bg-single

จากเพจปล่อยสลิปน้ำชาปลอม 7 ล้าน สู่คำถามสองมาตรฐานตำรวจไทย ‘ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์’ หรือ ‘องครักษ์พิทักษ์อำนาจ’?

30.10.2026

คอลัมน์ โล่เงิน

กรณีกระแสข่าวปลอมเรื่อง “สลิปโอนเงินค่าน้ำชา 7 ล้านบาท” ที่เพจ Godd Dam นำมาโพสต์ใส่ร้ายนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ภาพในหัวของคนในสังคมหลังจากเห็นการทำงานของตำรวจ

นึกสภาพเจ้าของเพจได้ทันที ไม่ต่างจากนักมวยที่โดน “หมัดชุด” ทั้งเร็ว ทั้งแรงจากทุกทิศทางพร้อมๆ กัน

ตำรวจสันติบาลแจ้งความเจ้าของเพจ ที่ สน.บางเขน หลังตรวจสอบพบเคยเผยแพร่ข้อความหมิ่นสถาบันฯ ที่ถูกกล่าวหาว่ามีลักษณะเป็นเท็จและบิดเบือนข้อมูลเกี่ยวกับสถาบัน

ตำรวจไซเบอร์ (กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.)) ได้เข้ามาประสานงานตรวจสอบกับธนาคารอย่างรวดเร็วจนยืนยันว่าเป็นสลิปปลอม

พร้อมชงออกหมายจับแต่โดนตีกลับ ต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเสนอไปใหม่ถึงออกได้

และเตรียมดำเนินคดีกับผู้แชร์ต่อ หนึ่งในนั้นมี ไอซ์ รักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน

ความกระตือรือร้นจนออกนอกหน้านี้ จุดคำถามสำคัญตามหน้าโซเชียลฯ อย่างกว้างขวางว่า ตกลงแล้ว ลำดับความสำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในยุคนี้คืออะไร?

เพราะในขณะที่ชาวบ้าน ตาสีตาสา ยายมียายมา ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกโอนเงินหมดตัว ต้องหอบหลักฐานไปนั่งรอคิว หรือแจ้งความออนไลน์ คดีเงียบหาย

โดยได้รับคำชี้แจงยอดฮิตว่า “กำลังพลไม่พอ-เทคโนโลยีมีข้อจำกัด”

แต่พอเป็นเรื่องกระทบชื่อเสียงผู้มีอำนาจระดับผู้นำประเทศ

ทรัพยากรและเครื่องมืออันทันสมัย ศักยภาพตำรวจไทยกลับถูกงัดออกมาใช้อย่างเต็มสูบได้ทันควัน

จนประชาชนตาดำๆ พากันค้อนขวับ นี่คือภาพสะท้อนของ “กระบวนการยุติธรรมแบบวีไอพี” ที่ตำรวจกำลังยอมเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อเอาใจฝ่ายบริหาร

และใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาไล่บี้ขู่ดำเนินคดีกับคนแชร์เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวหรือไม่

เมื่อหันไปมองใน “ประเทศที่เจริญแล้ว” บรรทัดฐานและวิธีปฏิบัติของตำรวจต่อกรณีข่าวปลอมโจมตีนักการเมือง กลับเดินไปในเส้นทางแตกต่างอย่างสิ้นเชิง

คดีบุคคลไม่ใช่คดีรัฐในประเทศที่พัฒนาแล้ว ตำรวจจะไม่ใช่ผู้เดือดร้อนแทนนักการเมือง คดีหมิ่นประมาทหรือภาพตัดต่อถือเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่นักการเมืองต้องใช้ “ทนายความส่วนตัว” ยื่นฟ้องเอง หรือใช้กลไกรายงานต่อแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียให้ลบโพสต์ตามกฎหมายดิจิทัล

ตำรวจไซเบอร์จะไม่มีวันเจียดงบประมาณและกำลังพลที่มาจากภาษีประชาชนมาไล่จับคนโพสต์ข่าวลือนักการเมือง เว้นแต่กรณีนั้นจะกระทบต่อความมั่นคงของชาติในระดับโครงสร้างจริงๆ

กฎหมายในประเทศเจริญแล้วให้คุณค่ากับ “เสรีภาพในการแสดงออก” สูงมาก

การที่ประชาชนหรือฝ่ายค้านแชร์ข้อมูลเพื่อตั้งคำถามและเรียกร้องให้มีการตรวจสอบนักการเมือง ถือเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตย

ตำรวจไม่มีสิทธิ์ออกหมายจับหรือกวาดต้อนประชาชนเข้าคุกในข้อหา “แชร์เฟกนิวส์” ได้ตามอำเภอใจ

หน่วยงานปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ระดับโลกจะทุ่มเททรัพยากรไปที่ภัยคุกคามประชาชนส่วนใหญ่ ไม่ใช่การทำตัวเป็นองครักษ์พิทักษ์ภาพลักษณ์ให้ใครคนใดคนหนึ่ง

นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ย้อนกลับมาท้าทายมโนสำนึกและศีลธรรมวิชาชีพของตำรวจไทยในฐานะ “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” การทำหน้าที่ที่ถูกต้องตามหลักสากล ไม่ใช่เร่งรีบพิสูจน์ความจงรักภักดีต่อผู้มีอำนาจรัฐ

หากแต่คือการกระจายความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม ทรัพยากรของหลวงและภาษีควรจะถูกใช้ไปเพื่อปกป้องประชาชนทั่วไปที่ต้องเป็นทุกข์เพราะถูกมิจฉาชีพหลอกลวงมากกว่า

ตราบใดที่ตำรวจไทยยังไม่สามารถแยกแยะระหว่าง “หน้าที่ต่อราษฎร” กับ “ความรับใช้ต่อผู้มีอำนาจ” ได้อย่างเด็ดขาด

ปรากฏการณ์ข่าวปลอมเรื่อง “สลิปโอนเงินค่าน้ำชา 7 ล้านบาท” ครั้งนี้คงเป็นได้เพียงอีกหนึ่งหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ตอกย้ำคำว่า “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” บนป้ายสถานีตำรวจ อาจเป็นเพียงวาทกรรมที่เกิดขึ้นและตั้งอยู่… แต่ยังไปไม่ถึงจุดที่ปฏิบัติได้จริงเสียที

ขณะเดียวกัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าแรงกระแทกกรณีข่าวปลอมสลิปน้ำชา 7 ล้านบาท ถึง พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผบ.ตร. ในฐานะแม่ทัพสีกากีด้วย

เพราะนโยบายธงนำประกาศคือ “คืนเวลาให้ตำรวจ เพื่อไปดูแลประชาชน” มุ่งเน้นการตัดลดภาระงานธุรการ งานซ้ำซ้อน และพิธีกรรมที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้มีเวลาลงพื้นที่แก้ไขความทุกข์ร้อนชาวบ้านอย่างแท้จริง

แต่เมื่อหันกลับมามองกรณีโพสต์ข่าวเก๊นี้

สังคมจึงตั้งคำถามในทันทีว่า แล้วคำว่า “คืนเวลา” ของบิ๊กราญ จะถูกนำมาตีความและปฏิบัติอย่างไรให้เป็นไปตามความมุ่งหวังไว้?

หากต้องการจะ “คืนเวลาให้ตำรวจไปดูแลประชาชน” จริงๆ

บทบาทแรกที่ต้องแสดงออกคือการขีดเส้นใต้ชัดๆ ว่า ‘เวลา’ ของตำรวจจะต้องไม่ถูกฉกล่วงเอาไปใช้เป็นองครักษ์พิทักษ์ภาพลักษณ์ทางการเมืองให้ผู้มีอำนาจอีก

หากคดีท่านผู้นำสามารถใช้ “เวลาอันสั้นและทรงประสิทธิภาพ” ในการสืบค้นและจับพิรุธจนปิดคดีไวปานนี้

พล.ต.อ.สำราญต้องขับเคลื่อนนโยบายนี้ให้กลายเป็นมาตรฐานเท่าเทียมกันคดีประชาชนด้วย

เปลี่ยนความเร็วที่เคยถูกตราหน้าว่า “สองมาตรฐานเพื่อวีไอพี” ให้เป็น “ความเร็วมาตรฐานสากลเพื่อราษฎร”

การมีเวลาบริหารองค์กรยาวนานถึง 7 ปี เปรียบเสมือนโอกาสทองครั้งประวัติศาสตร์ที่ พล.ต.อ.สำราญจะได้พิสูจน์ความมุ่งมั่นตั้งใจที่ต้องปฏิบัติอีกเกือบ 7 ปีข้างหน้า เพื่อสร้างองค์กรผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่แท้จริง

โดยแก้ปัญหาตำรวจงานล้นโต๊ะแต่ขาดงานลงพื้นที่ คอยเต้นตามประเด็นการเมืองรายวัน กลับคืนสู่การปราบปรามอาชญากรรมจริง

วางแนวปฏิบัติให้ชัดเจนตามแบบอย่างประเทศที่เจริญแล้ว และบ่มเพาะทัศนคติใหม่ให้ตำรวจระดับปฏิบัติการตระหนักว่า ศักดิ์ศรีเครื่องแบบสีกากีไม่ได้มาจากการกุลีกุจอเอาใจนักการเมือง แต่มาจากการเป็นที่พึ่งพิงของประชาชน

เกือบ 7 ปีจากนี้ไป จะเป็นเครื่องพิสูจน์คำมั่นสัญญา พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ว่านโยบาย “คืนเวลาให้ตำรวจ เพื่อไปดูแลประชาชน” จะเป็นนโยบายเพื่อสถาปนาเกียรติภูมิของคำว่า “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” ให้กลับมาศักดิ์สิทธิ์และมีความหมายอย่างแท้จริงหรือไม่



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

จากเพจปล่อยสลิปน้ำชาปลอม 7 ล้าน สู่คำถามสองมาตรฐานตำรวจไทย ‘ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์’ หรือ ‘องครักษ์พิทักษ์อำนาจ’?
ธงทอง จันทรางศุ | จำนงค์ ทองประเสริฐ ครู – ปราชญ์แท้ถิ่นสยาม
เส้นทางรัก มะลิ มาลินี – อั้ม ถิร
รัฐพันลึก ระบอบสีน้ำเงิน และคนรุ่นใหม่ ในสายตา รศ.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์
‘Godd Dam’ งานงอก กุสลิป ‘ค่าน้ำชา’ 7 ล้าน ตร.ขุดคุ้ย-เปิดแผลเก่า ฟัน พ.ร.บ.คอมพ์-ม.112
เตรียมประชาชน ! | สุรชาติ บำรุงสุข
“วัชระพล” ย้ำพืชสวนโลกอุดรธานีพร้อมเปิด 1 พ.ย.
ไม่ได้เป็นของนายทุนแอธเลติก บิลเบาชาตินิยมบาสก์เพื่อปลดแอก สู่ประชาธิปไตยในสโมสรฟุตบอลระดับลาลีกา (จบ)
แมวชุมชน
โดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมแล้วหรือทำธุรกิจกับเมียนมา
หรือเราหลงเข้าสงครามโลกครั้งที่ 3 แล้ว?
การเมืองท้องถิ่นฝ่ายก้าวหน้าของแคนาดา