อ้ายรั่ว : โจรลักวัวในตำนาน | เรื่องสั้น : มานพ แก้วสนิท
ว่าที่จริง มันไม่น่าจะเกี่ยวกับการเปิดประเด็นนโยบาย จะทำอย่างไรให้คนจนหมดไปจากประเทศ โดยเฉพาะวาทะที่ว่า “รวยไม่ไหวแล้ว (โว้ย)” ที่กระฉ่อนไปทั่วประเทศ
แต่เหตุการณ์มันเกิดตาลปัตร เพราะตั้งแต่มี “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมันให้ขาดจากปั๊ม สอดรับกับที่รัฐขึ้นราคาน้ำมันอย่างมโหฬาร ณ คราวนั้น ดูเหมือนความยากจนจะคืบคลานเข้ามาและแผ่กระจายไปทุกหย่อมหญ้าอย่างยุติธรรม เหมือนดวงอาทิตย์ที่โผล่จากขอบฟ้า แล้วสาดแสงไปทั่วปฐพีอย่างไม่เลือกที่
อันนี้ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวของตายาย หรือชาวบ้านร้านช่องคนไหนก็รู้สึกได้ จากอาหารการกินที่เคยอุดมสมบูรณ์ จำพวกหมูเห็ดเป็ดไก่ในจานอาหารบ้านตากับยาย ได้ค่อยๆ เลือนหายไป กลายเป็นผักหญ้าริมรั้ว หน่อไม้ริมคลอง และปลาช่อนตัวผอมหัวโม่งจากปลักน้ำในนาแทน จนตายายให้รู้สึกสงสารเจ้าไข่อุ้ง หลานชายตัวน้อยที่กำลังเติบโตเป็นเด็กชายเต็มตัว ที่ต้องมาพลอยประสบภาวะอดๆ อยากๆ ไปด้วย
หลายครั้งที่ตากับยายได้แต่นั่งมองตากันปริบๆ หลังจากที่รับรู้ว่า ผลหมากรากไม้รอบๆ กระท่อมที่พอขายได้มั่ง ไม่ว่าจะเป็นมะพร้าว มะม่วง โดยเฉพาะปาล์มในสวน ปรากฏว่า ราคาของมันได้รูดลงต่ำเตี้ยเรี่ยดิน จนแทบว่าจะไม่มีราคาค่างวด ส่งผลให้ตากับยายต้องประหยัดกันสุดฤทธิ์ เพื่อให้พอมีชีวิต มีเงินซื้อข้าวสาร หยูกยา เสื้อผ้า เครื่องใช้ที่จำเป็น ทั้งของตนเองและเจ้าหลานชาย มิพักต้องพูดถึงอาหารดีๆ ในร้านอาหารหรูๆ ราคาแสนแพง ขอแค่มีอะไรใส่เข้าปาก พอให้ท้องอิ่ม ตากับยายก็พอใจแล้ว
ข้าวของที่แสนแพง เงินทองที่หายากขึ้นทุกวัน ภายใต้การบริหารของรัฐบาล อันนี้คือเหตุผลสำคัญที่ตากับยายรับรู้ได้ว่า มันคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดขโมยขโจรขึ้นในหมู่บ้านอย่างมากมาย อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ก็แน่ละ เมื่อท้องหิว แต่ละคนก็ต้องพยายามหาทางให้ท้องอิ่ม เมื่อไม่สามารถหาเงินได้ในทางที่ชอบ แต่ละคนก็ก้าวเดินลงสู่หนทางที่มิชอบ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ตายายได้รับรู้ข่าวคราวการอุกชิงวิ่งราว ลักโน่นขโมยนี่ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านไม่เว้นแต่ละวัน ดูเอาสิ ขนาดมะม่วงเบาริมรั้วรอบกระท่อมตายาย เมื่อก่อนมิเคยมีใครสนใจหรือแตะต้อง ยายก็ได้พึ่งพาอาศัย สอยไปขายที่ตลาดนัด ช่อหนึ่ง 10-20 ลูก ได้แล้วอย่างน้อยก็ 5 บาทหรือ 10 บาท
แต่ ณ ตอนนี้ เมื่อตายายเหลือบแลไปบนต้นมะม่วงริมรั้ว ต้นลูกดกที่หมายตาไว้ว่าจะเก็บไปขาย ที่ไหนได้กลับมีมือดีมาจัดการไปเสียแล้ว คงจะเป็นตอนกลางคืน นี่ถ้ายายได้เก็บไปขายก็คงได้หลายบาท เพราะมีช่อสวยๆ อยู่หลายช่อ
วันก่อน บาวปลื้ม ผู้มีอาชีพกรีดยาง ญาติห่างๆ มาปรับทุกข์ เล่าให้ฟังถึงขโมยที่ชุกชุมยิ่งกว่ายุง และได้กระทำการขโมยน้ำยางในสวนไปขาย จนแทบหมดสวน
“คิดดูเถอะตา ผมอดตาหลับขับตานอน ออกไปกรีดยางตั้งแต่หัวค่ำ กะว่ารุ่งเช้า พอน้ำยางแข็งตัว ก็จะได้เก็บรวบรวมไปขาย จะได้ซื้อหมูเห็ดเป็ดไก่มาให้ลูกเมียได้กินกับเขาบ้าง ที่ไหนได้ ไอ้หัวขโมยมันคงจัดการไปตั้งแต่ยังไม่ทันรุ่งดี เหมือนมันจะรู้ว่า เจ้าสวนจะออกไปเก็บยางถ้วยตอนไหน” บาวปลื้มปรับทุกข์กับตา ด้วยสีหน้าหมดอาลัยตายอยาก
“หมดสวนเลยเหรอ” ยายที่นั่งอยู่ด้วยถามขึ้น
“ใช่ครับ…เหลืออยู่ไม่กี่โสดยาง เหมือนกับไอ้หัวขโมยมันแอบดูอยู่ว่า เจ้าสวนกำลังมา มันจึงเก็บไม่ทัน” บาวปลื้มบอกสีหน้าเคียดแค้น
“ทุกคืนเลยเหรอ” ตาถามขึ้นบ้าง
“แทบทุกคืนเลยครับ เหมือนโจรลักยางถ้วย มันมีกันหลายคน พวกหนึ่งคอยดูต้นทาง พวกหนึ่งลงมือปฏิบัติการ ผมนี่กะอยู่หลายทีเลยว่าจะจับให้ได้คาหนังคาเขา แต่เหมือนพวกมันจะรู้ว่าผมจะเข้าสวนตอนไหน” บาวปลื้มเล่าเสียงสั่นด้วยความโกรธ
“แล้วเอ็งเคยไปแจ้ง ‘นายบ้าน’ มั่งมั้ย” ยายหมายถึง ผู้ใหญ่บ้านที่น่าจะเป็นที่พึ่งได้บ้าง
“เคยครับยาย ‘นายบ้าน’ แกบอก สวนกูก็โดนเหมือนกัน นายบ้านว่า มันน่าจะเอาให้เจ็บสักหนไอ้โจรขี้ลักพวกนี้ เห็นแกพูดอยู่อย่างนี้หลายหนหลายทีแล้ว แต่ก็ยังไม่ทำอะไรจริงจังสักที พูดพล่ามไปเรื่อย เข้าทำนองดีแต่พูด พูดแล้วไม่ทำ เซ็งเป็นบ้าเลยผม”
บาวปลื้มยิ้มแค่นๆ ด้วยความเจ็บใจ
บาวปลื้มกลับไปแล้ว รุ่งอีกวัน สาวเฉิด หลานคนหนึ่งของยาย ร้องร่ำมาหายายด้วยน้ำตานองหน้า เล่นเอาเจ้าไข่อุ้งหลานชายตกใจ คิดว่าเกิดเรื่องร้ายแรงอะไรสักอย่างขึ้นกับหมู่ญาติๆ
“เกิดอะไรขึ้นเหรอหลานเฉิด” ยายเองก็ตกใจไม่น้อยเช่นกัน ละล่ำละลักถาม
“จะอะไรเสียอีกล่ะยาย ก็ทุเรียนพันธุ์ต้นข้างบ้านน่ะซียาย อีกวันสองวันก็จะได้เก็บอยู่แล้ว เมื่อคืนมีไอ้หัวขโมยมาจัดการไปแทบหมดสวน เหลืออยู่แต่ลูกอ่อนไม่กี่ลูกที่ยังเก็บไม่ได้” สาวเฉิดบอกทั้งน้ำตา
“ข้าตกใจหมด คิดว่าใครเป็นอะไร…” ยายเอามือตบอก
“ขนาดสวนทุเรียนเอ็งอยู่ข้างบ้านนี่นะ” ตาถามขึ้นบ้าง
“ใช่จ้ะตา ใครจะไปนึกว่า ขโมยมันจะย่ามใจถึงขนาดนั้น หมดเลย นี่ตั้งใจอยู่ว่าจะเอามาฝากตากับยายสัก 2-3 ลูก ปีนี้เอ็งคงอดกินแล้วละเจ้าไข่อุ้งเอ๋ย” สาวเฉิดว่า ขณะหันมาลูบหัวเจ้าหลานชายตัวน้อยที่นั่งฟังอยู่ด้วย
“ทำใจเสียเถอะ…อย่าเสียใจไปเลย ไว้รอที่เหลือที่มันจะแก่ได้ที่ เอ็งต้องคอยดูเอาไว้อย่ากะพริบตา พวกขโมยมันคงจ้องตาเป็นมัน รอเวลาอยู่…ต้องคอยระวังเอาไว้” ยายบอก เหมือนพยายามเอาธรรมะเข้าข่ม ทั้งๆ ที่ใจก็สงสารสาวเฉิดเป็นที่สุด
“มันแปลก บ้านเราตอนนี้ เรื่องลักเล็กขโมยน้อยมันเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน หรือมันถึงยุคที่ผู้คนไม่ยินดียินร้ายกับเรื่องบาปกรรมกันแล้ว” ตาว่าอย่างปลงตก
สาวเฉิดกลับไปแล้ว หัวกะไดบ้านตากับยายไม่ทันแห้ง บาวปลื้มหน้าตาตื่นมาส่งข่าวที่น่าตกใจ ยิ่งกว่าคราวขี้ยางถ้วยหาย
“ตา…ตา รู้ยัง เมื่อคืนที่บ้านลุงหวิดท้ายทุ่ง ถูกพวกโจรลักวัวไปหมดคอก นี่รีบมาส่งข่าวนะ เห็นบ้านตาเลี้ยงวัวไว้ตั้งสองตัว” บาวปลื้มบอกด้วยความเป็นห่วง
ยายยกมือขึ้นทาบอก นึกถึงสมบัติชิ้นเดียวที่มีค่าที่สุด ที่ชอบล่ามไว้ใต้ถุนบ้าน
“อีกแล้วเรอะ…คราวนี้มันเล่นของใหญ่เลยนะ” ตาหัวเราะแค่นๆ เหมือนจะเห็นเป็นเรื่องขบขันอะไรประมาณนั้น
มันจะน่าขันตรงไหน ยายเองนึกในใจ เพราะเท่าที่ชาวบ้านชาวช่องเขารู้กัน ลงว่าวัวบ้านใครถูกขโมยไป มันไม่เคยปรากฏว่า รอดกลับมาได้สักตัว มีแต่ไปแล้วไปลับทั้งนั้น ไม่โดนเชือดเป็นแกงวัวในงานอะไรสักอย่าง ก็อาจถูกส่งไปขายประเทศเพื่อนบ้าน
แต่ส่วนใหญ่มักถูกจูงลงเลสาบ ไปขึ้นอีกฝั่ง แล้วส่งขึ้นรถกระบะ ไปรอเชือดในงานแต่งของคู่บ่าวสาวคู่ไหนสักคู่ ตามความนิยมของผู้คนในฟากทะเลตะวันตก ที่เชื่อกันว่า งานแต่งลูกหลานต้อง “แกงวัว” จึงจะสมศักดิ์ศรีเจ้างาน
“ผมกลัวใจพวกโจรลักวัวจริงๆ นึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดกับวัวเมื่อคราวก่อนแล้ว ยังสยองไม่หาย”
บาวปลื้มทำท่าขนลุก
ก่อนหน้านี้ไม่นาน เคยมีเหตุการณ์ลักวัวที่น่าตกใจที่สุด นับเป็นครั้งที่พิลึกพิลั่นที่สุดที่เกิดขี้นในหมู่บ้านแห่งนี้ ตายังจำเรื่องราวเหล่านั้นได้ดี
เหตุการณ์หนนั้น มันไม่ใช่เรื่องที่เจ้าหัวขโมยมาจูงวัวไปจากคอกยามที่เจ้าของกำลังหลับเหมือนเช่นในอดีต แต่ขโมยกลับใช้วิธีเอาปืนขนาด 9 มม. จ่อยิงหัววัวบริเวณแสกหน้า ระหว่างดวงตาทั้งสอง จนวัวตาย แล้วเจ้าขโมยใจอำมหิตก็ใช้มีดผ่าท้อง แล้วฉวยเอาเครื่องในวัว รวมทั้งตัดเอาขาวัวไปด้วย
ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านพอสรุปได้ว่า เจ้าของวัวล่ามวัวตัวโปรดไว้ให้กินหญ้าในสวนยาง ห่างจากบ้านไปเกือบกิโลหนึ่งเห็นจะได้ ตกตอนค่ำ เจ้าของวัวเกิดสังหรณ์ใจขึ้นมาว่า น่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับวัวของตน ครั้นพอรุ่งเช้าก็รีบเข้าไปดูวัวที่ล่ามเอาไว้ แต่ปรากฏว่า หัวขโมยเหลือแต่ซากวัวไว้ให้ดูต่างหน้า
“มันช่างโหดเหี้ยมอำมหิตจริงๆ” บาวปลื้มว่า
“ใช่…พวกโจรมันช่างทำได้น่าสังเวชแท้ หรือเขาจะมีอะไรขัดใจหรือแค้นใจอะไรกัน ระหว่างพวกโจรกับเจ้าของวัว ไม่งั้นคงไม่ทำถึงขนาดนั้น” ตาตั้งข้อสังเกต
“นั่นสิครับ…ตามข่าวที่เล่าลือกัน ประมาณว่า ขโมยรายนี้อาจโกรธแค้นเจ้าของวัว ค่าที่เคยมาขอซื้อวัวตัวนี้หลายครั้งหลายหน เพื่อเอาไปเป็นพ่อพันธุ์ แต่เจ้าของไม่ยอมขายให้ แม้คนที่มาขอซื้อจะให้ราคาแพงแสนแพง หัวเด็ดตีนขาด เจ้าของก็ไม่ยอมขาย” บาวปลื้มเล่าเรื่องราวตามที่ได้ยินมา
“อาจเป็นไปได้ คนที่มาขอซื้อเขาอาจจะโกรธ นักเลงวัวชนส่วนใหญ่ก็มักเป็นแบบนี้แหละ เพราะวัวชนลักษณะดี ต้องตามตำรา มันมิใช่จะหากันได้ง่ายๆ” ตาให้ความเห็น
“จะโกรธหรือแค้นใจ ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน แต่ไม่น่าทำกันถึงขนาดนั้น” บาวปลื้มบอก
ก่อนกลับ บาวปลื้มไม่วายที่จะหันมาหยอก
“หนนี้ ตายายแล้วก็เจ้าไข่อุ้ง คงต้องช่วยกันดูแลวัวสองตัวที่เลี้ยงไว้ให้ดีก็แล้วกัน อย่าได้ชะล่าใจคิดว่าคงไม่มีใครคิดลักวัวคนแก่ แล้วก็อย่าหลับเพลินล่ะไอ้หลานชาย” บาวปลื้มหันมายิ้มให้เด็กน้อยที่นั่งฟังอยู่ตาปริบๆ
“ใช่…ทุกวันนี้ มันวางใจใครไม่ได้ แล้วก็พึ่งพาใครไม่ได้เลย” ยายว่าอย่างปลงตก
“ค่ำคืนได้ยินเสียงอะไรแปลกๆ ข้างคอกวัว อย่าลืมรีบปลุกตาเร็วๆ ล่ะยาย” บาวปลื้มทิ้งท้าย
บาวปลื้มกลับไปแล้ว ตากับยายหันหน้ามาปรึกษากัน เรื่องเจ้าวัวสองตัวที่เลี้ยงไว้ มันกำลังงามจนชาวบ้านชาวช่องออกปากชมไปทั่ว มันอาจกำลังเป็นที่หมายปองของโจรก๊กใดก๊กหนึ่งก็ได้ ใครจะไปรู้
“อย่าลืมซ่อมคอกวัวให้แข็งแรงขึ้นอีกหน่อยล่ะตาเอ๊ย” ยายบอกจริงจัง
ตาพยักหน้าเห็นด้วย แล้วตาก็ชวนหลานชายช่วยกันลงมือซ่อมคอกวัวโดยไม่รอช้า โดยตาจัดการหาลวดหนาม ไม้เสารั้วมาปักรอบๆ คอกวัวให้แน่นหนาแข็งแรงขึ้นกว่าเก่า เด็กน้อยได้แต่คอยหยิบโน่นหยิบนี่ เป็นลูกมือตาอยู่ห่างๆ ไม่ช้าไม่นาน คอกวัวก็เหมือนจะแข็งแรงมั่งคงขึ้น
ค่ำนั้น ความมืดเข้าครอบคลุมไปทั่ว ฝนเทลงมาแบบไม่บอกไม่กล่าว โดยไม่มีเค้าว่าจะตก จากเบาก็กระหน่ำหนักขึ้นเรื่อยๆ ตากับยายนอนคลุมโปงอยู่บนแคร่ เสียงวัวฟืดฟาดอยู่ในคอก เจ้าหลานน้อยนอนตาแป๋วอยู่ข้างๆ ใจก็คิดอยู่ตลอดเวลาว่า วัวมันจะหนาวมั้ย อีกทั้งยุงเล่าจะชุมหรือเปล่า ก็ยุงมันอาจหลบฝนเข้าไปในคอกวัวก็เป็นได้ จะลงไปเอาฟางสุมไฟไล่ยุงให้วัวก็ทำไม่ได้
ฝนยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ตกหนักเบาสลับกัน แต่อากาศกลับหนาวขึ้นเรื่อยๆ
“ฝนตกๆ น่ากลัวขโมยขโจรอยู่นะตา พวกนั้นมันอาจคิดว่า เจ้าของวัวหลับแล้วก็เป็นได้” เด็กชายผู้เป็นหลานเอ่ยขึ้น
“นอนเถอะเอ็ง ตา…ยังไม่หลับหรอก” ตาบอกหนักแน่น
“แต่ผมนอนไม่หลับเลยครับ เป็นห่วงวัวจัง ยุงคงชุม” เด็กชายบอก
“เอาเถอะ…ถึงอย่างไร มันก็คงทนได้แหละ เอาอย่างนี้ ถ้าเอ็งยังไม่ง่วง ข้าจะเล่านิทานให้ฟังสักเรื่อง อยากฟังมั้ยล่ะ” ตาถาม
“เรื่องอะไรเหรอตา…” เจ้าหลานชายหูผึ่ง รีบลุกขึ้นนั่ง
“เรื่องของอ้ายรั่ว กับโจรลักวัว…รับรองเอ็งยังไม่เคยฟัง” ตาว่า ขณะยายหัวเราะขึ้นเบาๆ ด้วยเคยฟังนิทานเรื่องนี้มาหลายครั้งหลายหนจากตา
“เรื่องมันยังไงหรือตา ชักอยากรู้ซะแล้วสิ อ้ายรั่วมันเป็นใคร เล่ามาเร็วๆ เถอะตา…อยากฟังมาก” เจ้าไข่อุ้งผู้เป็นหลานรบเร้า
“ได้สิ…” ตาว่าพลางหัวเราะ ” นิทานเรื่องของอ้ายรั่วกับวัวก็คล้ายๆ เรื่องของตากับยายที่เลี้ยงวัวไว้สองตัวนี่แหละ ต่างกันตรงในนิทาน มันไม่มีหลานอย่างเอ็ง…”
“เหรอครับ…เล่ามาเร็วๆ เถอะ” เด็กชายเร่งเร้า ขณะยายเอาแต่นอนหัวเราะ
“ก็ที่หมู่บ้านในชนบทแห่งหนึ่ง ซึ่งห่างไกลความเจริญ………”
แล้วตาก็เริ่มเล่า
“มีครอบครัวของตายายคู่หนึ่ง อยู่กันสองคนตามประสา ด้วยไม่มีลูกหลานคอยดูแล ตากับยายมีฐานะยากจน ไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรมาก วันๆ ก็ได้แต่ปลูกผักปลูกหญ้าไปตามประสา
ข้าวของที่มีค่าที่สุดของสองตายาย คงจะเป็นวัวหนุ่มสองตัวที่เลี้ยงไว้ตั้งแต่ยังตัวเล็กๆ เอาไว้ช่วยไถนา เพื่อปลูกข้าวที่มีอยู่ไม่กี่บิ้ง พอมีข้าวสารกรอกหม้อไปวันๆ
ที่พักของสองตายายเป็นกระท่อมตั้งอยู่ตรงชายป่า ห่างไกลจากบ้านช่องของเพื่อนบ้านออกมาพอสมควร เป็นกระท่อมโกโรโกโสจวนจะพังมิพังแหล่ หลังคาที่มุงด้วยใบสิเหรงนั้นก็เก่าจนผุ มีรูรั่วอยู่ทั่วไป
ทุกค่ำคืนที่ตายายนอนอยู่ด้วยกัน ถ้าเป็นคืนเดือนหงาย ก็จะมองเห็นแสงจันทร์ลอดผ่านหลังคากระท่อมลงมา แต่ถ้าคืนไหนเกิดฝนตก ก็เป็นอันไม่ได้หลับได้นอนกัน เพราะฝนมันจะรั่วลงมา ต้องขยับขยายที่หลับที่นอนไม่ให้โดนฝน
ค่ำไหนที่ฝนตั้งเค้ามา และทำท่าจะตก ตาก็มักจะบ่นขึ้นกับยายทุกครั้งว่า
“ข้าเกลียดที่สุดก็ “อ้ายรั่ว” นี่แหละ”
“ตาก็จัดการเสียทีสิ มัวแต่ผัดวันประกันพรุ่งอยู่นั่น” ทุกครั้ง ยายก็มักย้อนคำนี้
ตาก็ได้แต่ยิ้ม ตอบว่า
“ใจเย็นๆ จ้ะยาย รับรองว่าซ่อมแน่”
แต่จนแล้วจนรอด ตาก็ไม่ได้ซ่อมหลังคาใบสิเหรงเก่าๆ นั้นสักที เหมือนกับว่า มีเรื่องอื่นสำคัญกว่า
อยู่มาค่ำวันหนึ่ง ฝนตั้งเค้าทะมึนมาแต่ไกล ท้องฟ้ามืดมิดไปหมด ดูท่าว่าคืนนี้ฝนจะต้องตกหนัก ตายายรีบเก็บข้าวของที่อยู่ตามลานบ้าน เข้าเก็บที่ใต้ถุนกระท่อม ด้วยกลัวจะเปียกฝน แล้วเอาวัวสองตัวเข้าคอกที่อยู่ติดกระท่อม ไม่ลืมที่จะปิดประตูคอกวัวอย่างแน่นหนาเหมือนทุกวัน
หลังจากกินข้าวกินปลาเสร็จ ทั้งสองคนก็เข้านอน แต่ข่มตาหลับไปตั้งนานสองนาน ทั้งตาและยายก็ไม่ยอมหลับเสียที อาจเป็นเพราะเสียงฟ้าที่ร้องครวญครางมาแต่ไกล เหมือนฝนจะเทลงมา
“ค่ำมืด ฝนฟ้าร้องโครม ๆ อย่างนี้ ยายกลัวอะไรมากที่สุดล่ะยาย” ตาชวนยายคุยขึ้นในท่ามกลางความมืด ไม่มีทั้งแสงดาวและแสงจันทร์ มีแต่ฟ้าที่แลบแปลบปลาบอยู่ตลอดเวลา
“มืดๆ อย่างนี้แล้วก็อยู่ห่างบ้านคน ข้าจะกลัวอะไรอีก” ยายย้อน
“นั่นซี…ข้าอยากรู้” ตาว่า
“ข้ากลัวที่สุดก็กลัวเสือกับกลัวโจรนะซี ได้ยินมาว่า เสือในป่าก็ยังออกหากินอยู่มิใช่รึ” ยายถาม
“ใช่…แต่ข้าไม่กลัวหรอกทั้งเสือทั้งโจร” ตาบอก
“แล้วเอ็งกลัวอะไรล่ะ” ยายถามขึ้นบ้าง
“ข้าเหรอ…เสือกับโจรน่ะ ข้าไม่กลัวหรอก ที่ข้ากลัวที่สุดก็ ‘อ้ายรั่ว’ ยังไงล่ะ” ตาตอบ
“อ้ายรั่ว” ตามความหมายของตา ก็คือหมายถึง การที่ฝนตกลงมา แล้วหลังคารั่วนั่นเอง
ขณะนั้นเอง ที่ใต้ถุนกระท่อมของตากับยาย มีโจรสองคน และเสือสองตัวกำลังแอบฟังตากับยายพูดกันอยู่ ทั้งเสือทั้งโจรหมายตาวัวหนุ่มสองตัวของตากับยายมาหลายวันแล้ว เพิ่งได้โอกาสมาในค่ำคืนนี้ แต่บังเอิญมาพร้อมกัน แต่ก็ไม่ได้มองเห็นกัน เพราะมันมืดมาก
“อ้ายรั่ว… นี่มันคืออะไรนะ” โจรสองคนซุบซิบปรึกษากัน เพราะไม่เข้าใจว่าตาหมายถึงอะไร
“นั่นสิ…มันต้องน่ากลัวมากแน่ๆ ตาเจ้าของวัวถึงกลัวมัน แต่กับโจรอย่างเรากลับไม่กลัว” โจรอีกคนว่า
“มันคืออะไรหนอ” เพื่อนโจรบ่นพึมพำ พยายามคิด
เวลาเดียวกันนั้นเอง เจ้าเสือสองตัวซึ่งแอบอยู่ใต้ถุนกระท่อม จะมาขโมยวัว มันก็แปลกใจไม่น้อย มันไม่เข้าใจว่า “อ้ายรั่ว” ของตาคืออะไร ทำไมถึงน่ากลัว แล้วทำไมตาถึงได้กลัว
“จะเอายังไงดี” โจรคนหนึ่งกระซิบถามเพื่อน
“อ้ายรั่ว จะเป็นอะไรก็ตาม แต่เราตั้งใจมาแล้ว โอกาสแบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆ เราเข้าไปขโมยวัวกันเถอะ” โจรอีกคนบอก แล้วชวนกันค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้ ๆ คอกวัวในท่ามกลางความมืด
เมื่อถึงคอกวัว โจรทั้งสองเอามือลูบๆ คลำๆ ไปตามแนวรั้วคอกวัว เพื่อหาประตูคอก จะได้เปิดออก บังเอิญมือของโจรได้คลำไปถูกเสือสองตัว ซึ่งแอบอยู่ข้างคอกวัวเช่นกัน โจรทั้งสองคนคิดว่าคงเป็นวัว ก็เลยเอาเชือกคล้องคอเสือทั้งสองตัว แล้วก็ชวนกันรีบออกเดินจากบริเวณนั้น
ฝ่ายเสือทั้งสองตัวกำลังตกใจกลัว “อ้ายรั่ว” ที่ตาพูดถึง แล้วจู่ๆ มีเชือกมาคล้องคอพวกมัน ด้วยความตกใจกลัว มันไม่กล้าทำอะไร ได้แต่ออกเดินตามโจรทั้งสองไป
โจรทั้งสองจูงเสือสองตัวออกจากกระท่อมตายาย เดินทางเข้าป่าไปท่ามกลางความมืด เดินมาไกลจนเกือบสว่าง พอมองเห็นได้รางๆ โจรทั้งสองก็หันกลับมาดูข้างหลังตัวเอง แต่แล้วก็ต้องตกใจแทบสิ้นสติ เพราะเพิ่งรู้ว่าที่ตัวเองเอาเชือกคล้องคอแล้วจูงมาเสียไกล ที่แท้เป็นเสือตัวใหญ่สองตัว ไม่ใช่วัวของตายายที่ตั้งใจจะมาขโมย
ต่างคนต่างกลัวจนตัวสั่น ดังนั้น โจรทั้งสองจึงรีบออกวิ่ง วิ่งมาถึงต้นไม้ต้นหนึ่งข้างทาง ก็ไม่รอช้ารีบระโจนขึ้นไปบนต้นไม้อย่างรวดเร็ว
ฝ่ายเสือสองตัวก็ออกวิ่งตาม มันต่างคิดว่า สิ่งที่จูงมันมาคงเป็น “อ้ายรั่ว” ที่ตากลัวนักกลัวหนานั่นเอง
เมื่อวิ่งมาถึงใต้ต้นไม้ที่โจรปีนขึ้นไป เสือสองตัวก็รีบแหงนมองขึ้นไป จึงได้รู้ว่าอ้ายรั่วที่ขึ้นไปบนต้นไม้หน้าตาเป็นอย่างไร
ขณะนั้นเอง บังเอิญเหลือเกิน มีดเหน็บของโจรคนหนึ่งที่พกประจำตัวอยู่ เกิดหล่นจากเอว ตกลงมาปักฉึกลงบนหน้าของเสือตัวหนึ่งพอดิบพอดี เสือตัวนั้นตกใจ มันส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด
มันตะโกนร้องบอกเพื่อนเสืออีกตัวว่า
“หนีเร็วเพื่อนเอ๋ย ข้าถูกอ้ายรั่วมันแทงเอาแล้ว”
และแล้วเสือสองตัวก็กระโจนเข้าป่าไปโดยไม่คิดชีวิต ส่วนโจรทั้งสองคนเมื่อเห็นเสือไปแล้ว ก็รีบลงจากต้นไม้แล้วออกวิ่งจากบริเวณนั้นไปอย่างรวดเร็ว
ในที่สุด ตากับยายก็รอดจากการถูกขโมยวัว เพราะคำว่า “อ้ายรั่ว” ของตาแท้ๆ ที่ทั้งเสือและโจรฟังไม่รู้เรื่องว่าหมายถึงอะไร
และตั้งแต่นั้นมา ก็ไม่ปรากฏว่ามีเสือหรือโจรมาขโมยวัวสองตัวของตากับยายอีกเลย”
“เป็นไง…สนุกมั้ย นิทานของตา” ผู้เป็นตาเล่าเรื่องจบก็หันไปมองเจ้าหลานชายที่ซุกตัวอยู่ข้างๆ แล้วตาก็หัวเราะออกมา “อ้าว…หลับไปตั้งแต่ตอนไหนกันล่ะนี่”
“นอนเถอะ…ดึกแล้ว” ยายบอก
ชายชราพลิกตัวมากอดหลานชาย ในใจก็อดคิดถึง “อ้ายรั่ว” ในนิทานไม่ได้ พึมพำบอกยายขึ้นว่า
“ไอ้หลานชายมันจะรู้มั้ยว่า สังคมทุกวันนี้มันเปลี่ยนไป เสือร้ายกับพวกโจรมันเป็นพวกเดียวกันไปเสียแล้ว ชาวบ้านมีแต่ตายกับตายสถานเดียว”
