กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น
ผมเกาะติดเรื่องสงครามหลายสมรภูมิเช้ายันค่ำ…จนเริ่มจะสงสัยจริงๆ ว่านี่คือ “สงครามที่กระจายตัวไปทั่วโลก” แล้วจริงๆ
แม้จะยังไม่เข้านิยามคำว่า “สงครามโลกครั้งที่ 3” ก็ตาม
ใช่ ยังไม่มีใครประกาศว่ามันคือ “สงครามโลก”
แต่ก็เริ่มเชื่อว่ามันเข้าสู่ช่วงที่น่ากังวลมากๆ ว่ามันไม่ใช่การสู้รบแบบแยกส่วนอีกต่อไป
พอโฆษกกระทรวงต่างประเทศกาตาร์ออกมาเตือนว่า ถ้าประเทศต่างๆ ไม่ช่วยกันระงับเหตุร้ายที่กำลังขยายตัวอย่างน่าตกใจ “เราอาจจะอยู่ในปีแรกของสงครามโลกครั้งที่ 3 แล้วก็เป็นได้”
ผมก็เข้าสู่โหมด “ตื่นตระหนก” ขึ้นมาโดยพลัน
ยิ่งวันยิ่งชัดว่าความขัดแย้งหลายสมรภูมิกำลังเชื่อมโยงกัน จนอาจไม่มีใครควบคุมสถานการณ์ได้
หากเกิดความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว!
ไม่ใช่เรื่องยากที่จะ “เชื่อมจุดต่างๆ” หรือ connect the dots ของจุดการสู้รบแล้วเห็นภาพน่าตกใจ
สงครามในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น เรือสินค้าต้องเปลี่ยนเส้นทาง ขณะที่สงครามรัสเซีย-ยูเครนยังไม่จบ ความตึงเครียดระหว่างจีนกับสหรัฐรอบไต้หวันยังคุกรุ่น และมหาอำนาจต่างเร่งสะสมอาวุธราวกับกำลังเตรียมรับมือกับสงครามครั้งใหญ่
ใช่ ผู้นำประเทศเหล่านี้ยังพูดถึง “สันติภาพ” แต่การตัดสินใจทางทหารและการต่างประเทศกลับเพิ่มความหวาดระแวงระหว่างกัน
ผมเริ่มถามตัวเองอย่างจริงจังว่า เรากำลังหลงเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 โดยไม่รู้ตัวหรือไม่?
พอดีสัปดาห์ก่อนได้อ่านบทความใน Financial Times เรื่อง “Are we sleepwalking into WW3?” หรือ “เรากำลังเดินละเมอเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 อยู่หรือเปล่า?”
เป็นการเตือนให้เรามองความเสี่ยงจากความขัดแย้งหลายพื้นที่และการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจอย่างจริงจัง
คำว่า sleepwalking มีความหมายที่น่ากลัว เพราะหมายถึงการเดินไปข้างหน้าโดยไม่ตระหนักว่ากำลังมุ่งหน้าไปสู่อะไร
ไม่มีใครจำเป็นต้องตั้งใจเริ่มสงครามโลก แต่การตัดสินใจของแต่ละฝ่ายอาจรวมกันจนสร้างผลลัพธ์ที่ไม่มีใครต้องการ
แต่การตั้งคำถามอย่างนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าสงครามโลกครั้งที่ 3 เกิดขึ้นแล้ว หรือสงครามทุกแห่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนเดียวกัน
ประเด็นของผมคือ ความขัดแย้งเหล่านั้นกำลังเชื่อมโยงกันมากขึ้นทุกที
คำถามใหญ่คือ โลกยังสามารถหยุดยั้งการลุกลามได้หรือไม่
ผมยก 3 สมรภูมิที่ผมติดตามข่าวคราวทุกวันดังนี้
สมรภูมิแรก : ยุโรป
สงครามรัสเซีย-ยูเครนไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ เพราะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของยุโรปและบทบาทของนาโต ซึ่งมีสหรัฐเป็นแกนนำ
ความเสี่ยงสำคัญคือ ถ้ารัสเซียปะทะกับประเทศสมาชิกนาโตโดยตรง สหรัฐและพันธมิตรจะตอบสนองอย่างไร
เหตุการณ์ที่ดูเหมือนจำกัดวง เช่น โดรนละเมิดน่านฟ้า การโจมตีทางไซเบอร์ หรือการเสียชีวิตของทหารจากเหตุปะทะชายแดน อาจกลายเป็นแรงกดดันให้รัฐบาลต้องตอบโต้เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของตน
รัสเซียอาจเชื่อว่าตัวเองกำลังป้องกันภัยคุกคามจากตะวันตก
ขณะที่นาโตอาจเห็นว่าต้องแสดงความเด็ดขาดเพื่อไม่ให้รัสเซียทดสอบขีดจำกัดต่อไป
ทั้งสองฝ่ายอาจคิดว่ากำลังป้องกันสงคราม แต่กลับทำให้โอกาสเกิดสงครามสูงขึ้น
สมรภูมิที่สอง : ตะวันออกกลาง
ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่านมีความสำคัญนอกเหนือจากพื้นที่ตะวันออกกลาง เพราะเกี่ยวข้องกับแหล่งพลังงานและเส้นทางเดินเรือที่เศรษฐกิจโลกต้องพึ่งพา
หากช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญ เกิดการหยุดชะงัก (ซึ่งก็เกิดขึ้นแล้ว) ผลกระทบจะส่งผ่านไปถึงราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต และราคาสินค้าทั่วโลก
แต่ความเสี่ยงที่ใหญ่กว่าราคาน้ำมันคือ การที่ประเทศอื่นอาจถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้ง
หากมีการโจมตีฐานทัพสหรัฐในประเทศอาหรับ หรือเกิดเหตุที่ทำให้ทหารของประเทศที่สามเสียชีวิต รัฐบาลเหล่านั้นอาจถูกกดดันให้ตอบโต้ จนสงครามระดับภูมิภาคขยายวงกว้างขึ้น
สมรภูมิที่สาม : เอเชีย
ช่องแคบไต้หวันเป็นอีกจุดเสี่ยงสำคัญ จีนถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน และไม่ตัดความเป็นไปได้ในการใช้กำลัง ขณะที่สหรัฐสนับสนุนความสามารถในการป้องกันตนเองของไต้หวัน
หากเกิดการปิดล้อมหรือการปะทะทางทหาร คำถามจะไม่ได้จำกัดอยู่ที่จีนกับไต้หวัน แต่รวมถึงว่าสหรัฐจะเข้าแทรกแซงหรือไม่ ญี่ปุ่นจะมีบทบาทอย่างไร และประเทศอื่นในอินโด-แปซิฟิกจะตัดสินใจเช่นไร
ถ้าจีนกับสหรัฐเผชิญหน้ากันโดยตรง ผลกระทบจะรุนแรงทั้งด้านความมั่นคง เทคโนโลยี การค้า และห่วงโซ่อุปทานโลก
แต่ความตึงเครียดไม่ได้หมายความว่าสงครามจะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งจีนและสหรัฐยังมีเหตุผลมากมายที่จะหลีกเลี่ยงความเสียหายจากการทำสงครามเต็มรูปแบบ
เมื่อทุกฝ่ายสะสมอาวุธเพราะกลัวกันและกัน
แต่มันมี “อาการน่าเป็นห่วง” อีกมิติหนึ่งคือ ความร่วมมือที่แน่นแฟ้นขึ้นระหว่างรัสเซีย จีน อิหร่าน และเกาหลีเหนือ
แม้แต่ละประเทศจะมีเป้าหมายและผลประโยชน์ต่างกัน แต่ความร่วมมือด้านอาวุธ เทคโนโลยี และการทูตอาจเพิ่มความสามารถในการเผชิญหน้ากับสหรัฐและพันธมิตร
ขณะเดียวกัน สหรัฐก็มีเครือข่ายพันธมิตรของตนเอง ทั้งนาโต ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย
สถานการณ์นี้อาจทำให้โลกเข้าสู่วงจรที่เรียกว่า “กับดักความมั่นคง”
มันคือการเดินหลงเข้าไปในทางคับแคบที่สร้างความระแวงต่อกันเป็นวงจรแห่งความชั่วร้าย
ผมซื้อปืนเพราะกลัวคุณ คุณเห็นผมซื้อปืนก็ซื้อเพิ่ม เพราะกลัวว่าผมจะยิงคุณ เมื่อผมเห็นคุณมีปืนมากขึ้น ผมก็ยิ่งเชื่อว่าตัวเองต้องมีอาวุธมากกว่าเดิม
สุดท้ายทุกฝ่ายมีอาวุธมากขึ้น แต่กลับรู้สึกปลอดภัยน้อยลง
ความไม่ไว้วางใจแบบนี้แหละยิ่งอันตราย เมื่อผู้นำเริ่มมองว่าการถอยคือความพ่ายแพ้ และการประนีประนอมคือการเปิดโอกาสให้คู่แข่งได้เปรียบ
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนอาวุธในคลังแสงเท่านั้น แต่อยู่ที่ว่าผู้นำยังสามารถตัดสินใจอย่างมีเหตุผล และรักษาช่องทางเจรจากับฝ่ายตรงข้ามได้หรือไม่
ยิ่งพิจารณาแง่การสะสมอาวุธนิวเคลียร์ยิ่งน่าตกใจ เพราะหากเกิดความผิดพลาดในการตัดสินใจ โลกอาจไม่มีโอกาสแก้ตัวครั้งที่สอง!
ถ้าเกิดขึ้นจริง สงครามโลกครั้งที่ 3 จะแตกต่างจากสงครามโลกครั้งก่อนอย่างสิ้นเชิง
เพราะมหาอำนาจมีอาวุธนิวเคลียร์ที่สามารถทำลายล้างบ้านเมืองและประชากรจำนวนมหาศาลได้
หลักการยับยั้งด้วยนิวเคลียร์ตั้งอยู่บนความเชื่อว่า ไม่มีฝ่ายใดกล้าโจมตี หากรู้ว่าตนจะถูกตอบโต้จนได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง
แต่ระบบนี้ไม่ได้รับประกันความปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ ความผิดพลาดในการแจ้งเตือน การตีความการเคลื่อนกำลังทหารผิด หรือการสื่อสารที่ล้มเหลว อาจทำให้ผู้นำตัดสินใจภายใต้ความกดดันอย่างร้ายแรง
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่ผู้นำที่ตั้งใจเริ่มสงครามนิวเคลียร์ แต่เป็นผู้นำที่คิดว่าตนสามารถใช้กำลังเพียงเล็กน้อยเพื่อบังคับให้อีกฝ่ายถอย โดยเชื่อว่าจะควบคุมการตอบโต้ได้
เมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมถอย การตอบโต้ก็อาจเพิ่มระดับขึ้นเรื่อยๆ จนทุกฝ่ายไม่แน่ใจว่าจะหยุดตรงไหน
นี่คือเหตุผลที่ช่องทางสื่อสารทางทหาร การเจรจา และข้อตกลงควบคุมอาวุธยังจำเป็น แม้มหาอำนาจจะไม่ไว้วางใจกันก็ตาม
กลับมาคำถามที่ชวนขนลุก : แล้วเรากำลังอยู่ในสงครามโลกครั้งที่ 3 แล้วหรือยัง?
คำตอบอย่างตรงไปตรงมาคือ เรายังไม่ควรสรุปว่าสงครามโลกครั้งที่ 3 เกิดขึ้นแล้ว
สงครามหลายแห่งที่เกิดพร้อมกันไม่ได้แปลว่าเป็นสงครามโลกโดยอัตโนมัติ
เราต้องพิจารณาว่า มหาอำนาจเข้าร่วมรบโดยตรงมากน้อยเพียงใด ความขัดแย้งเชื่อมโยงกันอย่างไร และระบบระหว่างประเทศยังมีความสามารถในการยับยั้งการลุกลามหรือไม่
แต่ก็ประมาทไม่ได้เป็นอันขาด เพราะหากความขัดแย้งในยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชียเกิดการยกระดับพร้อมกัน ความสามารถของมหาอำนาจในการจัดการวิกฤตหลายแห่งก็อาจถูกจำกัดลง
ความขัดแย้งหนึ่งอาจเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายทดสอบขีดจำกัดในอีกภูมิภาค ขณะที่การตอบโต้เพื่อรักษาความน่าเชื่อถืออาจทำให้สถานการณ์ยิ่งบานปลาย
ที่ผมกลัวจริงๆ คือ ไม่ใช่ว่าทุกฝ่ายวางแผนทำสงครามโลก แต่คือการที่ทุกฝ่ายอาจตัดสินใจในสิ่งที่ตนคิดว่าจำเป็น จนผลรวมของการตัดสินใจเหล่านั้นนำไปสู่สงครามที่ไม่มีใครควบคุมได้
ผมย้อนกลับไปอ่านบทวิเคราะห์ของ Financial Times เรื่อง “เรากำลังเดินละเมอเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 อยู่หรือเปล่า?” ก็ยิ่งทำให้ต้องมาตั้งหลักคิดใหม่
ใช่ เราไม่ควรมองเป็นคำทำนายว่าสงครามโลกจะเกิดขึ้นแน่นอน แต่เป็นคำเตือนให้เราตระหนักว่าความขัดแย้งหลายแห่งอาจเชื่อมโยงกันจนสร้างความเสี่ยงที่ใหญ่กว่าผลรวมของแต่ละสมรภูมิ
ประวัติศาสตร์สอนเราว่า สงครามใหญ่ไม่ได้เกิดจากความเกลียดชังเพียงอย่างเดียว แต่เกิดได้จากการคำนวณผิดพลาด ความหวาดระแวง ระบบพันธมิตรที่ซับซ้อน และการที่ผู้นำเชื่อว่าตนสามารถควบคุมผลลัพธ์ของการใช้กำลังได้
ผมได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าโลกยังมีทางเลือก มหาอำนาจยังสามารถเจรจา ลดความตึงเครียด และสร้างข้อตกลงเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะโดยตรงได้
ฉะนั้น สิ่งที่โลกต้องการจึงไม่ใช่เพียงผู้นำที่แสดงความแข็งแกร่ง แต่ต้องเป็นผู้นำที่รู้ว่าเมื่อไรควรเด็ดขาด และเมื่อไรควรหยุดก่อนที่สถานการณ์จะเลยจุดควบคุมได้
บางที เรื่องที่อันตรายที่สุดอาจไม่ใช่วันที่ผู้นำประกาศสงคราม แต่เป็นวันที่ทุกฝ่ายเชื่อว่าตัวเองกำลังทำสิ่งที่จำเป็นเพื่อรักษาสันติภาพ ทั้งที่การตัดสินใจของพวกเขากำลังทำให้สันติภาพห่างไกลออกไปทุกที
นั่นคือความหมายของ sleepwalking into World War III – เราอาจไม่ได้ตั้งใจเดินไปสู่สงคราม แต่หากไม่รู้ตัวว่ากำลังเดินไปทางไหน วันที่เราตื่นขึ้นมาอาจเป็นวันที่สายเกินไปแล้ว!
