โลกทรรศน์ | อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์
พัฒนาการและเหตุการณ์ที่สำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับรัฐบาลมิน ออง ไลง์ จากข้อสังเกตอันแหลมคมของนักข่าวบีบีซี โจนาธาน เฮด
เขารายงานว่า มีสัญญาณบ่งบอกความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เคยเป็นผู้ต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมาที่นำโดยพลเอกอาวุโสมิน ออง ไลง์ ซึ่งทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งกุมภาพันธ์ปี 2021
แล้วโดนัลด์ ทรัมป์ หันกลับไปเจรจาทั้งโดยตรงและเปิดเผยกับรัฐบาลทหารเมียนมา
เพียงแค่การเจรจาทางการเมืองกับรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารก็นับว่าผิดวิสัย ผิดระเบียบทางการเมืองที่รัฐบาลสหรัฐรักษาและดำเนินมานาน
ท่าทีและกิจกรรมอันผิดระเบียบและหลักปฏิบัติของวอชิงตันครั้งนี้น่าสนใจยิ่ง
อะไรคือเบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
จุดเปลี่ยน
เจ้าหน้าที่ระดับสูงรัฐบาลสหรัฐท่านหนึ่งเพิ่งพบปะกับพลเอกอาวุโสมิน ออง ไลง์ เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผ่านมา
เป็นคำถามว่า นโยบายของวอชิงตันที่โดดเดี่ยว ระบอบทหารเมียนมาตอนนี้ได้เปลี่ยนไปแล้วหรือ
ผู้นำระดับสูงคนหนึ่งของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ได้พบกับพลเอกอาวุโสมิน ออง ไลง์ เดือนกันยายน 2026 และการเอาผู้นำธุรกิจเมียนมาบางคนออกจากบัญชีรายชื่อการแซงก์ชั่น แสดงความเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่ว่านี้
แม้จนถึงตอนนี้ สหรัฐได้ติดต่ออย่างเป็นทางการน้อยมากกับทางการเมียนมา หลังรัฐประหาร 2021
เร็วๆ นี้ สหรัฐยังมีการแซงก์ชั่นมุ่งเป้าไปยังเหล่าผู้พิพากษาเมียนมาที่สนับสนุนทหารเมียนมา
การพบกันเมื่อ 15 และ 16 กันยายนที่ผ่านมาของ Michael Vance ผู้ช่วยรัฐมนตรีการต่างประเทศด้านข่าวกรองและการวิจัยที่กรุงเนปยีดอ เป็นการยืนยันในเรื่องนี้ รวมถึงการปล่อยตัวพลเมืองอเมริกัน นาย Adam Castillo ผู้ถูกจับกุมในเดือนมิถุนายนในประเด็นความขัดแย้งกับสมาคมการค้าอเมริกันที่เมียนมา
Michael Vance คือเจ้าหน้าที่อเมริกันระดับสูงที่สุดที่พบกับมิน ออง ไลง์ และพวกเขาได้พูดคุยกันในประเด็นอื่นๆ ของผลประโยชน์ร่วมกัน
Michael Vance ยังได้พบกับเจ้าหน้าที่เมียนมาที่โตเกียว ญี่ปุ่น และอีกครั้งพบกันที่โตเกียวเดือนตุลาคม 2026
และได้พบกับผู้แทนกลุ่มต่อต้านการปกครองของทหารเมียนมาด้วย
สัญญาณและการเคลื่อนไหว
สัญญาณของการเปลี่ยนนโยบายสหรัฐต่อเมียนมา ย้อนกลับไปเมื่อกรกฎาคม 2025 ช่วงสงครามภาษีการค้าสูงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
เมื่อมิน ออง ไลง์ และผู้นำอื่นๆ ในภูมิภาคได้รับจดหมายส่วนตัวจากประธานาธิบดีสหรัฐ แจ้งว่าเศรษฐกิจประเทศของพวกเขาจะถูกโจมตีด้วยภาษีการค้า กรณีเมียนมาคือ 40%
ประเทศอื่นๆ โซเซมีอาการช็อกที่ถูกลงโทษต่อการค้าสำคัญของพวกเขากับประเทศที่ครั้งหนึ่งเห็นว่าเป็นเพื่อนและพันธมิตร
ประเทศเมียนมาส่วนมากถูกทำลายล้างด้วยสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ปี 2021 ที่เกิดรัฐประหาร แต่มิน ออง ไลง์ ยินดีกับเรื่องเหล่านี้
มิน ออง ไลง์ ตอบจดหมายแสดงความชื่นชมต่อการเชิญให้ร่วมในสิทธิพิเศษของสหรัฐ ตลาดอันดับหนึ่งในโลกต่อไป
โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ล้อเลียน ใช้วลีเกินจริงและได้ประโยชน์เต็มที่อย่างผิดปกติ
ทรัมป์เขียนจดหมาย มีข้อความ ‘…ด้วยความเคารพยิ่ง ผมปรารถนาแจ้ง ฯพณฯ ผู้นำในแนวทางประเทศของท่าน ต่อความมั่งคั่งแห่งชาติด้วยความสัตย์จริง…’
มันไม่ใช่แค่การโค้งคำนับต่อเผด็จการที่ยกยอด้วยหนทางที่ดีที่สุดเพื่อให้ได้ความนิยมชมชอบจากโดนัลด์ ทรัมป์ การรัฐประหารของมิน ออง ไลง์ มันจุดไฟและสงครามกลางเมืองที่ได้เปลี่ยนเขาไปเป็นปีศาจร้ายนานาชาติ
ระบอบการเมืองของมิน ออง ไลง์ ไม่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง เขาถูกกล่าวหาว่าเป็นอาชญากรสงคราม
นี่ประธานาธิบดีสหรัฐแจ้งแก่เขาใช้คำ ใต้เท้า แล้วไม่มีการอ้างในจดหมายของทรัมป์ถึงเรื่องต้นทุนมนุษย์จากการยึดอำนาจของมิน ออง ไลง์ การทำลายประชาธิปไตยและการจำคุกผู้นำออง ซาน ซูจี
ความเปลี่ยนแปลงและผลประโยชน์
เดือนเดียวกัน รัฐบาลเมียนมาลงนามสัญญามูลค่า 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กับ DCI ล็อบบี้ยิสต์สำคัญในวอชิงตันที่เคยถูกรัฐบาลทหารเมียนมาใช้ก่อนหน้านี้ในปี 2002 เพื่อพยายามปรับปรุงภาพลักษณ์เมียนมา
ตั้งแต่รัฐบาลทหารได้ว่าจ้างบริษัท DCI ล็อบบี้ยิสต์ผู้อื้อฉาวและเป็นที่ไว้วางใจของประธานาธิบดีทรัมป์ เป็นค่าจ้าง 50,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน
อันทั้งเวลาเดียวกัน Adam Castillo อดีตนาวิกโยธินอเมริกันและผู้สนับสนุนทรัมป์ ที่เพิ่งลงจากตำแหน่งประธานสภาหอการค้าอเมริกันที่ย่างกุ้ง
Adam Castillio ที่อยู่ในวอชิงตันกำลังพยายามโน้มน้าวทีมงานของรองประธานาธิบดี JD Vance ว่าถึงเวลาสหรัฐกลับไปเกี่ยวพันกันกับเมียนมาอีก
Adam Castillo เชื่อว่าการแซงก์ชั่นของสหรัฐเพื่อความโดดเดี่ยว ทหารเมียนมาล้มเหลว
เรื่องสำคัญของเมียนมาไม่ใช่แค่เรื่องศีลธรรม แต่คือผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์
เขาได้พูดกับทีมงานของ JD Vance รองประธานาธิบดีสหรัฐ ว่า สหรัฐสามารถเกี่ยวพันอย่างไรกับเมียนมาโดยไม่ต้องทำสงครามหรือโดดเดี่ยว
แล้วทำอย่างไรให้จีนอ่อนแอลงในการเข้าถึงแร่หายาก
และทำอย่างไรให้เมียนมาเป็นพันธมิตรกับสันติภาพด้วยผลประโยชน์อเมริกัน
Adam Castillo
กำลังเปิดประตูผลประโยชน์
เรื่องสหรัฐพึ่งพิงแร่หายากจากจีนถูกเผยเมื่อจีนบล็อกแร่หายากตอบโต้ภาษีการค้าของทรัมป์เมื่อเมษายน 2026
รัฐบาลสหรัฐได้เริ่มจัดลำดับแสวงหาแหล่งทางเลือกแร่หายาก โดยเมียนมานั้นมีแหล่งสำรองแร่หายากขนาดใหญ่ซึ่งกำลังถูกหยิบฉวยใช้ประโยชน์โดยจีนเพียงประเทศเดียว
เกือบเวลาเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเสนอแนวทางใหม่ต่อเอกอัครราชทูตสหรัฐทั่วโลกว่าด้วยการเลือกตั้ง
ตอนนี้สาส์นต่างๆ ของสถานทูตสหรัฐคือควรหลีกเลี่ยงประเด็นความยุติธรรมหรือ ความซื่อสัตย์ของกระบวนการเลือกตั้ง ความชอบธรรมหรือคุณค่าประชาธิปไตยของประเทศ
ดังนั้น เมื่อเมียนมาจัดการเลือกตั้งทั่วไปซึ่งแม้ถูกวิจารณ์มากในเดือนธันวาคมและมกราคม ว่าอนุญาตให้มิน ออง ไลง์ เปลี่ยนตัวเองจากผู้นำรัฐประหารมาเป็นประธานาธิบดีพลเรือน
แต่สหรัฐกลับไม่เหมือนชาติตะวันตกทั้งหลาย ที่วิจารณ์การเลือกตั้งของเมียนมาว่า ทั้งไม่อิสระและยุติธรรม
ในอดีตนานหลายทศวรรษที่สหรัฐตัดสินการเลือกตั้งของประเทศอื่นๆ แต่ตอนนี้สหรัฐไม่ได้พูดอะไรเลยในเรื่องการเลือกตั้งเมียนมา
วอชิงตันตัดสินใจยกเลิกการแซงก์ชั่นต่างๆ บางอันที่ทำโดยรัฐบาลโจ ไบเดน เพียงเพื่อยืนยันทิศทางใหม่ของนโยบายสหรัฐ-เมียนมา
“…หลายปี แนวนโยบายสหรัฐต่อเมียนมาถูกนิยามคือ โดดเดี่ยว แซงก์ชั่น และเว้นระยะห่าง ยุคสมัยนั้นจบสิ้นแล้ว ด้วยความขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์ที่มีความกล้าหาญในความพยายามทำบางสิ่งที่แตกต่าง…” คือข้อความในจดหมายข่าวเมื่อเร็วๆ นี้ของล็อบบี้ยิสต์ DCI
ที่ปรึกษาด้านเมียนมา Richard Horsey ของ International Crisis Group ตอนนี้อยู่ที่เนปยีดอ เพิ่มเติมว่ามิน ออง ไลง์ ยังถูกแซงก์ชั่น ที่เขาต้องการคือผ่อนคลายแซงก์ชั่น
สิ่งที่ทรัมป์ริเริ่มปี 2025 กระทบเมียนมาอย่างมากคือ ยุบ United State Agency for International Development-USAID ซึ่งตัดทอนความช่วยเหลือให้กลุ่มต่อต้าน สื่อของพวกเขาและผู้ลี้ภัยมากกว่าครึ่ง
มีเพียงการตัดสินใจเดียวคือ ลงโทษกลุ่มสิทธิมนุษยชน ด้วยการถอนสถานะความคุ้มครองชั่วคราวแก่คนเมียนมา 4,000 คน ซึ่งเสาะหาการลี้ภัยในสหรัฐ ช่วยให้พวกเขาออกจากการอยู่อาศัยอย่างหวาดกลัวจากการถูกส่งกลับ ที่หลายคนต้องติดคุกหรือแย่กว่า
แร่หายากในเมียนมา
ผลประโยชน์ของใคร
ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า แร่หายากมีมากในเขตพื้นที่ของกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ต่อต้านรัฐบาล ขณะนี้ถูกขุดโดยบริษัทจีนที่มีประสบการณ์ขุดหาในดินแดนไร้กฎหมาย และขนไปจีนเพื่อไปดำเนินการต่อ สหรัฐไม่สามารถเข้าถึงแร่หายากได้
ยังสงสัยด้วยว่า สหรัฐจะร่วมมือสำคัญกับรัฐบาลเมียนมาอย่างไรในการต่อต้านอุตสาหกรรมหลอกลวง (Scam Industry)
เมียนมามีการแสดงถึงการต่อต้านสแกมขนาดใหญ่ องค์กรอาชญากรรมที่กำลังดำเนินการและขยายงาน มีการกำจัดสแกมอยู่บ้าง
แต่ก็เพียงจัดการสแกมขนาดเล็กๆ ในเขตห่างไกลเท่านั้น
การพูดคุยที่เนปยีดอไม่ใช่เรื่องผิด
สหรัฐคุยกับผู้นำทหารเมียนมาไม่ผิด
คำถามคือ อะไรที่วอชิงตันร้องขอ และอะไรที่วอชิงตันให้เมียนมา
สหรัฐควรใช้ช่องทางสำคัญที่สุด ได้แก่ การเข้าถึงด้านมนุษยธรรม ควรให้เมียนมายุติการโจมตีทางอากาศต่อพลเรือน
ควรพูดคุยกับฝ่ายต่อต้านและกลุ่มติดอาวุธชนกลุ่มน้อย ซึ่งยึดครองประเทศอยู่มาก
สิ่งที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดที่สหรัฐสามารถทำได้คือ ร่วมมือกับรัฐบาลต่างๆ ในภูมิภาค รวมทั้งกับจีน
ดังนั้น บางทีคำถามที่ใหญ่กว่าคือ ประธานาธิบดีทรัมป์จะสามารถแยกตัวออกจากการเมืองภายในและสงครามกับอิหร่านอย่างไร แล้วสามารถให้ความสนใจสนับสนุนแก่เมียนมาเพื่อท้าทายอิทธิพลครอบงำของจีนได้หรือ
