50 ปี 6 ตุลา ตอนที่ 9 | สุรชาติ บำรุงสุข
นักโทษการเมืองในทุกประเทศมักมีความทรงจำกับชีวิตของการถูกจับกุมคุมขังทุกคน เพราะด้วยเงื่อนไขของความเป็นนักโทษการเมืองนั้น ย่อมมีสถานะของความเป็น “ฝ่ายตรงข้ามรัฐ” ในทางการเมืองอย่างแน่นอนจึงทำให้ได้รับการปฏิบัติจากรัฐในลักษณะที่แตกต่างจากนักโทษตามปกติ
พวกเราที่เป็นผู้ถูกจับกุมในคดี 6 ตุลาคม 2519 นั้น ในเบื้องต้นจึงถูกคุมขังใน 3 แห่งคือ 1) ชุดกรรมการศูนย์นิสิตฯ และชมรมละคร ที่เดินทางไปพบนายกรัฐมนตรีจำนวน 6 คนนั้น ถูกคุมขังที่เรือนจำกลางบางขวาง จังหวัดนนทบุรี 2) กรรมการศูนย์นิสิตฯ ผู้ปฏิบัติงาน และผู้ถูกจับกุมอีกส่วน รวม 10 คน อยู่ที่โรงเรียนพลตำรวจ บางเขน และ 3) กรรมการศูนย์นิสิตฯ ที่เป็นผู้หญิง และผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยอีกท่านที่เป็นผู้หญิง รวม 2 คน ถูกขังที่ทัณฑสถานหญิง ลาดยาว
จำนวนพวกเราที่เป็นผู้ต้องหาในคดี 6 ตุลาฯ จึงมีจำนวนรวมทั้งหมด 18 คน หรือที่การเคลื่อนไหวในต่างประเทศเรียกพวกเราว่า ”The Bangkok 18” และต่อมามีการจับกุมเพิ่มอีก 1 คน จึงทำให้ในคดีนี้ มีผู้ต้องหารวมเป็น 19 คน และเป็น “The Bangkok 18+1”
เนื่องจาก พวกเราแยกที่คุมขังเป็น 3 ส่วน แต่ละส่วนจึงอาจมีชีวิตและเรื่องราวเป็นของตนเอง แตกต่างกันออกไป ดังนั้น ในบทสั้นๆ นี้ จึงอยากขอกล่าวเฉพาะส่วนของเรื่องราวของกลุ่มที่ 1 ที่มีชีวิตในบางขวาง
เรือนจำกลางบางขวางโดยชื่อก็บ่งบอกถึงสถานะที่ชัดเจนของความเป็น “เรือนจำกลาง” สถานที่แห่งนี้เป็นเรือนจำของ “คดีมหันตโทษ” และเป็นเรือนจำมีชื่อที่เกี่ยวข้องนักโทษการเมืองไทยมาตั้งแต่ยุคหลัง 2475
การถูกนำคดีขึ้นศาลหลังจากการฝากขังแรกที่ครบ 7 วัน พวกเราทั้ง 6 จึงถูกส่งตัวเข้าเรือนจำตามข้อกำหนดทางกฎหมายในวันที่ 12 ตุลาคม และอย่างที่นึกไม่ถึง พวกเราถูกส่งไปที่บางขวาง … ความคิดแบบโลกสวยที่ยังหวังว่า เดี๋ยวเจ้าหน้าที่ตำรวจคงปล่อยตัวพวกเรากลับบ้านนั้น จบลงโดยสิ้นเชิง
การเข้าบางขวางจึงต้องเหมือนผ่าน “พิธีกรรม” บางอย่าง อาจจะเพื่อเป็นการปรามพวกเรา เพราะเจ้าหน้าที่รัฐมักกลัวว่า เราจะเข้ามา “ปลุกระดม” ในคุก จึงต้องดำเนินการในเบื้องต้น ซึ่งในอีกด้าน ก็อาจเป็นเพราะ เราเข้ามาอยู่ในเรือนจำอย่างเต็มตัวแล้ว
เริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนชุด นับจากนี้ เราจะอยู่ในชุดนักโทษสีน้ำตาลอ่อน ซึ่งนักโทษเรียกว่า “ชุดลูกวัว” และตามมาด้วยพิธีกรรมสำคัญคือ การ “ตีตรวน” เพื่อบอกถึงการเป็นนักโทษในคดีอุฉกรรจ์ เพราะถ้าไม่ใช่ในคดีอุฉกรรจ์แล้ว จะไม่ถูกตีตรวน
ตรวนคือ สายโซ่ที่คล้องข้อเท้าของขาเราไว้ทั้ง 2 ข้าง ดังนั้น ชีวิตแรกของพวกเราในบางขวาง จึงเริ่มต้นด้วยการต้องเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่กับตรวนทั้งวันทั้งคืน รวมทั้งเวลานอน เวลาอาบน้ำ ทางเรือนจำจึงส่งพี่นักโทษเข้ามาสอนวิธีเปลี่ยนเสื้อผ้าผ่านตรวน เพื่อเตรียมชีวิตเราที่จะต้องอยู่กับสิ่งนี้ และต้องเรียนรู้อีกประการที่จะต้องรับประทาน “ข้าวแดง” ที่เราไม่คุ้นเคยในการหารับประทานในยุคนั้น
ต่อมา พอถึงวันปิยมหาราชในวันที่ 23 ตุลาคม ทางเรือนจำได้มีคำสั่งให้ปลดตรวนพวกเรา … จำได้ว่า พอเอาตรวนออกแล้ว ยืนขาสั่น เพราะไม่ชินกับการที่ไม่มีโซ่ที่ขา ทั้งที่อยู่ในสภาพนั้น เพียง 12 วัน แต่ถ้าต้องถูกนำตัวไปขึ้นศาล หรือนำตัวไปสอบสวนเพิ่มเติมในส่วนของตำรวจ เราจะออกจากเรือนจำด้วยเครื่องแบบเต็มยศคือ ชุดนักโทษพร้อมตรวน ซึ่งพี่นักโทษที่ตีตรวนกระซิบบอกว่า เขาเลือก “ตรวนเล็ก” ให้ เพราะจะไม่หนักขา
ความทรงจำที่สำคัญอีกส่วนเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่ตัวแทนของรัฐบาลประธานาธิบดีคาร์เตอร์ เข้ามาเยี่ยมพวกเราถึงในที่คุมขัง ซึ่งน่าจะเป็นผลของการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ที่คอยช่วยเหลือเราในเวทีสากล อีกเรื่องที่เป็นความทรงจำที่ต้องขอบคุณอย่างมากคือ การมาเยี่ยมทั้งจากญาติและเพื่อนฝูง ที่มาเยี่ยม มาส่งขนมและอาหาร รวมทั้งพยายามส่งข่าวสารบ้านเมืองด้วยการส่งข้าวมันไก่ 1 ห่อที่มีหนังสือพิมพ์ห่อไว้ถึง 5-6 ชั้น จนผู้คุมที่ตรวจของหัวเราะในความพยายามนี้
ผู้คนอีกส่วนที่พวกเราต้องรำลึกด้วยความขอบพระคุณอย่างมากเสมอคือ บรรดาพี่ๆ ทนายที่อาสาเข้ามาเป็น “กองทัพทนาย” ในคดี 6 ตุลาฯ โดยมีพี่ทองใบ ทองเปาว์ เป็นหัวหน้าคณะ และมีการจัดแบ่งเป็นทีมทนายที่ดูพวกเราเป็นการเฉพาะแต่ละคน
อย่างไรก็ตาม แม้ชีวิตในบางขวางดำเนินไปอย่างเนิบนาบ แต่ชีวิตการเมืองภายนอกเรือนจำดูจะมีความผันผวนอย่างมาก แล้วความผันผวนนี้ก็ปะทุออกด้วยการรัฐประหารในวันที่ 26 มีนาคม 2520 ทั้งที่ รัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 เพิ่งจะผ่านไปเพียง 6 เดือนเท่านั้น
การรัฐประหารที่ล้มเหลวจบลงราคาแพงเสมอ … ผู้นำรัฐประหารทั้งหมด รวมทั้งผู้นำทหารจากกองพันทหารราบจากกาญจนบุรีที่ถูกจับ และถูกส่งเข้ามาอยู่ร่วมกับพวกเราในบางขวาง แม้ต่อมา พลเอกฉลาด หัวหน้าจะถูกยิงเป้า ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตกใจสำหรับพวกเรา เพราะในช่วงเวลานั้น พลเอกฉลาดอยู่กับพวกเราจนคุ้นเคย
ชีวิตนักโทษการเมืองในบางขวางหลังการมาของกลุ่มทหาร 26 มีนาฯ มีความคึกคักอย่างมาก เพราะส่วนหนึ่งพวกพี่ๆ ที่มา เป็น “สายคุมกำลัง” และอีกส่วนมี “เครือข่าย” การเมืองเต็มไปหมด … ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ไหลเข้ามาในบางขวางอย่างน่าตื่นเต้น เพราะข่าวหลายชิ้นน่าตื่นเต้นไปกับอนาคตของรัฐบาล
นักเรียนรัฐศาสตร์อย่างผมได้เรียนรู้ “การเมืองภาคปฏิบัติ” จากพี่ๆ ทหาร โดยเฉพาะพวกพี่ๆ เชื่อว่า อีกไม่นาน และไม่น่าเกินปี 2520 พวกเขาจะได้ออกจากบางขวาง และมีคำสัญญาในฐานะนักโทษการเมืองด้วยกันว่า “พี่ออกไปก่อนแล้ว จะเอาพวกเราตามออกไปด้วย”
ในที่สุด หลังรัฐประหารตุลาคม 2520 ก็มีการผลักดันให้นิรโทษกรรมคณะรัฐประหาร 26 มีนาฯ … จริงอย่างที่พี่เขาบอกกับผมว่า พวกเขาจะออกจากเรือนจำก่อนสิ้นปี พี่ๆ เขายังพูดติดตลกกับผมว่า “ถ้าพี่ไม่ได้ออก พวกที่อยู่ข้างนอกจะได้มาอยู่กับพวกเราในบางขวาง”
หลังรัฐประหาร 2520 แล้ว ชีวิตของนักโทษการเมืองผ่อนคลายมากขึ้น และยิ่งหลังนิรโทษกรรมคดี 26 มีนาฯ แล้ว ชีวิตพวกเราสะดวกสบายมากขึ้นอย่างชัดเจน เหลือเวลาที่นิรโทษกรรมคดี 6 ตุลาฯ จะได้มีโอกาสเกิดตามมาคำสัญญาบ้างครับ !
