บ่อยครั้งที่ได้ยินคำพูดว่า บ้านเมืองปั่นป่วนเพราะพวกนักกฎหมายทำตัวเป็นศรีธนญชัยจนผู้คนพากันเข้าใจว่า กฎหมายเป็นวิชามาร
ที่จริง กฎหมายไม่ใช่วิชามาร และนักกฎหมายก็ไม่ใช่มารผจญ
คนเป็นนักกฎหมายควรจะได้รับการชื่นชมเสียด้วยซ้ำว่าเป็นมนุษย์ที่มีความลุ่มลึกในการใช้ความรู้และเหตุผลแก้ไขปัญหา ช่วยยับยั้งความขัดแย้งความบาดหมางระหว่างผู้คน นักกฎหมายจึงไม่ใช่นักฉวยโอกาส ไม่ใช่คนที่คอยหาช่องทางพลิกแพลงด้วยกลวิธีทุจริตฉ้อฉล
“กฎหมาย” ก็เช่นเดียวกัน
ไม่ใช่แค่ “ตัวบท” ที่บัญญัติไว้ให้ท่องจำแล้วนำมาใช้ประหนึ่งเป็นอาวุธทำลายกันกระทั่งเกิดคำว่า “นิติสงคราม”
กฎหมายเป็นศาสตร์ที่ต้องเรียนกันอย่างลึกซึ้งถึงรากฐาน
“ศาสตร์” ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 แปลว่า ระบบวิชาความรู้
กฎหมายจึงเป็นเรื่องของระบบความรู้ ซึ่งมีที่มาจากธรรมชาติของมนุษย์และกฎธรรมชาติ
มนุษย์ทุกคนมีผัสสะจุดไฟความต้องการให้ไม่มีที่สิ้นสุด แต่ธรรมชาติก็มอบสิ่งหนึ่งให้กับมนุษย์ในขณะที่สัตว์อื่นไม่มี นั่นคือ ความรู้จักคิด รู้จักเทียบเคียงชั่งน้ำหนักข้อมูลเรื่องราว จึงเรียกว่า “มีเหตุผล” ขณะเดียวกันมนุษย์ก็เป็น “สัตว์สังคม” จำเป็นต้องพึ่งพากันและกันและอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะ ซึ่งเมื่ออยู่รวมกันมากๆ “ความอยาก”ไม่มีที่สิ้นสุดของมนุษย์ก็ก่อให้เกิดปัญหาตามมามากมาย
แต่ด้วยการเรียนรู้เชิงเหตุผลมนุษย์จึงสร้าง “กฎของมนุษย์” ขึ้นมาใช้ควบคุมและบังคับคนในหมู่คณะเดียวกัน การไม่เอาของผู้อื่นมาเป็นของตน การชดใช้ค่าเสียหาย การไม่ทำร้ายร่างกายหรือทำลายชีวิตผู้อื่นและการลงโทษผู้ฝ่าฝืนกฎ ฯลฯ เหล่านี้ไม่มีในวิถีของสัตว์อื่น
กฎหมายเป็นสมบัติทางอารยธรรมของสัตว์มนุษย์
แต่กฎก็มีความเป็นอนิจจัง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และเปลี่ยนแปลง เมื่อใช้งานไปจนเห็นได้ว่าล้าหลังหรือล้าสมัย เพื่อไม่ให้ขัดขวางความเจริญก็ต้องลงมือแก้ไขปรับปรุงไม่ให้คลุมเครือ
คำถามมีว่า
แล้วกรณีคดีฮั้ว ส.ว.ที่เถียงกันอยู่นั่น “กฎหมาย” คลุมเครือหรือ “คนคลาดเคลื่อน”
กกต. “5 ต่อ 2” เห็นควรส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 77 คน ในคดีฮั้ว ส.ว.ไปให้ศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง
แต่คนส่วนมากไม่เห็นด้วยกับ “กกต.เสียงข้างมาก”!
ทันทีที่นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.เจื้อยแจ้วแถลงจบลง แวดวงนักกฎหมาย “สับ” กันอย่างดุเดือดเลือดสาด คราวนี้ไม่ใช่แค่ “พริษฐ์-ยิ่งชีพ” เป็นตัวยืน แม้แต่นายชวน หลีกภัย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และอดีตผู้พิพากษารุ่นพี่ “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” นายวิชา มหาคุณ เกจิคนดัง รวมทั้งเมื่อนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ 1 ใน กกต.เสียงข้างน้อย ออกมาสวนการแถลงของ “ประธาน กกต.” อย่างมีนัยยะ
คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า “กฎหมายดิ้น หรือคนเคลื่อน”
เจตนารมณ์กฎหมายเลือกตั้งคืออะไร
คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ “กกต.” เกิดขึ้นเพื่อการใด
“กกต.” ไม่ใช่เป็นแค่กลุ่มบุคคลที่มาจัดการเลือกตั้งแทนกระทรวงมหาดไทย
“กกต.” ไม่ใช่ผู้เล่นในเกมช่วงชิงอำนาจรัฐ!
ภายหลังวิกฤต “พฤษภาทมิฬ ’35” ที่ทหารถอยร่นกลับเข้าสู่กรมกองอย่างมีอารยะและมีวินัย รัฐธรรมนูญปี 2540 สร้าง “กกต.” ขึ้นมาให้เป็นองค์อิสระ ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง รวมทั้งควบคุมกำกับกระบวนการเลือกตั้งและพฤติการณ์ผู้เล่นให้การแข่งขันทางการเมืองกันอย่างสุจริต
“เจตนารมณ์” ของ กกต.คือการรักษาความบริสุทธิ์ยุติธรรมของกระบวนการเลือกตั้ง
คำขวัญดั้งเดิมของ กกต.จึงมีว่า
“สุจริต โปร่งใส เที่ยงธรรม”
ชัดแจ้ง จำง่าย ตรงเผง ไม่ต้องตีความ!!
แต่มติชนทีวีโพสต์ว่า ครั้นครบ 25 ปี (2566) คำขวัญ กกต.เปลี่ยนเป็น
“สุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย”
เริ่มงงกับคำว่า “ชอบด้วยกฎหมาย”
“กกต.” จะเป็นอื่นไปได้อย่างไร
สิ่งที่ตรงข้ามกับคำว่า “ชอบด้วยกฎหมาย” คือ “มิชอบด้วยกฎหมาย”
พอครบ 28 ปี (พ.ศ.2569) กกต.ชุดนี้เปลี่ยนคำขวัญอีก
คราวนี้เป็น
“การเลือกตั้งที่เป็นกลาง โปร่งใส เที่ยงธรรม และมีส่วนร่วม”
พัฒนาการจากจะแจ้ง สู่พร่ามัว!
กกต.ก็แค่ทำให้การเลือกตั้งมี “ความสุจริต โปร่งใส และเที่ยงธรรม”
“การมีส่วนร่วม” เป็นบทบาทของภาคประชาชนในสังคมประชาธิปไตย
กรณีที่ พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว ส.ว.สำรอง ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง โดยที่เห็นว่า “โพย” ทั้งหลายที่ใช้วันเลือก ส.ว.นั้น “ส่อทุจริต” นั้นเป็นบทบาท “การมีส่วนร่วม” ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากการแข่งขันทางการเมืองที่มีปัญหา
รวมทั้งการทวงถามว่า เหตุใด คำวินิจฉัยของ กกต.เสียงข้างมากที่ฟ้อง 77 รายในคดีฮั้ว ส.ว.นั้น จึงไม่ดำเนินคดีตามมาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 ซึ่งจะต้องยื่นคำร้องให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้ที่ได้มาโดยไม่สุจริตเที่ยงธรรม ซึ่งตรงนี้ กกต.เสียงข้างมากอาจจะซวยฐานละเมิดมาตรา 32 ของ พ.ร.ป.เดียวกัน ที่มีโทษจำคุกถึง 10 ปี
นี่ก็เป็น “มีส่วนร่วม” ในการค้นหาความจริงของ “พลเมืองดี” ผู้มีความรู้ความสามารถในการ “ตรวจสอบ” การเข้าสู่ “อำนาจรัฐ” อันเป็นการป้องกันไม่ให้ “พลเมืองร้าย” หรือกาฝากของระบอบประชาธิปไตยเข้าไปอยู่ในสภานิติบัญญัติเบียดบังงบประมาณของประเทศ
กฎหมายเลือกตั้งมีเจตนารมณ์
อ่านกฎหมายให้ดี จะพบว่าไม่มีอะไรซับซ้อน ถ้าจะมีก็แต่ “คน” ที่ชอบซ่อนเงื่อนซึ่งนักกฎหมายชอบใช้คำว่า “ตีความ” แต่บ่อยครั้งเป็นการ “เลี่ยงบาลี”
เจตนารมณ์กฎหมายเลือกตั้งเรียบง่าย
แค่ต้องการให้ “เสียงของประชาชน” ที่ถูกแปลงไปเป็น “อำนาจทางการเมือง” นั้นเป็นเสียงที่บริสุทธิ์
ความบริสุทธิ์ที่ว่านั้นไม่ใช่เรื่องละเมอเพ้อพก เป็นไปตามหลักการพื้นฐานทั่วไปว่า การใช้สิทธิเลือกใครต้องเป็นไปโดย “เสรี” และเป็นความลับ บุคคลจะไม่ถูกสอดส่อง ไม่ถูกซื้อ ไม่ถูกบังคับขู่เข็ญทั้งด้วยการล่อลวงหรือใช้อิทธิพล การแข่งขันต้องเสมอภาค การนับคะแนนอย่างโปร่งใส ประกาศผลชัดเจน ถูกต้องและแน่นอน ได้ผู้ที่จะมาใช้อำนาจรัฐตรงตามเจตนารมณ์ประชาชน
แต่ถ้ากระบวนการเลือกที่ไม่สุจริต โปร่งใส เที่ยงธรรม ก็จะได้โจราธิปไตย!?!!!
