ธงทอง จันทรางศุ | เที่ยว ‘เซี่ยงไฮ้’ แบบมี ‘สาระ’ ‘โต’ ไม่ได้ ถ้าฉ้อราษฎร์บังหลวง
คอลัมน์ หลังลับแลมีอรุณรุ่ง
การทำการบ้านเขียนบทความชุด “หลังลับแลมีอรุณรุ่ง” ส่งมติชนสุดสัปดาห์แต่ละครั้ง ส่วนใหญ่ผมนั่งเขียนบทความนี้อยู่ที่บ้าน หรือมิเช่นนั้นก็เป็นการนั่งเขียนในรถระหว่างเดินทางไปโน่นมานี่ โดยใช้วิธีพูดใส่โทรศัพท์มือถือให้กลไกในโทรศัพท์ทำให้เกิดตัวอักษรขึ้นมาบนจอ เขียนเสร็จแล้วก็ตรวจแก้อีกเล็กน้อยก่อนส่งอีเมลไปให้มติชน
แต่คราวนี้โปรดรับทราบว่า สถานที่เขียนบทความรอบนี้มาแปลกครับ เพราะนั่งเขียนอยู่บนเครื่องบินขณะเดินทางจากเมืองเซี่ยงไฮ้ประเทศจีนเพื่อเดินทางกลับสนามบินสุวรรณภูมิ
เรียกว่าเขียนไปเดินทางไปพร้อมกัน เป็นการจับปลาสองมือโดยแท้ ฮา!
ผมเดินทางมาเซี่ยงไฮ้ครั้งสุดท้ายก่อนหน้านี้ก็ตั้งเกือบ 20 ปีก่อนโน้น รอบสุดท้ายน่าจะเป็นประมาณปี 2552 เห็นจะได้ เวลานั้นยังอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ราชการเป็นเลขาธิการสภาการศึกษา ภารกิจส่วนใหญ่จึงเป็นการไปเยี่ยมโรงเรียนต่างๆ เพื่อดูการจัดการการสอนของจีน
แต่รอบนี้มาแบบคนตัวเบา หน้าที่หลักคือ การท่องเที่ยว และหาของอร่อยรับประทาน
แต่ถึงกระนั้นก็อดมิได้ที่จะแบ่งเวลาหาความรู้ใส่ตัวบ้าง
โดยได้รับความกรุณาอย่างยิ่งจากอดีตรองนายกรัฐมนตรี ท่านพินิจ จารุสมบัติ ประสานสภาวัฒนธรรมไทย-จีน และส่งเสริมความสัมพันธ์ ผู้เป็นมือประสานสิบทิศในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ให้ผมมีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมกิจการบริษัทสถาปนิกขนาดใหญ่ซึ่งดูแลรับผิดชอบการพัฒนาเมืองเซี่ยงไฮ้ตลอดเวลาประมาณ 30 ปีที่ผ่านมา
โดยวิธีการที่บริษัทนี้ซึ่งเป็นบริษัทเอกชน คิดแผนโครงการขนาดใหญ่มหึมาขึ้นมาก่อนแล้วนำไปเสนอให้รัฐบาลโดยเมืองเซี่ยงไฮ้ซึ่งเป็นเขตปกครองพิเศษเป็นผู้พิจารณาว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร
ถ้าเห็นด้วย รัฐบาลก็ลงเงินแล้วส่งสัญญาณให้เดินหน้าทำงานตามแผนและโครงการได้
ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่า แผ่นดินเมืองจีนนั้นเอกชนผู้คนทั้งหลายไม่มีกรรมสิทธิ์ หากแต่ที่ดินทุกแปลงเป็นของรัฐ เพราะฉะนั้น การรื้อถอนการขยับขยายโยกย้ายอะไรต่ออะไรจึงทำได้ง่ายกว่าบ้านเราซึ่งเคารพหลักกรรมสิทธิ์ของเอกชนเคร่งครัด
แต่ก็ไม่ใช่ว่ารัฐบาลเมืองจีนจะไปไล่ที่ใครได้ง่ายๆ นะครับ สมมุติว่าเราจะไล่ที่ชุมชนหรือบ้านเก่าแห่งหนึ่ง รัฐต้องจ่ายเงินชดเชยในอัตราสูงมาก เพื่อให้ผู้ที่ต้องย้ายบ้านสามารถไปหาถิ่นที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ได้อย่างพอเหมาะพอสม
ด้วยวิธีอย่างนี้ เมื่อรัฐบาลบอกว่าจะเดินหน้าโครงการพัฒนาเมืองตรงโน้นตรงนี้ เขาจึงทำได้เร็วและปราศจากข้อขัดข้อง
เท่าที่ผู้บริหารบริษัทเล่าให้ผมฟัง การพัฒนาเมืองเขาไม่ทิ้งหลักสองสามเรื่องที่ต้องเดินคู่กันไปอยู่เสมอ
เรื่องแรก คือ เมืองขนาดใหญ่ต้องมีที่ทำงานและที่อยู่อาศัย ประกอบกับจากเดิมที่เซี่ยงไฮ้เป็นเมืองเก่า ที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่หรือทั้งหมดเป็นที่อยู่อาศัยแนวราบ บ้านมีขนาดสูงเพียงแค่ชั้นเดียวหรือสองชั้น
แต่ถ้าเป็นมหานครยุคใหม่ก็ต้องเป็นการสร้างที่อยู่อาศัยในแนวสูงที่เรียกว่า คอนโดมิเนียม สำหรับเป็นที่อยู่อาศัยให้มีจำนวนเพียงพอสำหรับคนที่จะอยู่เป็นประชากรของเมืองใหม่
ที่อยู่อาศัยนี้ก็มีราคาต่างกันตามระยะไกลใกล้ ขนาดและรายละเอียดความสะดวกสบาย
โดย “เจ้าของบ้าน” ทุกคนรวมถึงทายาทไม่ได้มีกรรมสิทธิ์นะครับ มีแต่เพียงสิทธิ์ที่จะอาศัยอยู่ในห้องชุดของตัวเองไปตลอดสัญญาอายุ 30 ปี 50 ปี หรือ 70 ปี ตามหลักลักษณะโครงการแต่ละแห่ง
เอาละ! เมื่อเรามีที่อยู่อาศัยเพียงพอสำหรับผู้คนแล้ว ต่อไปก็ต้องเป็นเรื่องของระบบอำนวยความสะดวกต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นรถใต้ดิน ซึ่งเป็นโครงสร้างคมนาคมของเมือง รถโดยสารประจำทาง ถนนหนทาง ระบบน้ำประปา ระบบไฟฟ้า ระบบกำจัดขยะ
เรื่อยไปจนถึงองค์ประกอบของความเป็นเมืองด้านอื่น เช่น พิพิธภัณฑ์ สวนสาธารณะ โรงเรียนมีคุณภาพที่อยู่ใกล้บ้าน มหาวิทยาลัย ห้องสมุด สนามกีฬา โรงละคร ลานคนเมือง หอประชุม สถานที่จัดแสดงสินค้า ร้านค้าตั้งแต่ระดับสุดยอดไปจนถึงขนาดย่อย ตลาดขายผักสำหรับพ่อบ้านซื้อกลับบ้านไปให้แม่บ้านทำกับข้าวตอนเย็นให้กินในครัวเรือน ฯลฯ
ทั้งหมดนี้ผู้วางแผนพัฒนาเมืองต้องคิดในรายรายละเอียดทั้งหมดให้ครบถ้วน
และข้อสุดท้าย คือ การสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการพัฒนา เพราะต้องไม่ลืมว่า เมืองเซี่ยงไฮ้เป็นเมืองเก่า มีประวัติยาวนาน เช่นที่คนทั้งโลกรับรู้ว่า ที่นี่เป็นเขตปกครองพิเศษของชาติตะวันตกหลายประเทศ อาคารเก่าริมแม่น้ำบริเวณที่เรียกว่า เดอะบันด์ (The Bund) เป็นกลุ่มอาคารที่มีความสวยงามควรอนุรักษ์และนำมาใช้ประโยชน์สำหรับยุคปัจจุบัน
นอกจากนั้น ยังมีสถานที่ประวัติศาสตร์กระจายอยู่ทั่วไปในเมืองแห่งนี้
การวางแผนพัฒนาเมืองจึงต้องไม่ทอดทิ้งความกลมกลืนร่วมกันระหว่างของเก่ากับของใหม่ รวมทั้งองค์ประกอบต่างๆ ที่พูดมาในข้อสองข้างต้นด้วย
จากการพูดคุยกันกับผู้บริหารของบริษัทสถาปนิกที่ผมมีโอกาสได้พบ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เขาคุยให้ฟังว่าเมืองเซี่ยงไฮ้จะเติบโตไปอีกมากในวันข้างหน้า แค่ทุกวันนี้มีประชากรในเซี่ยงไฮ้และปริมณฑลมากถึงยี่สิบล้านคนแล้ว
ผมนึกไม่ออกเหมือนกันว่าเมืองต่อไปเมืองของเขาจะเติบโตไปถึงไหน
ไม่เป็นไรครับ เราเป็นผู้ชมก็คอยชมต่อไปก็แล้วกัน
ในตอนท้ายของการสนทนา ผมตั้งข้อสังเกตว่า ตามทัศนะของผม การพัฒนาเมืองเซี่ยงไฮ้แบบก้าวกระโดดภายใน 30 ปีแล้วเปลี่ยนโฉมมาได้ถึงขนาดนี้ นอกจากหัวใจเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นของรัฐแล้ว ส่วนรวมผมยังมีความเห็นว่า ปัจจัยเกื้อหนุนสำคัญยังมีอีกสองเรื่อง
เรื่องแรกที่เมืองไทยยังมองไม่เห็นว่าจะมีขึ้นมาได้เมื่อไหร่ คือ ความต่อเนื่องทางนโยบาย การเมืองของบ้านเราที่ไม่มีเสถียรภาพ และหมดเวลาไปกับ “การเมืองแบบไทย” เป็นคำอธิบายอยู่ในตัวแล้วว่าเราสามารถทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน
ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง คือ เรื่องเงินทอนหรือการชักเปอร์เซ็นต์ เท่าที่ผมรู้กับคนทั้งหลายรู้จากข่าวสาร คือ เมืองจีนเขาเอาจริงเอาจังกับเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นมาก เมื่อจับได้ไล่ทันก็ถูกประหารชีวิตไปหลายรายแล้ว
โครงการขนาดใหญ่เช่นการพัฒนาเมืองเซี่ยงไฮ้จึงเดินหน้ามาได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย
ถ้ายกประเด็นเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินทุกแปลงเป็นของรัฐ และนโยบายที่มีความสืบเนื่องเพราะพรรคคอมมิวนิสต์เป็นพรรคการเมืองพรรคเดียวของประเทศ วางพักไว้ก่อนเพราะเป็นเรื่องที่ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ในประเทศไทย
หยิบแต่เฉพาะประเด็นเรื่องการชักเปอร์เซ็นต์หรือระบบเงินทอนมาพูดกัน
แล้วหันกลับมามองในบ้านเรา การทุจริตคอร์รัปชั่นโครงการทั้งหลาย ถ้าจะจับมาสาบานว่าไม่มีเลยเป็นอันขาด สำนวนโบราณต้องบอกว่า “พูดแล้วเหม็นขี้ฟัน” หรือ “อมพระประธานพร้อมทั้งพระอุโบสถมาพูดก็ไม่เชื่อ” ซึ่งทั้งสองสำนวนหมายความว่า พูดแล้วเชื่อไม่ได้
เอาแค่เรื่องทุจริตการสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นต้นทางของวิธีที่จะได้คนมีคุณภาพมาทำงานให้กับท้องถิ่นซึ่งเป็นพื้นฐานของประเทศ มาอนุมัติโครงการทั้งหลายของการสร้างบ้านแปลงเมือง คอยควบคุมดูแลการก่อสร้างให้เป็นไปตามมาตรฐานไม่ล้มครืนลงมาทับคนตาย ตอนนี้คดีไปถึงไหนแล้วไม่รู้ ถึงวันนี้ดูเงียบแผ่วไปเต็มประดาแล้ว
เพราะฉะนั้น เพ่งมองแต่เพียงประเด็นเดียวเรื่องอย่าให้การฉ้อราษฎร์บังหลวงเกิดขึ้น อย่าเพิ่งไปคิดสร้างเมืองมหานครที่ไหนเลย เอาแค่พัฒนาและอนุรักษ์ท้องถิ่นของเราให้เป็นที่ที่คนอยู่ได้ด้วยความสุขสำราญ มีงานทำ มีคุณภาพชีวิตที่ดี ขอเพียงแค่นี้ก่อนได้ไหมครับ
อ้าว! พูดแล้วเหม็นขี้ฟันตัวเองขึ้นมาเสียอย่างงั้น
กรรม
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
