คอลัมน์ เมือง เรื่อง มาก
อภิวัฒน์ รัตนวราหะ

ตามตรอกซอกซอยในเมืองทั่วประเทศไทย เรามักเจอแมวอยู่ประเภทหนึ่งที่ตอบยากว่าเป็นแมวของใคร

ตอนเช้ามันจะมานั่งรออยู่หน้าร้านข้าวแกง แม่ค้าตักเศษปลาใส่ชามให้ ตอนบ่ายไปนอนใต้รถของบ้านถัดไป พอตกเย็น พี่ยามของอาคารข้างๆ เทอาหารเม็ดไว้ให้ บางตัวมีคนพาไปทำหมัน ฉีดวัคซีน หรือช่วยออกค่ารักษาเวลาป่วย ถ้าหายไปสองสามวันก็มีคนถามหา

ชื่อของแมวตัวหนึ่งอาจเปลี่ยนไปตามคนที่ให้อาหารและคนที่เล่นด้วย

แต่ถ้าถามว่าใครเป็นเจ้าของแมวตัวนั้น โดยมากก็ไม่มีใครยกมือ

แมวแบบนี้ไม่เหมือนแมวในบ้านหรือคอนโดฯ ที่มีเจ้าของชัดเจน มีสมุดวัคซีน ฝังไมโครชิป และนอนอยู่ในห้องแอร์

แต่ก็ไม่ใช่แมวจรในความหมายที่ว่าไม่มีใครสนใจไยดี เพราะมันมีคนดูแล เพียงแต่ไม่มีใครดูแลทั้งหมดและตลอดเวลา

คำว่า “แมวชุมชน” จึงพอจะใช้อธิบายได้ คนหนึ่งให้อาหาร อีกคนพาไปทำหมัน ร้านหนึ่งยอมให้มันนอนหน้าร้าน คนอีกบ้านคอยสังเกตว่าช่วงนี้มันผอมลงหรือเดินกะเผลกหรือไม่

ตราบใดที่แมวยังนอนเล่นอยู่ใต้รถเฉยๆ เรื่องนี้ก็ดูไม่มีอะไรซับซ้อน ปัญหาเริ่มยากขึ้นเมื่อมันไปถ่ายมูลหน้าบ้านคนอื่น ข่วนเด็ก หรือสร้างความเสียหายบางอย่าง

ตอนนั้นเอง คำถามว่า “แมวของใคร” จะไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อีกต่อไป

คนที่ให้อาหารทุกวันถือเป็นเจ้าของหรือไม่

คนที่พาไปหาหมอต้องรับผิดชอบหรือเปล่า

ถ้ามีสี่ห้าคนช่วยกันดูแล ความรับผิดชอบควรตกอยู่ที่ใคร

หลายครั้ง สิทธิ์ที่ไม่เป็นทางการจะมองไม่เห็นตราบใดที่ทุกคนยังพออยู่ร่วมกันได้ แต่จะเริ่มเห็นชัดก็ตอนที่เกิดความขัดแย้งขึ้น

เรื่องแมวทำให้นึกถึงของอีกหลายอย่างในเมืองที่อาจตอบได้ง่ายในทางกฎหมาย แต่ตอบยากกว่าในชีวิตจริง

พื้นที่ริมถนนหน้าตึกแถวเป็นตัวอย่างหนึ่ง ตามกฎหมายเจ้าของบ้านไม่ได้เป็นเจ้าของถนนหน้าบ้าน แต่เราก็มักเห็นเก้าอี้พลาสติก กรวย กระถางต้นไม้ หรือป้ายห้ามจอดวางอยู่เต็มเมือง

คนในละแวกนั้นมักรู้ด้วยว่าใครจอดตรงไหนได้ ใครไม่ควรเข้ามาจอด แม้ไม่มีเส้นไหนลากไว้ในโฉนด

แผงค้าบนทางเท้าก็คล้ายกัน แม่ค้าบางคนขายตรงจุดเดิมมานานหลายปี ร้านข้างๆ รู้ว่าตรงไหนเป็นพื้นที่ของใคร ลูกค้าก็รู้ว่าจะไปหาเจอที่ไหน

แต่สิทธิ์นั้นไม่ได้มาจากการเป็นเจ้าของทางเท้า แต่ค่อยๆ เกิดจากการใช้ซ้ำ การยอมรับของคนรอบข้าง และบางครั้งจากการที่หน่วยงานรัฐยอมให้ใช้หรือเข้ามาจัดระเบียบเป็นครั้งคราว

เจ้าของห้องแถวบางคนถึงกับคิดค่าเช่าพื้นที่สาธารณะตรงหน้าอาคารของตัวเองเสียด้วยซ้ำ

ในทางกลับกัน ซอยบางซอยยังเป็นที่ดินเอกชน แต่คนทั่วไปใช้เป็นทางสัญจรมานานจนในชีวิตประจำวันแทบไม่ต่างจากถนนสาธารณะ

ชุมชนหลายแห่งตั้งอยู่บนที่ดินของรัฐ คนที่อยู่ไม่มีกรรมสิทธิ์เต็มรูปแบบ แต่สร้างบ้าน ลงทุนกับพื้นที่ เลี้ยงลูกหลาน และอยู่กันมาหลายสิบปี

คำว่า “ที่ดินไม่ใช่ของเขา” จึงอธิบายความสัมพันธ์ทั้งหมดระหว่างคนกับสถานที่นั้นไม่ได้

เมืองจริงๆ มีเรื่องแบบนี้เต็มไปหมด สิทธิ์ชุดหนึ่งอยู่ในโฉนด ทะเบียน และตัวบทกฎหมาย อีกชุดหนึ่งเกิดจากการใช้จริง ใครอยู่ตรงไหนมานาน ใครดูแล ใครควบคุม ใครได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง สิทธิ์สองชุดนี้บางครั้งตรงกัน บางครั้งไม่ตรงกันเลย

แมวชุมชนก็อยู่ในช่องว่างคล้ายกัน แม้ไม่มีใครถือเอกสารว่าเป็นเจ้าของ แต่คนในพื้นที่อาจมีสิทธิ์บางอย่างเหนือชีวิตของมันอยู่จริง

คนให้อาหารตัดสินใจว่าแมวจะกินอะไร

คนพาไปทำหมันตัดสินใจเรื่องสุขภาพ

ร้านค้าที่มันนอนอยู่ทุกวันอาจห้ามคนอื่นไล่ตีมัน

คนในซอยอาจไม่ยอมให้คนนอกมาจับมันไป

แต่พอถามเรื่องความรับผิดชอบ ทุกอย่างเริ่มไม่ชัด

กฎหมายไทยเองก็สะท้อนความคลุมเครือนี้อยู่เหมือนกัน

แม้คดีที่มีอยู่ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องสุนัข ศาลปกครองสูงสุดเคยวินิจฉัยว่า การให้อาหารสัตว์จรจัดเป็นประจำไม่ควรทำให้คนคนนั้นกลายเป็นเจ้าของโดยอัตโนมัติ เพราะการจัดการสัตว์จรจัดเป็นหน้าที่ของหน่วยงานท้องถิ่นด้วย

แต่ในอีกคดีหนึ่ง ศาลฎีกาก็เคยให้ผู้ที่ดูแลสุนัขมาเป็นเวลานานรับผิด เมื่อพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่ามีการเลี้ยงดูและควบคุมในลักษณะใกล้เคียงเจ้าของ เส้นแบ่งจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครให้อาหาร แต่อยู่ที่ว่าคนนั้นมีบทบาทดูแลและควบคุมชีวิตของสัตว์มากน้อยเพียงใด

และถ้าเป็นสัตว์จรจัดจริงๆ ความรับผิดก็ไม่ได้หายไปทั้งหมด เพราะหน่วยงานท้องถิ่นยังมีหน้าที่จัดการปัญหาสัตว์จรจัด และอาจต้องรับผิดหากละเลยจนเกิดความเสียหาย

เรื่องนี้ยิ่งเห็นชัดขึ้นเมื่อกรุงเทพมหานครเริ่มใช้ระบบจดทะเบียนและฝังไมโครชิปสุนัขและแมวมากขึ้น ระบบแบบนี้เหมาะกับสัตว์ที่มีเจ้าของชัดเจน แต่กับแมวที่กินข้าวบ้านหนึ่ง นอนอีกบ้านหนึ่ง แล้วมีคนสามสี่คนช่วยกันดูแล คำว่า “เจ้าของ” ก็เริ่มคลุมเครือและคับแคบไป

ความท้าทายคือ ถ้าเราเปิดพื้นที่ให้ความคลุมเครือมากเกินไปก็ใช่ว่าทุกอย่างจะดี คนหนึ่งอาจให้อาหารแมวสิบตัวทุกคืนเพราะสงสาร แล้วกลับบ้านไปนอนอีกซอยหนึ่ง ส่วนบ้านข้างๆ ต้องล้างมูลทุกเช้า ร้านอาหารต้องคอยกันไม่ให้แมวขึ้นโต๊ะ คนที่ไม่ชอบสัตว์ต้องฟังเสียงร้องตอนกลางคืน คนหนึ่งได้ความสบายใจจากการให้อาหาร แต่อีกหลายคนอาจเป็นฝ่ายรับภาระ

ภาพแบบนี้ไม่ได้ต่างจากเก้าอี้หรือกรวยที่เอามาวางจองถนนหน้าบ้านมากนัก เจ้าของบ้านได้ที่จอดรถประจำ แต่คนอื่นเสียพื้นที่ส่วนรวมไป

แผงค้าบนทางเท้าก็มีทั้งสองด้าน ร้านหนึ่งอาจทำให้ถนนมีชีวิตและช่วยให้คนในละแวกมีของกินราคาถูก

แต่ถ้าทางเดินถูกบีบจนคนแก่หรือคนใช้รถเข็นผ่านไม่ได้ คนที่ได้ประโยชน์กับคนที่รับต้นทุนก็เป็นคนละกลุ่มกัน

ตรงนี้เองที่เรื่องสิทธิ์แบบไม่เป็นทางการเริ่มยาก

ดังนั้น เราไม่ควรสรุปว่าสิทธิ์ที่เกิดขึ้นเองในชีวิตประจำวันเป็นสิ่งผิดทั้งหมด เพราะกิจกรรมจำนวนมากในเมืองอยู่ได้ด้วยข้อตกลงที่ไม่เคยเขียนลงในกฎหมาย

แต่ก็ไม่ควรคิดว่าอะไรที่ทำกันมานานแล้วย่อมสมควรได้รับการยอมรับเสมอไป

บางอย่างช่วยให้คนอยู่ร่วมกันได้ บางอย่างคือการกันของส่วนรวมมาใช้เป็นของตน

ในกรณีแมวชุมชน ถ้าคนในซอยช่วยกันให้อาหาร พาไปทำหมัน ฉีดวัคซีน ควบคุมจำนวน รักษาความสะอาด และมีคนคอยจัดการเมื่อเกิดปัญหา การดูแลแบบนี้ก็มีประโยชน์จริง

การบังคับให้ต้องหาเจ้าของเพียงคนเดียวอาจไม่ได้ช่วยอะไร แถมอาจทำให้คนที่เคยช่วยดูแลไม่อยากยุ่ง เพราะกลัวว่าพอให้อาหารแล้วจะต้องรับผิดชอบทุกอย่าง

แต่ถ้ามีเพียงคนเทอาหารไว้ทุกเย็น โดยไม่สนใจว่ามีแมวเพิ่มขึ้นกี่ตัว ไม่เก็บเศษอาหาร และไม่รับผิดชอบต่อผลกระทบที่ตามมา การเรียกแมวนั้นว่าแมวของชุมชนก็ดูจะโลกสวยเกินไปหน่อย

คำว่า “ชุมชน” ไม่ควรกลายเป็นทางหนีของความรับผิดชอบ

ขณะเดียวกัน คำว่า “เจ้าของ” ก็อาจไม่ใช่คำเดียวที่ใช้จัดการเรื่องนี้ได้ดีทั้งหมด

ปัญหาจึงไม่ใช่ว่าสิทธิ์แบบไม่เป็นทางการควรหายไป หรือทุกอย่างต้องถูกทำให้เป็นทางการทั้งหมด

คำถามคือ สิทธิ์แบบไหนควรได้รับการยอมรับ


และแบบไหนเป็นเพียงการเอาประโยชน์ไว้กับตัวเอง แล้วโยนภาระให้คนอื่น

ปัญหานี้คงแก้ด้วยคำสั่งจากภาครัฐไม่ได้ทั้งหมด เพราะสิทธิ์แบบนี้เกิดขึ้นในระดับซอยและละแวกบ้าน คนในพื้นที่มักรู้ว่าใครใช้ตรงไหน ใครดูแลอะไร และใครได้รับผลกระทบ
จึงน่าจะต้องมีการพัฒนากลไกระดับเล็กๆ ที่ช่วยให้คนในพื้นที่ตกลงกันได้จริง

อาจเป็นคณะกรรมการชุมชน กลุ่มผู้ค้า นิติบุคคล หรือกลุ่มคนในซอยที่หน่วยงานท้องถิ่นรับรู้และช่วยไกล่เกลี่ยเมื่อจำเป็น

การให้คนในพื้นที่จัดการกันเองก็ไม่ได้หมายความว่ากติกาที่ออกมาจะเป็นธรรมเสมอไป

คนที่อยู่มานาน เจ้าของที่ดิน หรือผู้ค้าที่มีอิทธิพลอาจมีเสียงมากกว่าผู้เช่า คนเดินผ่าน หรือคนที่เพิ่งย้ายเข้ามา

กติกาของละแวกบ้านจึงไม่ควรมีแต่เสียงของคนที่มีอำนาจอยู่ก่อนแล้ว คนที่รับผลกระทบก็ควรมีที่ยืนอยู่ในวงเจรจาด้วย กลไกแนวนี้น่าจะใช้ได้กับแมว แผงค้า ที่จอดรถหน้าบ้าน ทางเดิน และพื้นที่อีกมากมายในเมือง

เมืองอยู่ได้ด้วยกฎหมายที่ใช้ไปพร้อมกับกติกาเล็กๆ ที่คนสร้างขึ้นจากการอยู่ร่วมกันทุกวัน

กติกาที่ดีจึงไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนทำตามมานาน

แต่เป็นกติกาที่คนได้ประโยชน์และคนต้องรับภาระยังมีช่องทางและโอกาสกลับมาต่อรองกันได้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

แมวชุมชน
โดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมแล้วหรือทำธุรกิจกับเมียนมา
หรือเราหลงเข้าสงครามโลกครั้งที่ 3 แล้ว?
การเมืองท้องถิ่นฝ่ายก้าวหน้าของแคนาดา
มหาวิทยาลัยกับปัญญาประดิษฐ์
หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางบรรจบเพื่อการพัฒนาร่วมกัน
หลังผลการเลือกตั้งอิสราเอลยังไม่เปลี่ยนแปลง
หอไอเฟลลุกเป็นไฟ | กวีกระวาด : วรากรณ์ พูลสวัสดิ์
ยิ้มไม่ย้อม
ไฟที่ไม่เคยมอด | กวีกระวาด : มีนา ฟ้าศุกร์
นกจร | เรื่องสั้น : สุชาติ สุขประสิทธิ์
ถึงเวลาที่หนุ่มสาวต้องปกป้องอนาคตตนเอง