดำเนินการในเรื่องนี้โดยตรงด้วยแล้ว

ระหว่างอยู่ที่สนามบินขอนแก่นก่อนขึ้นเครื่องบินกลับพระนคร ผมโพสต์ข้อความสี่ห้าบรรทัดในเฟซบุ๊กของตัวเองอีกครั้งเพื่อสรุปประเด็นที่ได้หารือกับท่านผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นแจ้งให้ผู้อ่าน Facebook ของผมทราบเป็นตัวหนังสืออีกวาระหนึ่ง เป็นทำนองสรุปภารกิจที่เดินทางมาจังหวัดขอนแก่นรอบนี้ให้ทุกท่านได้ทราบ

เรื่องที่นำมาเล่าสู่กันฟังคราวนี้ เพื่อเป็นนิทานสอนใจตัวเอง และเผื่อว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องทำงานในสถานการณ์ที่ซับซ้อนแบบนี้ในวันข้างหน้า ลองพิจารณาดูก็แล้วกันครับว่าผมทำผิดทำถูกอย่างไร

สิ่งที่ผมปฏิบัติมาแล้วทั้งหมดอาจไม่ใช่การเลือกใช้ช่องทางสื่อสารด้วยการทำงานที่สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าพูดถึงความตั้งใจแล้ว ผมตั้งใจทำให้งานนี้ออกมาเกิดผลดีที่สุดกับพระศาสนาและราชการเต็มร้อยแน่นอนครับ

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการตามที่เห็นสมควรต่อไปด้วย จะเป็นพระคุณยิ่ง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
จากตุลา ถึงมีนา | สุรชาติ บำรุงสุข
ส.ว.ทนไม่ไหว ถ้าฮั้วกัน ทำตัวไม่มีประโยชน์ เลิกวุฒิสภาไปเลย
ธงทอง จันทรางศุ | ประสบการณ์ ‘ตรง’กับสิ่งที่ ‘ทำ’ ในสถานการณ์ซับซ้อน ‘ที่ดินวัด’
“โนรา” มาจากละครสมัยอยุธยา
‘ดิว อริสรา’ เปิดตัวหวานใจ สวีต ‘วู้ดดี้ ล่ำซำ’ ฟ้องด้วยภาพ
โผนายพลผ่านฉลุยแต่ส่อไม่สงบ จับตาเอฟเฟ็กต์ ‘อาวุโสข้ามหัว’ เป็นกับระเบิดเวลา ก.พ.ค.ตร.?
วิธีการเลือกรัฐมนตรี แบบมาเคียเวลลี
เหยี่ยวถลาลม | ทิ้งมันไว้ข้างหลัง
วิกฤตการณ์ข่าวกรอง ‘บึ้ม-เผา’ ป่วนร้อยจุด! แนะเปิดใจฟังคนพื้นที่ ไข ‘กุญแจ’ สันติสุขใต้
ยื่นฟ้องเอาผิด “ศิลปินแห่งชาติชื่อดัง” ยักยอกผลงานไปขายให้หน่วยงานรัฐ มูลค่า 8 แสนบาท
คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’๓๕ ยื่นหนังสือถึงประธานกรรมาธิการต่างประเทศ ให้ตรวจสอบดีลต่อรองฝึกซ้อม ‘คอบร้าโกลด์’ แลกลดภาษีสหรัฐ