รื้อหอพักอ่างแก้ว : war of position ว่าด้วยมรดกสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ (จบ)
พื้นที่ระหวางบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
แม้เราสามารถทำให้สังคมส่วนใหญ่ยอมรับสุนทรียภาพแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ได้ (ซึ่งในความเป็นจริงคนเป็นจำนวนไม่น้อยก็เริ่มเห็นว่าสถาปัตยกรรมยุคนี้มีความงามอยู่เหมือนกัน)
แต่ปัญหาก็ยังไม่จบ เพราะคุณค่าด้านความงามเพียงอย่างเดียวไม่อาจนำไปสู่การอนุรักษ์ได้
อาคารนั้นๆ จำเป็นต้องทำให้สังคมมองเห็นสิ่งที่เรียกว่า “คุณค่าทางประวัติศาสตร์” ด้วย ซึ่งสิ่งนี้คือกำแพงอันสูงใหญ่ที่กั้นขวางเราไว้ในชั้นที่สอง
ตัวอย่างที่ชัดเจนในกรณีนี้คือ มีคนจำนวนมากมองเห็นว่า โรงภาพยนตร์สกาลาออกแบบได้อย่างสวยงาม แต่สุดท้ายก็ยังถูกรื้อ เพราะสังคมส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของมันได้มากพอในระดับที่จะเปลี่ยนเป็นพลังกดดันอย่างจริงจังให้สำนักงานทรัพย์สินจุฬาฯ ทำการอนุรักษ์ไว้ได้
แม้เราเห็นว่ามันสวย แต่ถ้าจะรื้อด้วยเหตุผลในการหารายได้เพิ่มก็ยอมรับได้ เพราะมันไม่ได้มีค่าทางประวัติศาสตร์ที่มากเพียงพอจะเก็บมันไว้

ที่มาภาพ : เฟซบุ๊ก Sant Suwatcharapinun
ในขณะที่โรงภาพยนตร์เฉลิมกรุง อาคารที่สร้างขึ้นด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ยุคแรกเริ่ม ที่หากมองเพียงแค่มิติด้านความงาม อาจจะมีไม่มากเท่าสกาลาเสียด้วยซ้ำ แต่กลับได้รับการขึ้นทะเบียนโบราณสถานจนกลายเป็นมรดกของชาติไปตั้งนานแล้ว
เพราะอาคารหลังนี้ถูกสร้างขึ้นจากพระราชดำริของรัชกาลที่ 7 ซึ่งสอดคล้องกับเพดานความคิดกระแสหลักเรื่องการกำหนดคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของสังคมไทย
ยิ่งหากเทียบกับโรงภาพยนตร์เฉลิมไทย ที่สร้างขึ้นหลังจากเฉลิมกรุงเพียง 10 กว่าปีเท่านั้น รูปแบบสถาปัตยกรรมแทบไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญเลย แต่เฉลิมไทยกลับถูกประณามว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่ต่ำทราม น่าเกลียด
สุดท้ายก็ถูกรื้อถอนในที่สุดเมื่อ พ.ศ.2532 เพราะอาคารหลังนี้ถูกสร้างขึ้นในยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่แม้จะเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์มากมาย แต่เพดานของการนิยามคุณค่าทางประวัติศาสตร์ไทย ปัจจุบันมองว่าเป็นช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ที่เลวร้ายและไม่ควรจดจำหรือยกย่องแต่อย่างใด
ดังนั้น เฉลิมไทยที่สร้างขึ้นในยุคนี้จึงไร้ค่าตามไปด้วย จนถูกอธิบายว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมที่สร้างขึ้นบดบังโลหะปราสาท
หรือในกรณีสกาลา มีคนเป็นจำนวนมากออกมาพูดถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของมันในฐานะประวัติศาสตร์สังคม และประวัติศาสตร์วัฒนธรรมบันเทิงในยุคสงครามเย็น ตลอดจนสถานที่ที่บรรจุความทรงจำของผู้คนมหาศาล
แต่ทั้งหมดนี้ล้วนไร้ค่าและไร้เสียง หากเทียบกับเม็ดเงินมหาศาลที่จะได้มาจากโครงการใหม่
เมื่อมองจากกรณีเหล่านี้ ปัญหาของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในประเทศไทยจึงไม่ได้อยู่แค่ไร้ความงาม หรือการไม่มีประวัติศาสตร์
หากแต่อยู่ที่เพดานความคิดของสังคมไทยต่อการนิยามคุณค่าทางประวัติศาสตร์บางประเภทที่อาคารเหล่านี้เป็นตัวแทน ที่ยังไม่สามารถถูกแปรเปลี่ยนให้มีน้ำหนักมากพอในกระบวนการอนุรักษ์
ย้อนกลับมาที่หอพักอ่างแก้ว แม้หอพักแห่งนี้ไม่ได้เป็นวัง ไม่ได้เป็นวัด ไม่ได้เป็นอนุสรณ์สถานของเหตุการณ์สำคัญตามนิยามของรัฐชาติไทย และไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติบุคคลใด หากแต่มันเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์สังคมอีกรูปแบบหนึ่ง เป็นตัวแทนที่สำคัญของพัฒนาการด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษาในยุคสมัยใหม่ที่กระจายตัวสู่ภูมิภาคของประเทศไทย
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่คือมหาวิทยาลัยในภูมิภาคแห่งแรกของไทย เปิดขึ้นเพื่อกระจายโอกาสทางการศึกษาชั้นสูงแก่ท้องถิ่น ตลอดจนพัฒนาความเจริญให้แก่ภูมิภาค ซึ่งทั้งหมดถูกสะท้อนผ่านสิ่งปลูกสร้างยุคแรกภายในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาปัตยกรรมที่ถูกออกแบบโดย อมร ศรีวงศ์
พินัย สิริเกียรติกุล ผู้ศึกษางานของคุณอมรไว้อย่างละเอียด เคยอธิบายคุณค่าของหอพักอ่างแก้วไว้ว่า
“…อาคารหลังนี้คือหมุดหมายแรกๆ ที่ มช. ในอดีตกล้าที่จะละทิ้งรูปแบบ ‘สถาปัตยกรรมไทยประยุกต์’ ของส่วนกลาง แล้วหันมาใช้สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่ก้าวหน้าและเป็นสากล ว่าไปแล้ว ยุคนั้น มหาวิทยาลัยส่วนภูมิภาค ‘ล้ำสมัย’ กว่ามหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ…”
แต่ก็เหมือนเช่นทุกครั้ง คุณค่าเหล่านี้ยังไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นเสียงที่ทรงพลังมากพอที่จะดึงรั้งให้อาคารได้รับการอนุรักษ์
แม้การประท้วงการรื้อหอพักอ่างแก้วครั้งนี้จะได้รับกระแสตอบรับจากสังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากกว่าปกติ แต่ก็ดูเสมือนว่าจะยังไม่สามารถฉุดรั้งอะไรได้ (แต่เมื่อยังไม่ถูกรื้อ ก็ต้องตามดูกันต่อไปว่าผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไร)
แต่หากมองให้ไกลกว่าชะตากรรมของอาคารหลังนี้ การแก้ไขปัญหาอาจต้องเข้าไปจัดการที่แกนกลางของเรื่อง นั่นคือ การนิยามสิ่งที่เรียกว่า “มรดก” เพราะสิ่งที่สังคมถือว่าเป็นมรดกไม่ได้เกิดขึ้นเอง หากเกิดจากการต่อสู้ช่วงชิงทางความคิดว่าด้วยการนิยามว่า อดีตรูปแบบใดมีคุณค่ามากพอที่จะถูกจดจำ และอดีตรูปแบบใดควรได้รับการส่งทอดไปสู่คนรุ่นต่อไป
ในจุดนี้ ผมอยากขอยืมแนวคิด War of Position ของ Antonio Gramsci มาช่วยอธิบาย
เพราะการต่อสู้ทางการเมืองในความหมายของ Gramsci ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงผ่านการบังคับ หากยังเกิดขึ้นผ่านการสร้างความยินยอม ผ่านสถาบัน ความรู้ วัฒนธรรม และสิ่งที่ผู้คนยอมรับว่าเป็น “สามัญสำนึก” (common sense) ราวกับเป็นสิ่งธรรมชาติที่อยู่เหนือกาลเวลา
และด้วยเหตุนี้ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมจึงไม่ได้เกิดจากการเอาชนะอำนาจโดยตรงเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนสิ่งที่ผู้คนเคยคิดว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นเรื่องธรรมดา หรือเป็นความจริงที่ไม่จำเป็นต้องตั้งคำถาม
หากนำแนวคิดนี้มาปรับใช้กับการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ สิ่งที่ต้องต่อสู้จึงไม่ใช่เพียงการหยุดรถรื้อถอน แต่คือการเข้าไปเปลี่ยนสามัญสำนึกที่กำหนดว่าอาคารแบบใดจึงจะมีคุณค่ามากพอที่จะเรียกว่า “มรดก” สามัญสำนึกดังกล่าวถูกผลิตซ้ำผ่านสถาบันต่างๆ ในสังคม ทั้งระบบการศึกษา ประวัติศาสตร์กระแสหลัก ระบบการอนุรักษ์ ตลอดจนวัฒนธรรมสาธารณะ
การต่อสู้ในระดับนี้หมายถึงการทำให้สิ่งที่เคยดูเป็นธรรมชาติกลับกลายเป็นสิ่งที่ต้องถูกตั้งคำถามเสียใหม่
จากความคิดที่ว่า อาคารที่มีคุณค่าต้องเก่า ไปสู่การยอมรับว่าอาคารจากอดีตระยะใกล้ก็อาจเป็นมรดกได้
จากความคิดที่ว่า ความงามต้องอยู่ในลวดลายและการประดับประดา ไปสู่การยอมรับภาษาสุนทรียภาพอีกแบบของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่
จากความคิดที่ว่า สถาปัตยกรรมสมัยใหม่เป็นเพียงสิ่งที่นำเข้าจากตะวันตก ไปสู่การยอมรับว่าสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างสังคมไทยสมัยใหม่
จากความคิดที่ว่า ประวัติศาสตร์ที่ควรจดจำต้องเป็นประวัติศาสตร์ของกษัตริย์ รัฐ ศาสนา หรือเหตุการณ์สำคัญ ไปสู่การยอมรับว่าประวัติศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ การศึกษา วิถีชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับพื้นที่ก็มีคุณค่าเช่นเดียวกัน
ด้วยเหตุนี้ หอพักนักศึกษาของมหาวิทยาลัยส่วนภูมิภาคแห่งแรกของไทยจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงอาคารสำหรับพักอาศัยของนักศึกษาเท่านั้น หากเป็นหลักฐานทางกายภาพที่สำคัญอย่างหนึ่งของการก่อรูปสังคมไทยในยุคสมัยใหม่
จากกระแสคัดค้านการรื้อถอนที่ปรากฏตามหน้าข่าวส่วนใหญ่ ผมเริ่มมองเห็นการสร้างคำอธิบายในการคัดค้านที่ขยับขยายออกไปจากคุณค่าของอาคารหลังนี้เพียงหลังเดียว ไปสู่คำถามร่วมว่าด้วยคุณค่าของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในภาพรวม และเข้าไปเขย่าสามัญสำนึกเดิมเกี่ยวกับสิ่งที่สังคมเรียกว่า “มรดก”
ในทัศนะผม นี่ต่างหากคือสนามที่แท้จริงของการต่อสู้ ที่ต้องใช้เวลาอีกยาวนานกว่าจะสำเร็จ
หากเกิดปาฏิหาริย์ที่ทำให้หอพักอ่างแก้วรอด การต่อสู้ที่แท้จริงก็ยังไม่ได้จบลง เพราะรากความคิดเดิมยังถูกฝังลึกอยู่มาก หรือหากโชคร้ายหอพักถูกรื้อทิ้งในที่สุด นั่นย่อมเป็นความสูญเสียอย่างแท้จริง แต่ก็มิได้หมายความว่าการต่อสู้ทางความคิดจะจบลงเช่นกัน
เพราะทุกครั้งที่มรดกสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ชิ้นสำคัญกำลังถูกคุกคาม การต่อสู้เพื่อรักษามันย่อมเปิดทางไปสู่สนามของการต่อสู้ทางความคิดในระดับรากฐานว่าอะไรคือมรดก ใครเป็นผู้มีอำนาจในการนิยาม และอดีตแบบใดที่เราต้องการส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป
หากคำถามเหล่านี้ถูกถามมากขึ้นๆ แม้เพียงในพื้นที่ซอกมุมเล็กๆ ของสังคม การต่อสู้ก็ย่อมไม่สูญเปล่า เพราะ War of Position ไม่ได้ตัดสินกันในชัยชนะของอาคารเพียงหลังเดียว
หากตัดสินกันในระยะยาวว่า วันหนึ่งสังคมจะมองเห็นคุณค่าของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่แตกต่างไปจากวันนี้ได้หรือไม่
และเมื่อถึงวันนั้น เราจะนิยาม “มรดก” และเลือกอดีตแบบใดไว้ส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป
