จากเพจปล่อยสลิปน้ำชาปลอม 7 ล้าน สู่คำถามสองมาตรฐานตำรวจไทย ‘ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์’ หรือ ‘องครักษ์พิทักษ์อำนาจ’?
คอลัมน์ โล่เงิน
กรณีกระแสข่าวปลอมเรื่อง “สลิปโอนเงินค่าน้ำชา 7 ล้านบาท” ที่เพจ Godd Dam นำมาโพสต์ใส่ร้ายนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ภาพในหัวของคนในสังคมหลังจากเห็นการทำงานของตำรวจ
นึกสภาพเจ้าของเพจได้ทันที ไม่ต่างจากนักมวยที่โดน “หมัดชุด” ทั้งเร็ว ทั้งแรงจากทุกทิศทางพร้อมๆ กัน
ตำรวจสันติบาลแจ้งความเจ้าของเพจ ที่ สน.บางเขน หลังตรวจสอบพบเคยเผยแพร่ข้อความหมิ่นสถาบันฯ ที่ถูกกล่าวหาว่ามีลักษณะเป็นเท็จและบิดเบือนข้อมูลเกี่ยวกับสถาบัน
ตำรวจไซเบอร์ (กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.)) ได้เข้ามาประสานงานตรวจสอบกับธนาคารอย่างรวดเร็วจนยืนยันว่าเป็นสลิปปลอม
พร้อมชงออกหมายจับแต่โดนตีกลับ ต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเสนอไปใหม่ถึงออกได้
และเตรียมดำเนินคดีกับผู้แชร์ต่อ หนึ่งในนั้นมี ไอซ์ รักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน
ความกระตือรือร้นจนออกนอกหน้านี้ จุดคำถามสำคัญตามหน้าโซเชียลฯ อย่างกว้างขวางว่า ตกลงแล้ว ลำดับความสำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในยุคนี้คืออะไร?
เพราะในขณะที่ชาวบ้าน ตาสีตาสา ยายมียายมา ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกโอนเงินหมดตัว ต้องหอบหลักฐานไปนั่งรอคิว หรือแจ้งความออนไลน์ คดีเงียบหาย
โดยได้รับคำชี้แจงยอดฮิตว่า “กำลังพลไม่พอ-เทคโนโลยีมีข้อจำกัด”
แต่พอเป็นเรื่องกระทบชื่อเสียงผู้มีอำนาจระดับผู้นำประเทศ
ทรัพยากรและเครื่องมืออันทันสมัย ศักยภาพตำรวจไทยกลับถูกงัดออกมาใช้อย่างเต็มสูบได้ทันควัน
จนประชาชนตาดำๆ พากันค้อนขวับ นี่คือภาพสะท้อนของ “กระบวนการยุติธรรมแบบวีไอพี” ที่ตำรวจกำลังยอมเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อเอาใจฝ่ายบริหาร
และใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาไล่บี้ขู่ดำเนินคดีกับคนแชร์เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวหรือไม่
เมื่อหันไปมองใน “ประเทศที่เจริญแล้ว” บรรทัดฐานและวิธีปฏิบัติของตำรวจต่อกรณีข่าวปลอมโจมตีนักการเมือง กลับเดินไปในเส้นทางแตกต่างอย่างสิ้นเชิง
คดีบุคคลไม่ใช่คดีรัฐในประเทศที่พัฒนาแล้ว ตำรวจจะไม่ใช่ผู้เดือดร้อนแทนนักการเมือง คดีหมิ่นประมาทหรือภาพตัดต่อถือเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่นักการเมืองต้องใช้ “ทนายความส่วนตัว” ยื่นฟ้องเอง หรือใช้กลไกรายงานต่อแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียให้ลบโพสต์ตามกฎหมายดิจิทัล
ตำรวจไซเบอร์จะไม่มีวันเจียดงบประมาณและกำลังพลที่มาจากภาษีประชาชนมาไล่จับคนโพสต์ข่าวลือนักการเมือง เว้นแต่กรณีนั้นจะกระทบต่อความมั่นคงของชาติในระดับโครงสร้างจริงๆ
กฎหมายในประเทศเจริญแล้วให้คุณค่ากับ “เสรีภาพในการแสดงออก” สูงมาก
การที่ประชาชนหรือฝ่ายค้านแชร์ข้อมูลเพื่อตั้งคำถามและเรียกร้องให้มีการตรวจสอบนักการเมือง ถือเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตย
ตำรวจไม่มีสิทธิ์ออกหมายจับหรือกวาดต้อนประชาชนเข้าคุกในข้อหา “แชร์เฟกนิวส์” ได้ตามอำเภอใจ
หน่วยงานปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ระดับโลกจะทุ่มเททรัพยากรไปที่ภัยคุกคามประชาชนส่วนใหญ่ ไม่ใช่การทำตัวเป็นองครักษ์พิทักษ์ภาพลักษณ์ให้ใครคนใดคนหนึ่ง
นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ย้อนกลับมาท้าทายมโนสำนึกและศีลธรรมวิชาชีพของตำรวจไทยในฐานะ “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” การทำหน้าที่ที่ถูกต้องตามหลักสากล ไม่ใช่เร่งรีบพิสูจน์ความจงรักภักดีต่อผู้มีอำนาจรัฐ
หากแต่คือการกระจายความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม ทรัพยากรของหลวงและภาษีควรจะถูกใช้ไปเพื่อปกป้องประชาชนทั่วไปที่ต้องเป็นทุกข์เพราะถูกมิจฉาชีพหลอกลวงมากกว่า
ตราบใดที่ตำรวจไทยยังไม่สามารถแยกแยะระหว่าง “หน้าที่ต่อราษฎร” กับ “ความรับใช้ต่อผู้มีอำนาจ” ได้อย่างเด็ดขาด
ปรากฏการณ์ข่าวปลอมเรื่อง “สลิปโอนเงินค่าน้ำชา 7 ล้านบาท” ครั้งนี้คงเป็นได้เพียงอีกหนึ่งหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ตอกย้ำคำว่า “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” บนป้ายสถานีตำรวจ อาจเป็นเพียงวาทกรรมที่เกิดขึ้นและตั้งอยู่… แต่ยังไปไม่ถึงจุดที่ปฏิบัติได้จริงเสียที
ขณะเดียวกัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าแรงกระแทกกรณีข่าวปลอมสลิปน้ำชา 7 ล้านบาท ถึง พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผบ.ตร. ในฐานะแม่ทัพสีกากีด้วย
เพราะนโยบายธงนำประกาศคือ “คืนเวลาให้ตำรวจ เพื่อไปดูแลประชาชน” มุ่งเน้นการตัดลดภาระงานธุรการ งานซ้ำซ้อน และพิธีกรรมที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้มีเวลาลงพื้นที่แก้ไขความทุกข์ร้อนชาวบ้านอย่างแท้จริง
แต่เมื่อหันกลับมามองกรณีโพสต์ข่าวเก๊นี้
สังคมจึงตั้งคำถามในทันทีว่า แล้วคำว่า “คืนเวลา” ของบิ๊กราญ จะถูกนำมาตีความและปฏิบัติอย่างไรให้เป็นไปตามความมุ่งหวังไว้?
หากต้องการจะ “คืนเวลาให้ตำรวจไปดูแลประชาชน” จริงๆ
บทบาทแรกที่ต้องแสดงออกคือการขีดเส้นใต้ชัดๆ ว่า ‘เวลา’ ของตำรวจจะต้องไม่ถูกฉกล่วงเอาไปใช้เป็นองครักษ์พิทักษ์ภาพลักษณ์ทางการเมืองให้ผู้มีอำนาจอีก
หากคดีท่านผู้นำสามารถใช้ “เวลาอันสั้นและทรงประสิทธิภาพ” ในการสืบค้นและจับพิรุธจนปิดคดีไวปานนี้
พล.ต.อ.สำราญต้องขับเคลื่อนนโยบายนี้ให้กลายเป็นมาตรฐานเท่าเทียมกันคดีประชาชนด้วย
เปลี่ยนความเร็วที่เคยถูกตราหน้าว่า “สองมาตรฐานเพื่อวีไอพี” ให้เป็น “ความเร็วมาตรฐานสากลเพื่อราษฎร”
การมีเวลาบริหารองค์กรยาวนานถึง 7 ปี เปรียบเสมือนโอกาสทองครั้งประวัติศาสตร์ที่ พล.ต.อ.สำราญจะได้พิสูจน์ความมุ่งมั่นตั้งใจที่ต้องปฏิบัติอีกเกือบ 7 ปีข้างหน้า เพื่อสร้างองค์กรผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่แท้จริง
โดยแก้ปัญหาตำรวจงานล้นโต๊ะแต่ขาดงานลงพื้นที่ คอยเต้นตามประเด็นการเมืองรายวัน กลับคืนสู่การปราบปรามอาชญากรรมจริง
วางแนวปฏิบัติให้ชัดเจนตามแบบอย่างประเทศที่เจริญแล้ว และบ่มเพาะทัศนคติใหม่ให้ตำรวจระดับปฏิบัติการตระหนักว่า ศักดิ์ศรีเครื่องแบบสีกากีไม่ได้มาจากการกุลีกุจอเอาใจนักการเมือง แต่มาจากการเป็นที่พึ่งพิงของประชาชน
เกือบ 7 ปีจากนี้ไป จะเป็นเครื่องพิสูจน์คำมั่นสัญญา พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ว่านโยบาย “คืนเวลาให้ตำรวจ เพื่อไปดูแลประชาชน” จะเป็นนโยบายเพื่อสถาปนาเกียรติภูมิของคำว่า “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” ให้กลับมาศักดิ์สิทธิ์และมีความหมายอย่างแท้จริงหรือไม่
