ไม่ได้เป็นของนายทุนแอธเลติก บิลเบาชาตินิยมบาสก์เพื่อปลดแอก สู่ประชาธิปไตยในสโมสรฟุตบอลระดับลาลีกา (จบ)
CityZense |ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์
ไม่ได้เป็นของนายทุนแอธเลติก บิลเบาชาตินิยมบาสก์เพื่อปลดแอก สู่ประชาธิปไตยในสโมสรฟุตบอลระดับลาลีกา (จบ)
สิ่งที่น่าจะแปลกประหลาดและรับไม่ได้เป็นอย่างยิ่งในสายตานักอนุรักษนิยมไทยก็คือ การที่สโมสรฟุตบอลในลาลีกาไม่น้อยที่ยึดอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างเข้มข้นจนมักแสดงตนประกาศเอกราชจากสเปน ผ่านอัตลักษณ์ทีมบอลและสนามตัวเองอยู่เนืองๆ
ความท้าทายเหล่านี้มีเบื้องหลังอยู่ที่การเมืองระดับประเทศมาก่อน เนื่องจากว่า สเปนนั้นได้พยายามรวมศูนย์อำนาจไว้ที่มาดริดเช่นเดียวกับจักรวรรดิทั่วไป อำนาจจึงถูกควบคุมกับส่วนกลางไว้อย่างแนบแน่นในระยะหนึ่ง แต่ในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรมมีความเปลี่ยนแปลงสำคัญหลายประการทำให้เมืองบางแห่งเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว
อย่างเช่นแคว้นกาตาลุญญาที่เมื่อมั่งคั่งมากขึ้นก็สามารถกลับไปฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ภาษา และวรรณกรรมของตัวเองในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการหรือ “Renaixenca” เมืองบาร์เซโลนาคือจุดศูนย์กลางสำคัญของแคว้นนี้ บางแห่งมีมิติทางการเมืองที่เข้มข้น ถึงขึ้นจับอาวุธสู้กับรัฐบาลกลางเพื่อปกป้องสิทธิ์การปกครองตนเอง เช่น แคว้นบาสก์ จนกลายเป็นสงครามกลางเมือง
ในสมัยเผด็จการฟรังโก้ แม้ว่าพื้นที่ทางการเมืองถูกปิดกั้น สโมสรฟุตบอลและสนามฟุตบอลได้กลายเป็นสนามทางการเมืองแบบหนึ่งเพื่อแสดงออกตัวตน และเปล่งเสียงเรียกร้อง
คนไทยน่าจะรู้กันดีว่า ในสังคมเผด็จการนั้นการรวมตัวทางการเมืองนั้นผิดกฎหมายได้อย่างไร แต่การไปดูบอลนั้นเป็นอีกเรื่อง สำหรับบางคนเห็นว่า การแข่งขันฟุตบอลเป็นความบันเทิงที่เผด็จการยอมปล่อยให้เป็นช่องทางระบายอารมณ์ความรู้สึกของผู้คน
สนามฟุตบอลจึงยังพอที่จะเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการต่อต้านทางอ้อม
ดังนั้น แม้จะหมดบารมีของฟรังโก้ไปตามกาลเวลาแล้วก็ตาม ยังมีบางแห่งใช้สนามเป็นพื้นที่แห่งการต่อต้านออกหน้าออกตาในการแข่งขันฟุตบอลคิงส์คัพ หรือโคปาเดลเรย์ เช่น แฟนบอลบาร์เซโลนาโห่ใส่เพลงชาติสเปนในนัดชิงชนะเลิศ ไม่เพียงเท่านั้น เรายังพบว่าแฟนบอลในคัมป์นู สนามเหย้าของบาร์เซโลนา มักจะตะโกนคำว่าเอกราช (In-de-pen-dencia) และโบกธง Estelada ธงเรียกร้องเอกราชกาตาลุญญาในนาทีที่ 17 วินาทีที่ 14 ของครึ่งแรกและครึ่งหลัง เพื่อระลึกถึงปีที่กองทัพสเปนตีบาร์เซโลนาแตกและริบเอาอำนาจอธิปไตยไป บาร์เซโลนายังมักจะตกเป็นจำเลย แต่ก็ยอมจ่ายค่าปรับให้ UEFA และสหพันธ์ฟุตบอลสเปน เพื่อนำธงทางการเมืองเข้าสู่สนาม ดังป้ายที่เขียนว่า Catalonia is not Spain หรือ Free Catalan Prisoners
บทความนี้จะพาไปรู้จักสโมสรแห่งหนึ่งที่ว่ากันว่า ตั้งแต่ถือกำเนิดมาในปี 1929 จนบัดนี้ก็ยังโลดแล่นอยู่ในลาลีกาได้อย่างสบายๆ สโมสรที่ได้ชื่อว่าบริหารด้วยระบบสมาชิก และบริหารบนฐานของวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่เข้มแข็งที่สุดแห่งหนึ่ง สโมสรยังสามารถผนึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพื้นที่ได้เป็นอย่างดี สโมสรนั้นก็คือ แอธเลติก บิลเบา
แม้จะมีชื่อคล้ายกับแอธเลติโก้ มาดริด และมีเสื้อทีมเหย้าสีขาวแดงเหมือนกัน แต่สโมสรนี้ตั้งอยู่ที่เมืองบิลเบา แคว้นบาสก์ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของสเปน
ในประวัติศาสตร์แล้ว บิลเบาเป็นย่านอู่ต่อเรือและคนงานเหมืองมาก่อน เหล่านี้คือฐานสำคัญของยุคอุตสาหกรรม เมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว กลุ่มทุนอุตสาหกรรมจากอังกฤษได้พยายามสยายปีกไปสเปนเพื่อสร้างอุตสาหกรรมต่อเรือและเหมืองแร่ แคว้นบาสก์ก็เป็นจุดหมายหนึ่ง กิจการเหล่านั้นนำมาซึ่งกีฬาฟุตบอลอันเป็นกีฬาของชนชั้นแรงงานด้วย และนั่นทำให้บิลเบาเกิดสโมสรฟุตบอลของตัวเอง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่อัตลักษณ์ของสโมสรจึงผูกพันกับชนชั้นแรงงานตั้งแต่แรกเกิด
ในเวลาต่อมา อัตลักษณ์ดังกล่าวค่อยๆ คลี่คลายไปสู่มิติที่เข้มข้นทางการเมืองมากขึ้นนั่นคือ ชาตินิยมบาสก์ที่เติบโตมาพร้อมกับการก่อตั้งสโมสร แคว้นบาสก์ได้ตั้งฟุตบอลทีมชาติบาสก์ขึ้นมา ประธานาธิบดีแคว้นก็เป็นอดีตนักฟุตบอลแอธเลติก บิลเบา ผู้เคยคว้าแชมป์โคปาเดลเรย์เมื่อปี 1923 พวกเขาตัดสินใจออกเดินสายไปแข่งในยุโรปและทั่วโลก เพื่อตีแผ่ความทุกข์ร้อนของชาวบาสก์ รวมทั้งระดมทุนเพื่อไปใช้สู้กับฟรังโก้
อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ไม่สามารถหยุดยั้งอำนาจดิบเถื่อนของฟรังโก้ได้ ในช่วงเผด็จการฟรังโก้ได้ปราบปรามผู้เห็นต่างทางอุดมการณ์ซึ่งรวมไปถึงทีมฟุตบอลด้วย จนฟรังโก้ลาโลกไปเมื่อปี 1975 เพียงปีเดียวหลังจากนั้น กัปตันทีมแอธเลติก บิลเบา กับเรอัลโซเซียดาดก็ชูธงชาติของแคว้นบาสก์ลงสนามแข่ง ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายเนื่องจากเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่ม ETA กลุ่มกองกำลังแบ่งแยกดินแดนแคว้นบาสก์
การยืนหยัดความเป็นชาตินิยมแคว้นบาสก์ ส่วนหนึ่งก็เพราะการเมืองในประเทศยินยอมให้อิสรภาพในการแสดงออกโดยไม่ผิดกฎหมาย หลังจากการต่อสู้และเรียกร้องมาอย่างยาวนาน
แอธเลติก บิลเบา วางแนวทางการพัฒนาฟุตบอลของตัวเองด้วยการใช้นักเตะจากแควันบาสก์หรือที่เกี่ยวข้องเท่านั้น โดยมีกลไกสำคัญคืออะคาเดมี่ที่ผลิตนักเตะจากท้องถิ่น ทั้งที่มีประชากรเพียง 2.2 ล้านคน แต่ก็ไม่ทำให้สโมสรยากลำบากต่อการทำผลงานมากนัก ว่ากันว่า มีต้นตอมาจากการแข่งขันในถ้วยโคปาเดลเรย์แล้วพบว่า มีการใช้นักเตะต่างชาติสำหรับบิลเบาจนเกิดการประท้วงจากทีมเรอัลโซเซียดาดเพื่อร่วมแคว้นเมื่อปี 1911 ทำให้ในปีต่อมาสมาคมฟุตบอลจึงออกกฎให้มีเฉพาะนักฟุตบอลที่เป็นพลเมืองสเปนเท่านั้นที่มีสิทธิ์แข่งขัน ต่อมากฎนี้ได้เปลี่ยนไป แต่บิลเบายังคงยึดเช่นนี้อยู่ดังที่ปรากฏปรัชญาของสโมสรที่ว่า “Con cantera y afici?n, no hace falta importaci?n” (แปลได้ทำนองว่า ด้วยอะคาเดมี่ที่มีและแฟนบอล จะนำเข้านักเตะอื่นมาทำไม)
อย่างไรก็ตาม บิลเบามีข้อครหาว่า ด้วยความที่เป็นทีมใหญ่และมีความมั่นคงกว่า ก็ได้ทำการกวาดนักเตะเยาวชนในแคว้นไปอยู่กับทีมตัวเองได้มากกว่าเพื่อนร่วมแคว้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีปัญหากับโอซาซูนา หรือเรอัลโซเซียดาด รวมไปถึงสโมสรระดับเยาวชนอิสระทั่วภูมิภาค กระแสชาตินิยมบาสก์ส่งผลต่อแนวปฏิบัติที่เสี่ยงต่อการเลือกปฏิบัติต่อเชื้อชาติไปด้วย เมื่อพบว่าบิลเบาแทบจะไม่มีนักเตะผิวดำในทีม หรือกระทั่งในฐานะลูกจ้างของสโมสรเลย
ในด้านการบริหาร แฟนบอลจะมี 2 ช่องทางในการมีส่วนร่วมก็คือ สมาชิกเต็มรูปแบบ (Socio) และสมาชิกทั่วไป
ระบบ Socio ได้สะท้อนความเป็นประชาธิปไตยแบบตัวแทนในองค์กรได้ดี ผู้เป็น Socio มีสิทธิ์ในการลงคะแนนแบบ 1 คน 1 เสียง เพื่อเลือกตั้งประธานสโมสรและคณะกรรมการบริหารทุกๆ 4 ปี ที่สำคัญ ผู้ดำรงตำแหน่งจะเป็นอาสาสมัครไม่ได้รับเงินใดๆ จากการทำหน้าที่ การจัดประชุมสมัชชาใหญ่จะเกิดขึ้นจากตัวแทนของสมาชิกที่ได้รับเลือก (Socios Compromisarios) จำนวน 1,200 คน ลงมติอนุมัติงบประมาณประจำปี และปรับปรุงข้อบังคับสโมสร ไม่ต่างจากรัฐสภาที่ทำหน้าที่นิติบัญญัติที่เราคุ้นเคยกัน
สโมสรเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร ไม่มีการซื้อขายหุ้น จึงไม่มีการปันผลให้ผู้ถือหุ้น เงินที่ได้จากการทำธุรกิจ การถ่ายทอดสด หรือขายนักเตะจะนำมาลงทุนพัฒนาสโมสร, ศูนย์ฝึกเยาวชน และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ และการที่จะได้เป็น Socio นั้นจำกัดมาก เพราะผูกอยู่กับจำนวนที่วางไว้ตายตัว นั่นคือ ราว 44,000 คน หากจะสมัครต้องไปลงทะเบียนในบัญชีรอคอย (Lista de Espera) แต่อาจต้องรอนานเนื่องจากอัตราลาออกต่ำมาก อีกวิธีก็คือการรับโอนสิทธิ์จากครอบครัว สำหรับเยาวชนจะมีตั๋วปีเยาวชน ให้คนรุ่นใหม่ในแคว้น อายุ 14-28 ปี ซื้อตั๋วปีเยาวชนในโซนเฉพาะกลุ่มนี้จะได้รับสิทธิ์ขยับเป็น Socio เมื่อมีโควต้าเปิดรับ ในเงื่อนไขที่ว่าเข้าชมในนามไม่ต่ำกว่า 80%
แอธเลติก บิลเบา ยังเป็น 1 ใน 4 สโมสรที่ไม่ถูกกฎหมายกีฬาเล่นงานเพื่อเปลี่ยนสภาพไปเป็นบริษัทกีฬา แต่ยังคงเป็นสโมสรที่สมาชิกยังเป็นเจ้าของอยู่ อันเนื่องมาจากพระราชบัญญัติกีฬาสเปน 1990 ที่บังคับให้สโมสรฟุตบอลอาชีพจดทะเบียนเป็นบริษัททางกีฬา ด้วยเหตุด้านการตรวจสอบบัญชีทางการเงินของแต่ละแห่ง แต่ปัญหาคือ มีข้อยกเว้นสำหรับ 4 สโมสร อันได้แก่ เรอัล มาดริด, บาร์เซโลนา, โอซาซูนา และแอธเลติก บิลเบา เพราะสโมสรเหล่านี้ยังควบคุมงบดุลการเงินได้โดยไม่น่าเป็นห่วง ซึ่งยังทำให้ทั้ง 4 สโมสรสามารถดำรงโครงสร้างสโมสรที่ความเป็นเจ้าของขึ้นอยู่กับระบบสมาชิก ขณะที่ฝ่ายบริษัททางกีฬาถูกครองโดยผู้ถือหุ้น วิธีการเช่นนี้ทำให้สโมสรที่เหลือถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่า จนนำมาซึ่งการถกเถียงคณะกรรมาธิการยุโรปและศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรปตัดสินว่า กฎหมายปี 1990 นั้นไม่เป็นธรรม จนยกเลิกในปี 2022 ได้ยกเลิกการบังคับการแปลงสภาพเป็นบริษัทจำกัด
กระแสท้องถิ่นนิยมในสโมสรฟุตบอลไทยที่พอจะเทียบกันได้ใกล้เคียงกันที่สุดก็คือ สโมสรปัตตานี เอฟซี ในประเด็นการกล่าวถึงอำนาจการปกครองตัวเอง การให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ของตนอย่างเข้มข้น ในขณะที่เป็นที่หวาดระแวงจากรัฐไทยว่าจะพยายามแบ่งแยกดินแดน ฤดูกาล 2026 เป็นครั้งแรกที่ปัตตานีได้ขึ้นมายังลีกสูงสุด และได้สร้างปรากฏการณ์สนามแตก สนามเต็มในหลายนัด เพียงแต่เรายังไม่เห็นสัญลักษณ์และข้อความทางการเมืองที่ถูกแสดงออกมา แต่อาจเป็นเรื่องที่ยากลำบากยิ่งหากมันเกิดขึ้นในบ้านเรา
