| สุจิตต์ วงษ์เทศ
“โนราที่แพร่หลายในภาคใต้ ล้วนได้แบบแผนละครลงไปจากกรุงศรีอยุธยา” เป็นแนวคิดทางวิชาการเกี่ยวกับโนราครั้งแรกสุดในประเทศไทย ซึ่งเป็นพระนิพนธ์สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มี 2 ครั้ง ดังนี้
ครั้งแรก “อธิบายบทละครเรื่องนางมโนห์รา” เมื่อ 107 ปีที่แล้ว พ.ศ. 2462
ครั้งหลัง “ตำนานเรื่องละครอิเหนา” เมื่อ 105 ปีที่แล้ว พ.ศ. 2464
ทั้งนี้ โดยทรงเล่าว่าได้ดู “ละครโนราชาตรี” ที่นครศรีธรรมราชอยู่ทุกคราวที่ลงไปตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ในแผ่นดิน ร.5 จึงมีคำอธิบายเป็นรายละเอียดมากทั้งด้านนาฏศิลป์และดนตรี
หลักฐานเรื่องนี้ไม่เป็นที่รับรู้กว้างขวาง แม้ชุมชนวิชาการในสถานศึกษาด้านนาฏศิลป์และดนตรีมักไม่อ้างถึงข้อมูลวิชาการ จึงมี “ดราม่า” ท้องถิ่นนิยมเข้มข้นทุกครั้ง เมื่อกล่าวถึงเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงของโนราว่ามีแบบแผนจากอยุธยา
หลักฐานสำคัญเรื่องโนรามาจากละครแก้บนสมัยอยุธยา (เรียก “ละครชาตรี” กลายคำจาก “ยาตรี”) ได้แก่ เทริด, โครงเรื่อง, เครื่องดนตรี, ท่ารำ ฯลฯ
(1.) เทริด
เครื่องสวมหัว (ละครยืนเครื่อง) เหมือนมงกุฎเตี้ยที่มีกระบังหน้า เมื่อสวมหัวจะครอบปรกถึงปลายหู ซึ่งมีที่มาตามหลักฐาน ดังนี้
(1.) ประติมากรรมบริเวณโตเลสาบ (กัมพูชา) เรือน พ.ศ. 1400 จากนั้นแพร่หลายเป็นเครื่องทรงเทวรูปกับพระพุทธรูป แถบลุ่มน้ำโขงและลุ่มน้ำเจ้าพระยา
(2.) เครื่องยศขุนนางอยุธยา (ตอนต้น) พบภาพสลักบานประตูวิหารหลวงวัดพระศรีสรรเพชญ์ (ปัจจุบันเก็บในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา อยุธยา)
ยืนเครื่อง เริ่มแรกหมายถึงผู้ชายเล่นละครเป็นตัวพระ ต้องแต่งตัวด้วยเครื่องที่จัดไว้โดยเฉพาะ คือเทริดและเครื่องอาภรณ์ (สวมกับตัวเปล่า) มีกำหนดในพระอัยการตำแหน่งนาพลเรือน (ราว พ.ศ. 2000) เป็นต้นแบบส่งให้ละครชาตรีสมัยหลังๆ สืบจนทุกวันนี้

[เทริดในภาพนี้อยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร]

[ภาพจากหนังสือ ตำราฟ้อนรำ พระนิพนธ์สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2466]
(2.) โครงเรื่อง
ได้จากเรื่องเล่าของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์เมื่อนานมากนับพันๆ ปีมาแล้ว บริเวณลุ่มน้ำโขง ซึ่งเรื่องเล่ามี 2 ภาค คือภาคแรกกับภาคหลัง
(1.) ภาคแรก เรื่องพระรถ นางเมรี เป็นนิทานบรรพชนของชนเผ่าพื้นเมืองหลาย
ชาติพันธุ์สุวรรณภูมิ ซึ่งพบตกค้างอยู่ในกลุ่มชน เช่น กำมุ (ขมุ), ลาว ฯลฯ
ราชสำนักอยุธยายกย่องเป็นเรื่องเล่าศักดิ์สิทธิ์ พบหลักฐานในกฎมณเฑียรบาล (เรือน พ.ศ. 2000) สมัยอยุธยาตอนต้น เรียกเสภาดนตรีกับนิยาย (เสภามโหรี) และพิธีสมโภชชั้นสูงสืบเนื่องถึงสมัยรัตนโกสินทร์ (หลัง พ.ศ. 2325)
ราชสำนักยกย่องพระรถ นางเมรี โดยแต่งกาพย์ขับไม้เรื่องรถเสน (ใช้ขับสมโภชพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ของราชสำนัก) และแต่งบทละครเป็นกลอนราชสำนัก (กลอนบทละคร)
[คำอธิบายเพิ่มเติมอยู่ในเรื่อง “ยอพระเกียรติและนิยายเชิงสังวาส” หนังสือ อำนาจของภาษาและวรรณกรรมไทย ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ สำนักพิมพ์นาตาแฮก พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2566 หน้า 205-210]
(2.) ภาคหลัง สืบเนื่องจากภาคแรก (พระรถ นางเมรี) “กลับชาติ” ไปเกิดเป็นพระสุธน นางมโนห์รา
ราษฎรยกย่องพระสุธน นางมโนห์รา แต่งบทละครเป็นกลอนชาวบ้าน (กลอนเพลง ซึ่งเป็นต้นทางกลอนบทละคร) นิยมเล่นแก้บนเป็นละครชาตรีเรื่องนางมโนห์รา (สำเนียงภาคใต้เรียก “โนรา”)
(3.) เครื่องดนตรี
คือ “ปี่-ฆ้อง-กลอง” หรือ “ฆ้อง-กลอง-ปี่” ตามประเพณีอุษาคเนย์หลายพันปีมาแล้ว
ปี่ เป็นเครื่องเป่าทำด้วยไม้แก่น หรือไม้เนื้อแข็งที่กลึงกลมให้ส่วนตรงกลางป่อง และเจาะภายในกลวงตลอด โดยใส่ลิ้นปี่ตรงส่วนหัว มี 3 ขนาด เรียกทั่วไปว่าปี่นอก-ปี่กลาง-ปี่ใน
ตรงกลางป่องของปี่ไม่มีผลต่อระบบเสียง แต่ต้องทำไว้เป็นสัญลักษณ์ว่าพัฒนาจากแคนที่มีลูกน้ำเต้าอยู่ตรงกลางเป็นที่เป่า บางทีเรียกปี่น้ำเต้า
(4.) ท่ารำ
จากพื้นฐานดั้งเดิมของอุษาคเนย์หลายพันปีมาแล้ว พบหลักฐานสำคัญ ดังนี้
ลายสลักรูปบุคคลทั้ง 3 คล้ายหญิงมีเครื่องประดับสวมศีรษะ, เปลือยท่อนบน, ปกปิดท่อนล่างด้วยการนุ่งผ้าปล่อยชายยาวเป็นปีกสองข้าง, ยืนย่อเข่าเรียงกัน เมื่อเทียบเคียงแบบแผนตามประเพณีสมัยหลัง พบว่าทำท่าเหมือนฟ้อนด้วยลำตัวตรง, กางแขน, แอ่นมือ, ย่อเข่า, ก้าวขาเนิบช้า, กิริยามีระบบ, ไม่ตัวใครตัวมัน ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญอย่างยิ่งว่ามีแบบแผนก่อนหน้ามานาน ซึ่งเป็นท่ารำพื้นฐานที่ปัจจุบันเรียก “ยืด-ยุบ” ขณะฟ้อนมีกิริยาเหมือนขับลำคำคล้องจองสั้นๆ ที่ท่องจำแล้วขับลำด้น (ตามที่ท่องจำมาโดยไม่คิดคำสดๆ)




ร้องเรื่องไหว้ครู
ในพระตำราครอบโขน-ละคร ฉบับหลวง แผ่นดิน ร.4 มีบทไหว้ครู ร้องอ่อน, ร้องสี่, ศัพท์ไทย, ร้องเรื่อง 12 เรื่อง ดังนี้
๐ เมื่อนั้น พระพิมสวรรค์ผู้รุ่งฟ้า ๐ เมื่อนั้น พระไชยเชษฐผู้รุ่งฟ้า ๐ เมื่อนั้น พระคาวีผู้รุ่งฟ้า ๐ เมื่อนั้น พระรามผู้รุ่งฟ้า ๐ เมื่อนั้น พระอุณรุทผู้รุ่งฟ้า ๐ เมื่อนั้น พระสังข์ศิลป์ชัยผู้รุ่งฟ้า ๐ เมื่อนั้น อิเหนาผู้รุ่งฟ้า ๐ เมื่อนั้น พระสุธนผู้รุ่งฟ้า ๐ เมื่อนั้น พระสมุทโคดมผู้รุ่งฟ้า ๐ เมื่อนั้น พระพรหมธาดาผู้รุ่งฟ้า ๐ เมื่อนั้น พระรถผู้รุ่งฟ้า ๐ เมื่อนั้น พระสังขะอสูรผู้รุ่งฟ้า
พิธีกรรม “โรงครู” ของโนราชาตรี (เข้าทรงรักษาโรค) หลังจากทำบทพลายงาม ต่อจากนั้นทำ “บทสิบสอง” (12 เรื่อง) แสดงต่อหน้าศาลโรงครูตามแบบประเพณีการเล่นโรงครูแต่โบราณ ได้แก่
นางมโนห์รา, พระรถนางเมรี, ลักษณวงศ์, โคบุตร, ดาราวงศ์, พระอภัยมณี, สังข์ทอง, จันทโครพ, สินราช, สังข์ศิลป์ชัย, นางยมกลุ่ม, และนายไกรกับชาละวัน (จากหนังสือ โนรา โดย ภิญโญ จิตต์ธรรม รวบรวมเรียบเรียง : วิทยาลัยครูสงขลา 2519)
การเล่น “โรงครู” ของโนราชาตรี เป็นแบบแผนเดียวกับร้องเรื่องไหว้ครูกรุงเก่า แต่ “โรงครู” โนราชาตรี ปรุงวิธีทำบทสิบสองให้เป็นลักษณะของท้องถิ่น โดยบรรจุเรื่องสมัยใหม่อันเป็นที่นิยมในสมัยนั้น
โนราจากเรื่องเล่า
ขุนศรัทธา ผู้เล่นตัวเอกละครของพระเทพสิงหร ในอยุธยา “ถูกเนรเทศ” แต่มีผู้ช่วยเหลือไปอยู่เมืองนครฯ แล้วฝึกสอนรำละครให้ชาวนครฯ เรียก “โนรา” โดยมีตัวละครหลักในเรื่องเล่าที่รู้กัน ดังนี้
1. นางนวนสำลี (ธิดากษัตริย์อยุธยา) ถูกลอยแพ เพราะมีครรภ์จากการจุติของเทวดา
2. พระเทพสิงหร ลูกนางนวนสำลี (เทวดาตั้งชื่อ)
3. พรานบุญ, หน้าพราน เทวดาเนรมิต
4. รำแม่ท่า 12 ท่า เทวดาเข้าฝันบอกท่ารำ
5. เทริด และ สังวาล กษัตริย์อยุธยาพระราชทานไว้เล่นโนรา-ชาตรี
6. ขุนศรัทธา ครู “โนรา” (มโนห์รา)
[จากหนังสือ พิธีไหว้ครู ตำราครอบโขนละคร พร้อมด้วยตำนานและคำกลอนไหว้ครูละครชาตรี กรมศิลปากร (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2494) พิมพ์ครั้งที่สาม พ.ศ. 2503 หน้า 51-53]
นิทานท้องถิ่นเมืองนครศรีธรรมราช เล่าเรื่องความเป็นมาของโนราชาตรี มีในหนังสือที่ระลึกงานเชิดชูเกียรติศิลปินภาคใต้ “พุ่มเทวา-ขุนอุปถัมภ์นรากร” (สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ จัดพิมพ์เมื่อ 2523) ดังนี้
พระเทพสิงหร (บุตรของนางศรีคงคา) หัดละครอยู่ในกรุงศรีอยุธยา
ขุนศรัทธา เป็นตัวละครของพระเทพสิงหร ได้พาแบบแผนละครลงไปหัดขึ้นในเมืองนครศรีธรรมราชเป็นครั้งแรก แล้วเป็นแบบแผนโนราชาตรีสืบมา
พวกโนราชาตรีทางภาคใต้ยังออกชื่อบูชานางศรีคงคา พระเทพสิงหร และขุนศรัทธาในคำไหว้ครูมาจนทุกวันนี้
นิทานเกี่ยวกับโนราชาตรีมีอีกหลายเรื่อง แต่เกือบทุกเรื่องจะผูกเค้าโครงคล้ายคลึงกัน คือ การเคลื่อนย้ายโนราชาตรีจากกรุงศรีอยุธยา ลงไปสู่ภาคใต้
[ข้อมูลมีในหนังสือ ร้องรำทำเพลง : ดนตรีและนาฏศิลป์ของชาวสยาม โดย สุจิตต์ วงษ์เทศสำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2532 หน้า 162-175 และหนังสือ โขน, ละคร, ลิเก, หมอลำ, เพลงลูกทุ่ง มาจากไหน? โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ สำนักพิมพ์นาตาแฮก พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2563 หน้า 79-155]
