bg-single

‘Godd Dam’ งานงอก กุสลิป ‘ค่าน้ำชา’ 7 ล้าน ตร.ขุดคุ้ย-เปิดแผลเก่า ฟัน พ.ร.บ.คอมพ์-ม.112

30.10.2026

คอลัมน์ อาชญากรรม | อาชญา ข่าวสด

ปฏิบัติการกุข่าวสลิปปลอม 7 ล้านบาท ปั่นกระแสป่วนเมือง ร้อนถึงตำรวจสันติบาลและตำรวจไซเบอร์ผนึกกำลังแกะรอยเส้นทางดิจิทัล ชำแหละพฤติการณ์เพจดัง ก่อนนำไปสู่ปฏิบัติการรวบรวมหลักฐานขอศาลออกหมายจับ ไล่ล่าขบวนการปล่อยข่าวปลอมมารับโทษตามกฎหมาย

ยุทธการปั่นกระแสข่าวปลอมป่วนสังคมเปิดฉากขึ้นอย่างแยบยลบนโลกออนไลน์

เมื่อเพจเฟซบุ๊กชื่อดังอย่าง “Godd Dam” โพสต์รูปภาพสลิปการทำรายการโอนเงินผ่านระบบโมบายแบงกิ้งเป็นจำนวนเงินสูงถึง 7,000,000 บาท

พร้อมเขียนข้อความกล่าวอ้างเชิงชี้นำว่า เงินจำนวนมหาศาลดังกล่าวเป็นเงิน “ค่าน้ำชา” ที่ถูกโอนเข้าสู่บัญชีธนาคารส่วนตัวของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

เนื้อหาพยายามสร้างเรื่องราวเชื่อมโยงเหตุการณ์ย้อนหลังกลับไปเพื่อดึงดูดความสนใจและจุดกระแสความขัดแย้งให้เกิดขึ้นในสังคม

ทันทีที่ภาพสลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณะ ข้อมูลเท็จดังกล่าวได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วในลักษณะไวรัลเดือดบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ

ยอดกดไลก์พุ่งสูงมากกว่า 16,000 ครั้ง และมีการกดแชร์ส่งต่อข้อมูลออกไปอีกหลายพันครั้งภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่นาที

ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และสร้างความสับสนเข้าใจผิดให้แก่ประชาชนในวงกว้างอย่างรวดเร็ว

ทว่า หลังจากสร้างความตื่นตระหนกและจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมได้ไม่นาน

โพสต์ต้นทางกลับถูกลบหายไปอย่างมีพิรุธ!!?

แอดมินผู้ดูแลเพจออกมาชี้แจงกล่าวอ้างว่าโพสต์ถูกระบบลบ และเตรียมที่จะย้ายไปเคลื่อนไหวสร้างกระแสต่อบนแพลตฟอร์มอื่นแทน

พฤติการณ์การหลบหลีก ตลอดจนการตัดช่องทางการสืบค้นดังกล่าว ทำให้พนักงานสอบสวนและเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเริ่มตั้งข้อสังเกตถึงเจตนาแอบแฝงและความไม่ชอบมาพากลของขบวนการนี้ทันที

เจ้าหน้าที่มองว่าอาจไม่ใช่เพียงแค่การโพสต์ข้อมูลผิดพลาดทั่วไป แต่เป็นพฤติการณ์จงใจกุข่าวปลอมขึ้นมาเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของบุคคลอื่นและสร้างความสั่นคลอนต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

เมื่อเกิดประเด็นสร้างความสับสนและกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบการเงิน

พนักงานสอบสวนและทีมสืบสวนอาชญากรรมไซเบอร์จึงประสานงานร่วมกับธนาคารกสิกรไทย ในฐานะเจ้าของแพลตฟอร์มโมบายแบงกิ้ง K PLUS ที่ถูกนำภาพไปแอบอ้าง เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของระบบข้อมูลทางบัญชีอย่างละเอียดและรวดเร็ว

ผลการตรวจพิสูจน์ทางดิจิทัลและระบบการเงินภายในของสถาบันการเงิน ชี้ชัดถึงข้อเท็จจริงสำคัญ 2 ประการ ที่ยันว่าภาพสลิปดังกล่าวเป็นการทำปลอมขึ้นมาทั้งสิ้น

ประการแรก จากการตรวจสอบเลขที่บัญชีผู้รับเงินตามที่ปรากฏบนหน้าสลิป ไม่พบว่ามีเลขที่บัญชีดังกล่าวอยู่ในระบบของธนาคาร และชื่อบัญชีของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ไม่ได้มีความเชื่อมโยงใดๆ กับสลิปดังกล่าวแม้แต่น้อย

ขณะที่ข้อเท็จจริงประการที่สอง ในทางเทคนิคของระบบ K PLUS มีข้อกำหนดจำกัดวงเงินโอนสูงสุดแก่บุคคลอื่นไว้ที่ไม่เกิน 5,000,000 บาทต่อรายการต่อวัน

ดังนั้น การทำรายการโอนเงินครั้งเดียวจำนวนสูงถึง 7 ล้านบาท ไปยังบุคคลอื่นผ่านแอพพลิเคชั่นจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ

ยืนยันชัดเจนว่าเป็นเพียงการอุปโลกน์ภาพและข้อมูลขึ้นมา

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์พฤติกรรมอาชญากรรมยังระบุเพิ่มเติมว่า การโอนเงินจำนวนมหาศาลผ่านระบบธนาคารพาณิชย์จะทิ้งรอยตราทางเงิน (Financial Trail) ที่สามารถตรวจสอบและใช้เป็นหลักฐานมัดตัวได้ง่ายดาย จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ขบวนการทุจริตจะใช้วิธีการเปิดเผยและทิ้งหลักฐานมัดตัวเช่นนี้

ข้อพิรุธทางเทคนิคทั้งหมดจึงกลายเป็นหลักฐานสำคัญที่มัดแน่นว่าสลิป 7 ล้านบาท เป็นเพียงข่าวปลอมที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อป่วนเมืองเท่านั้น!!?

ตํารวจไม่เพียงหยิบเอาเหตุปัจจุบันมาเป็นหลักฐานเท่านั้น แต่ยังขุดคุ้ยย้อนศรกลับไปถึงอดีต

ก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล พร้อมด้วย พ.ต.ท.แทน ไชยแสง รอง ผกก.2 บก.สส.2 นำพยานหลักฐานทางดิจิทัลเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.บางเขน แจ้งความดำเนินคดีเอาผิดกับเจ้าของเพจ “Godd Dam” หลังจากการติดตามพฤติกรรมย้อนหลังและรวบรวมหลักฐานอย่างต่อเนื่องจนพบความผิดแน่ชัด

จากการตรวจสอบประวัติเชิงลึกพบเพจดังกล่าวเปิดใช้งานมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565 มีผู้ติดตามมากกว่า 1.3 แสนคน และมีพฤติกรรมโพสต์ข้อความอันเป็นเท็จ บิดเบือน เสียดสี ตลอดจนลดทอนความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

เข้าข่ายความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศมาโดยตลอด

นอกจากนี้ ก่อนหน้าที่จะเปิดศึกปมสลิป 7 ล้านบาท เพจดังกล่าวยังเคยสร้างแรงสะเทือนบนโลกออนไลน์ ด้วยการปล่อยข้อมูลขุดคุ้ยบัญชีทรัพย์สินและการลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีรวมถึงเว็บพนันของสามี ‘ส.ส.ไอเดียร์’ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ จนสร้างความสับสนและวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมมาแล้ว

พฤติการณ์การสร้างข่าวบิดเบือนและโจมตีบุคคลต่างๆ อย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงเจตนาที่ไม่สุจริตในการใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือสร้างความแตกแยก กระทั่งล่าสุด กุข่าวสลิปโอนเงิน 7 ล้านบาท หวังสร้างความตื่นตระหนกป่วนเมืองอีกครั้ง

เจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลจึงต้องเข้าแจ้งความเอาผิดฐานความผิด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

เพื่อหยุดยั้งพฤติกรรมที่สร้างความเสียหายต่อความมั่นคงและภาพลักษณ์ของประเทศชาติ

ชุดสืบสวน กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) แกะรอยทางเทคโนโลยีและรวบรวมพยานหลักฐานจนทราบตัวตนแอดมินเพจ “Godd Dam” คือ นายชัยรัตน์ เรขะวัฒนะ อายุ 26 ปี ชาว อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ จากการตรวจสอบประวัติเชิงลึกพบว่าเคยเป็นสมาชิกพรรคก้าวไกล เจ้าหน้าที่จึงยื่นคำร้องต่อศาลอาญารัชดาเพื่อขออนุมัติออกหมายจับในความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (2) และ 14 (5) ฐานนำเข้าและส่งต่อข้อมูลอันเป็นเท็จกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ รวมถึงข้อหาปลอมแปลงและใช้เอกสารอันเป็นเท็จ

โดย พล.ต.ท.ทินกร รังมาตย์ ผบช.สอท. สั่งการให้เร่งรวบรวมหลักฐานและดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายอย่างเคร่งครัด

แต่เสมือนทราบชะตากรรมล่วงหน้า นายชัยรัตน์ พร้อมด้วยทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เข้าแสดงตัวต่อพนักงานสอบสวน บก.สอท.1 ระหว่างที่ตำรวจกำลังขอศาลอนุมัติออกหมายจับ

เจ้าหน้าที่จึงนำหมายจับจากศาลอาญามาแสดงและควบคุมตัวเข้าห้องสอบสวนทันที เพื่อเค้นสอบปากคำ

เบื้องต้นนายชัยรัตน์ยืนยันว่าเป็นเพียงแอดมินที่ดูแลเพจดังกล่าวเท่านั้น ไม่ได้เป็นเจ้าของแต่อย่างใด

ขณะที่ทนายความระบุว่าเดินทางมาเพียงเพื่อแสดงตัวและต้องพูดคุยรายละเอียดข้อกล่าวหากับเจ้าหน้าที่ก่อน

ด้านตำรวจไซเบอร์ยืนยันจะคุมตัวสอบสวนขยายผลและดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมโดยไม่มีการละเว้น

พล.ต.ท.ทินกร รังมาตย์ ผบช.สอท. พร้อม พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองจเรตำรวจ และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (โฆษก ตร.) เตือนไปยังกลุ่มนักการเมืองตลอดจนผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียทุกคนว่า หากข้อมูลต้นทางเป็นความผิดอันเป็นเท็จ

ผู้ที่นำไปแชร์ต่อหรือส่งต่อสู่สาธารณะจนทำให้เกิดความสับสน ก็จะต้องถูกดำเนินคดีทางกฎหมายในความผิดฐานเดียวกันกับต้นโพสต์อย่างไม่มีข้อยกเว้น

ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไปหรือนักการเมืองก็ตาม

เนื่องจากผู้ที่นำข้อมูลไปขยายผลต่อควรมีความรับผิดชอบและตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนเผยแพร่ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของขบวนการสร้างข่าวปลอม

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ยังชี้แจงในส่วนของข้อกฎหมายว่า หากเป็นความผิดส่วนบุคคล ผู้เสียหายจะต้องมาร้องทุกข์กล่าวโทษ แต่หากเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ หรือความผิดต่อรัฐที่กระทบต่อความมั่นคง พนักงานสอบสวนก็สามารถเป็นผู้กล่าวโทษดำเนินคดีได้เอง

สำหรับประเด็นที่สังคมตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดคดีนี้จึงดำเนินการอย่างรวดเร็ว?

พล.ต.ท.ทินกรชี้แจงอย่างตรงไปตรงมาว่า เนื่องจากคดีนี้เป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนต่อการบริหารราชการแผ่นดินหลายส่วน และสร้างความสับสนในวงกว้าง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบกฎหมาย เช่นเดียวกับคดีที่พี่น้องประชาชนทั่วไปได้รับความเดือดร้อน

สอดคล้องกับคำสัมภาษณ์ของ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ที่ตอบคำถามสื่อสารมวลชนกรณีเจ้าหน้าที่ทำคดีนี้ได้รวดเร็วกว่าคดีเว็บพนันที่เชื่อมโยงถึงนักการเมืองว่า เป็นคนละส่วนกัน

เพราะการตรวจสอบเพจไม่ยาก แต่เรื่องเว็บพนันมีเรื่องเส้นเงินที่จะต้องตรวจสอบให้ชัดเจน

ตํารวจไซเบอร์ยังเตือนไปยังพี่น้องประชาชนทั่วไปว่า ในยุคข่าวสารดิจิทัลที่มีการบิดเบือนข้อมูลสูง หากได้รับข้อมูลข่าวสารที่มีลักษณะพาดพิงบุคคลสำคัญหรือกระทบต่อความมั่นคง

ขอให้รับฟังอย่างมีสติ “คิด วิเคราะห์ แยกแยะ”

กลั่นกรองข้อมูลข่าวสารบนโลกออนไลน์อย่างมี ‘สติ’ ก่อน ‘ส่งต่อ’ ทุกครั้ง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

จากเพจปล่อยสลิปน้ำชาปลอม 7 ล้าน สู่คำถามสองมาตรฐานตำรวจไทย ‘ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์’ หรือ ‘องครักษ์พิทักษ์อำนาจ’?
ธงทอง จันทรางศุ | จำนงค์ ทองประเสริฐ ครู – ปราชญ์แท้ถิ่นสยาม
เส้นทางรัก มะลิ มาลินี – อั้ม ถิร
รัฐพันลึก ระบอบสีน้ำเงิน และคนรุ่นใหม่ ในสายตา รศ.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์
‘Godd Dam’ งานงอก กุสลิป ‘ค่าน้ำชา’ 7 ล้าน ตร.ขุดคุ้ย-เปิดแผลเก่า ฟัน พ.ร.บ.คอมพ์-ม.112
เตรียมประชาชน ! | สุรชาติ บำรุงสุข
“วัชระพล” ย้ำพืชสวนโลกอุดรธานีพร้อมเปิด 1 พ.ย.
ไม่ได้เป็นของนายทุนแอธเลติก บิลเบาชาตินิยมบาสก์เพื่อปลดแอก สู่ประชาธิปไตยในสโมสรฟุตบอลระดับลาลีกา (จบ)
แมวชุมชน
โดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมแล้วหรือทำธุรกิจกับเมียนมา
หรือเราหลงเข้าสงครามโลกครั้งที่ 3 แล้ว?
การเมืองท้องถิ่นฝ่ายก้าวหน้าของแคนาดา