‘Godd Dam’ งานงอก กุสลิป ‘ค่าน้ำชา’ 7 ล้าน ตร.ขุดคุ้ย-เปิดแผลเก่า ฟัน พ.ร.บ.คอมพ์-ม.112
คอลัมน์ อาชญากรรม | อาชญา ข่าวสด
ปฏิบัติการกุข่าวสลิปปลอม 7 ล้านบาท ปั่นกระแสป่วนเมือง ร้อนถึงตำรวจสันติบาลและตำรวจไซเบอร์ผนึกกำลังแกะรอยเส้นทางดิจิทัล ชำแหละพฤติการณ์เพจดัง ก่อนนำไปสู่ปฏิบัติการรวบรวมหลักฐานขอศาลออกหมายจับ ไล่ล่าขบวนการปล่อยข่าวปลอมมารับโทษตามกฎหมาย
ยุทธการปั่นกระแสข่าวปลอมป่วนสังคมเปิดฉากขึ้นอย่างแยบยลบนโลกออนไลน์
เมื่อเพจเฟซบุ๊กชื่อดังอย่าง “Godd Dam” โพสต์รูปภาพสลิปการทำรายการโอนเงินผ่านระบบโมบายแบงกิ้งเป็นจำนวนเงินสูงถึง 7,000,000 บาท
พร้อมเขียนข้อความกล่าวอ้างเชิงชี้นำว่า เงินจำนวนมหาศาลดังกล่าวเป็นเงิน “ค่าน้ำชา” ที่ถูกโอนเข้าสู่บัญชีธนาคารส่วนตัวของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
เนื้อหาพยายามสร้างเรื่องราวเชื่อมโยงเหตุการณ์ย้อนหลังกลับไปเพื่อดึงดูดความสนใจและจุดกระแสความขัดแย้งให้เกิดขึ้นในสังคม
ทันทีที่ภาพสลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณะ ข้อมูลเท็จดังกล่าวได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วในลักษณะไวรัลเดือดบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ
ยอดกดไลก์พุ่งสูงมากกว่า 16,000 ครั้ง และมีการกดแชร์ส่งต่อข้อมูลออกไปอีกหลายพันครั้งภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่นาที
ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และสร้างความสับสนเข้าใจผิดให้แก่ประชาชนในวงกว้างอย่างรวดเร็ว
ทว่า หลังจากสร้างความตื่นตระหนกและจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมได้ไม่นาน
โพสต์ต้นทางกลับถูกลบหายไปอย่างมีพิรุธ!!?
แอดมินผู้ดูแลเพจออกมาชี้แจงกล่าวอ้างว่าโพสต์ถูกระบบลบ และเตรียมที่จะย้ายไปเคลื่อนไหวสร้างกระแสต่อบนแพลตฟอร์มอื่นแทน
พฤติการณ์การหลบหลีก ตลอดจนการตัดช่องทางการสืบค้นดังกล่าว ทำให้พนักงานสอบสวนและเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเริ่มตั้งข้อสังเกตถึงเจตนาแอบแฝงและความไม่ชอบมาพากลของขบวนการนี้ทันที
เจ้าหน้าที่มองว่าอาจไม่ใช่เพียงแค่การโพสต์ข้อมูลผิดพลาดทั่วไป แต่เป็นพฤติการณ์จงใจกุข่าวปลอมขึ้นมาเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของบุคคลอื่นและสร้างความสั่นคลอนต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง
เมื่อเกิดประเด็นสร้างความสับสนและกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบการเงิน
พนักงานสอบสวนและทีมสืบสวนอาชญากรรมไซเบอร์จึงประสานงานร่วมกับธนาคารกสิกรไทย ในฐานะเจ้าของแพลตฟอร์มโมบายแบงกิ้ง K PLUS ที่ถูกนำภาพไปแอบอ้าง เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของระบบข้อมูลทางบัญชีอย่างละเอียดและรวดเร็ว
ผลการตรวจพิสูจน์ทางดิจิทัลและระบบการเงินภายในของสถาบันการเงิน ชี้ชัดถึงข้อเท็จจริงสำคัญ 2 ประการ ที่ยันว่าภาพสลิปดังกล่าวเป็นการทำปลอมขึ้นมาทั้งสิ้น
ประการแรก จากการตรวจสอบเลขที่บัญชีผู้รับเงินตามที่ปรากฏบนหน้าสลิป ไม่พบว่ามีเลขที่บัญชีดังกล่าวอยู่ในระบบของธนาคาร และชื่อบัญชีของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ไม่ได้มีความเชื่อมโยงใดๆ กับสลิปดังกล่าวแม้แต่น้อย
ขณะที่ข้อเท็จจริงประการที่สอง ในทางเทคนิคของระบบ K PLUS มีข้อกำหนดจำกัดวงเงินโอนสูงสุดแก่บุคคลอื่นไว้ที่ไม่เกิน 5,000,000 บาทต่อรายการต่อวัน
ดังนั้น การทำรายการโอนเงินครั้งเดียวจำนวนสูงถึง 7 ล้านบาท ไปยังบุคคลอื่นผ่านแอพพลิเคชั่นจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ
ยืนยันชัดเจนว่าเป็นเพียงการอุปโลกน์ภาพและข้อมูลขึ้นมา
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์พฤติกรรมอาชญากรรมยังระบุเพิ่มเติมว่า การโอนเงินจำนวนมหาศาลผ่านระบบธนาคารพาณิชย์จะทิ้งรอยตราทางเงิน (Financial Trail) ที่สามารถตรวจสอบและใช้เป็นหลักฐานมัดตัวได้ง่ายดาย จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ขบวนการทุจริตจะใช้วิธีการเปิดเผยและทิ้งหลักฐานมัดตัวเช่นนี้
ข้อพิรุธทางเทคนิคทั้งหมดจึงกลายเป็นหลักฐานสำคัญที่มัดแน่นว่าสลิป 7 ล้านบาท เป็นเพียงข่าวปลอมที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อป่วนเมืองเท่านั้น!!?
ตํารวจไม่เพียงหยิบเอาเหตุปัจจุบันมาเป็นหลักฐานเท่านั้น แต่ยังขุดคุ้ยย้อนศรกลับไปถึงอดีต
ก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล พร้อมด้วย พ.ต.ท.แทน ไชยแสง รอง ผกก.2 บก.สส.2 นำพยานหลักฐานทางดิจิทัลเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.บางเขน แจ้งความดำเนินคดีเอาผิดกับเจ้าของเพจ “Godd Dam” หลังจากการติดตามพฤติกรรมย้อนหลังและรวบรวมหลักฐานอย่างต่อเนื่องจนพบความผิดแน่ชัด
จากการตรวจสอบประวัติเชิงลึกพบเพจดังกล่าวเปิดใช้งานมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565 มีผู้ติดตามมากกว่า 1.3 แสนคน และมีพฤติกรรมโพสต์ข้อความอันเป็นเท็จ บิดเบือน เสียดสี ตลอดจนลดทอนความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
เข้าข่ายความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศมาโดยตลอด
นอกจากนี้ ก่อนหน้าที่จะเปิดศึกปมสลิป 7 ล้านบาท เพจดังกล่าวยังเคยสร้างแรงสะเทือนบนโลกออนไลน์ ด้วยการปล่อยข้อมูลขุดคุ้ยบัญชีทรัพย์สินและการลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีรวมถึงเว็บพนันของสามี ‘ส.ส.ไอเดียร์’ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ จนสร้างความสับสนและวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมมาแล้ว
พฤติการณ์การสร้างข่าวบิดเบือนและโจมตีบุคคลต่างๆ อย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงเจตนาที่ไม่สุจริตในการใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือสร้างความแตกแยก กระทั่งล่าสุด กุข่าวสลิปโอนเงิน 7 ล้านบาท หวังสร้างความตื่นตระหนกป่วนเมืองอีกครั้ง
เจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลจึงต้องเข้าแจ้งความเอาผิดฐานความผิด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
เพื่อหยุดยั้งพฤติกรรมที่สร้างความเสียหายต่อความมั่นคงและภาพลักษณ์ของประเทศชาติ
ชุดสืบสวน กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) แกะรอยทางเทคโนโลยีและรวบรวมพยานหลักฐานจนทราบตัวตนแอดมินเพจ “Godd Dam” คือ นายชัยรัตน์ เรขะวัฒนะ อายุ 26 ปี ชาว อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ จากการตรวจสอบประวัติเชิงลึกพบว่าเคยเป็นสมาชิกพรรคก้าวไกล เจ้าหน้าที่จึงยื่นคำร้องต่อศาลอาญารัชดาเพื่อขออนุมัติออกหมายจับในความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (2) และ 14 (5) ฐานนำเข้าและส่งต่อข้อมูลอันเป็นเท็จกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ รวมถึงข้อหาปลอมแปลงและใช้เอกสารอันเป็นเท็จ
โดย พล.ต.ท.ทินกร รังมาตย์ ผบช.สอท. สั่งการให้เร่งรวบรวมหลักฐานและดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายอย่างเคร่งครัด
แต่เสมือนทราบชะตากรรมล่วงหน้า นายชัยรัตน์ พร้อมด้วยทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เข้าแสดงตัวต่อพนักงานสอบสวน บก.สอท.1 ระหว่างที่ตำรวจกำลังขอศาลอนุมัติออกหมายจับ
เจ้าหน้าที่จึงนำหมายจับจากศาลอาญามาแสดงและควบคุมตัวเข้าห้องสอบสวนทันที เพื่อเค้นสอบปากคำ
เบื้องต้นนายชัยรัตน์ยืนยันว่าเป็นเพียงแอดมินที่ดูแลเพจดังกล่าวเท่านั้น ไม่ได้เป็นเจ้าของแต่อย่างใด
ขณะที่ทนายความระบุว่าเดินทางมาเพียงเพื่อแสดงตัวและต้องพูดคุยรายละเอียดข้อกล่าวหากับเจ้าหน้าที่ก่อน
ด้านตำรวจไซเบอร์ยืนยันจะคุมตัวสอบสวนขยายผลและดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมโดยไม่มีการละเว้น
พล.ต.ท.ทินกร รังมาตย์ ผบช.สอท. พร้อม พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองจเรตำรวจ และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (โฆษก ตร.) เตือนไปยังกลุ่มนักการเมืองตลอดจนผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียทุกคนว่า หากข้อมูลต้นทางเป็นความผิดอันเป็นเท็จ
ผู้ที่นำไปแชร์ต่อหรือส่งต่อสู่สาธารณะจนทำให้เกิดความสับสน ก็จะต้องถูกดำเนินคดีทางกฎหมายในความผิดฐานเดียวกันกับต้นโพสต์อย่างไม่มีข้อยกเว้น
ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไปหรือนักการเมืองก็ตาม
เนื่องจากผู้ที่นำข้อมูลไปขยายผลต่อควรมีความรับผิดชอบและตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนเผยแพร่ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของขบวนการสร้างข่าวปลอม
พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ยังชี้แจงในส่วนของข้อกฎหมายว่า หากเป็นความผิดส่วนบุคคล ผู้เสียหายจะต้องมาร้องทุกข์กล่าวโทษ แต่หากเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ หรือความผิดต่อรัฐที่กระทบต่อความมั่นคง พนักงานสอบสวนก็สามารถเป็นผู้กล่าวโทษดำเนินคดีได้เอง
สำหรับประเด็นที่สังคมตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดคดีนี้จึงดำเนินการอย่างรวดเร็ว?
พล.ต.ท.ทินกรชี้แจงอย่างตรงไปตรงมาว่า เนื่องจากคดีนี้เป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนต่อการบริหารราชการแผ่นดินหลายส่วน และสร้างความสับสนในวงกว้าง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบกฎหมาย เช่นเดียวกับคดีที่พี่น้องประชาชนทั่วไปได้รับความเดือดร้อน
สอดคล้องกับคำสัมภาษณ์ของ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ที่ตอบคำถามสื่อสารมวลชนกรณีเจ้าหน้าที่ทำคดีนี้ได้รวดเร็วกว่าคดีเว็บพนันที่เชื่อมโยงถึงนักการเมืองว่า เป็นคนละส่วนกัน
เพราะการตรวจสอบเพจไม่ยาก แต่เรื่องเว็บพนันมีเรื่องเส้นเงินที่จะต้องตรวจสอบให้ชัดเจน
ตํารวจไซเบอร์ยังเตือนไปยังพี่น้องประชาชนทั่วไปว่า ในยุคข่าวสารดิจิทัลที่มีการบิดเบือนข้อมูลสูง หากได้รับข้อมูลข่าวสารที่มีลักษณะพาดพิงบุคคลสำคัญหรือกระทบต่อความมั่นคง
ขอให้รับฟังอย่างมีสติ “คิด วิเคราะห์ แยกแยะ”
กลั่นกรองข้อมูลข่าวสารบนโลกออนไลน์อย่างมี ‘สติ’ ก่อน ‘ส่งต่อ’ ทุกครั้ง
