bg-single

คุยกับ “ป๋าเต็ด ยุทธนา” ว่าด้วย “วัฒนธรรมลอกเพลง” จาก “อดีต” ถึง “ปัจจุบัน” ลอกอย่างไร? – อย่างไรไม่ลอก?

08.08.2018

จากคอลัมน์เปลี่ยนผ่านในมติชนสุดสัปดาห์ และบทสัมภาษณ์ใน FEED เผยแพร่ครั้งแรก เมษายน 2561

“การก๊อบปี้หรือว่าการเอาของคนอื่นมา แล้วอ้างว่าเป็นของตัวเอง มันเป็นข้อหาที่ร้ายแรง มันเป็นสิ่งที่ผิดจรรยาบรรณ แล้วมันก็ผิดกฎหมายด้วย ดังนั้น มันเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ”

นี่คือคำตอบจาก “ยุทธนา บุญอ้อม” หรือ “ป๋าเต็ด” ผู้คร่ำหวอดในวงการดนตรีไทยสากลมาอย่างยาวนาน และปัจจุบันเป็นประธานบริษัท แก่น 555 จำกัด เมื่อถูกถามว่าเขามองเรื่องการลอกเพลงอย่างไร?

การ “ลอกเพลง” กลายเป็นประเด็นใหญ่และเป็นเรื่องถกเถียงในโลกโซเชียลก่อนหน้านี้ จากกรณีศิลปิน “The TOYS” ถูกสังคมกล่าวหาว่าลอกเพลงของศิลปินต่างประเทศชื่อดังวงหนึ่ง

จนทางค่ายต้นสังกัดต้องออกมาชี้แจงประเด็นดังกล่าวภายหลัง ว่า The TOYS ไม่ได้ทำการลอกเพลงแต่อย่างใด

ถ้ามองย้อนกลับไปตั้งแต่อดีต จะเห็นว่างานละเมิดลิขสิทธิ์ ทั้งการลอกทำนองหรือแม้แต่การนำเพลงต่างชาติมาแปลงนั้น เกิดขึ้นมาตั้งแต่ในยุคแรกๆ ของวงการเพลงไทยสากล และเป็นหัวข้อที่มีการถกเถียงกันมาจนถึงปัจจุบัน

ยุคทองแห่งการลอกเพลง

ป๋าเต็ดเล่าถึงยุคที่เขาเติบโตมาตั้งแต่ตอนเด็กๆ ว่า ถ้าย้อนกลับไปช่วงปี 70s-80s ยุคนั้นเป็นยุคที่การเอาเพลงต่างชาติมาใส่เนื้อไทยเป็นเรื่องไม่ผิด เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นในวงการ ที่สำคัญคือยุคนั้นกฎหมายลิขสิทธิ์ยังไม่เข้มงวดเท่าสมัยนี้ การลอกเพลงจึงเกิดขึ้นให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง

“ยุคนั้นนี่แบบโอ้โห มีหมดอะครับ เพลงจีนก็โดน เพลงแขกก็โดน เพลงฝรั่งนี่โดนเยอะอยู่แล้ว เป็นเรื่องธรรมดา ผมว่าเหตุนึงมันเป็นเพราะว่าคนไทยมีพื้นฐานดนตรีมาทางเพลงไทยเดิม ไปสู่เพลงพื้นบ้าน เพลงลูกทุ่งทั้งหลาย

“แต่พอเป็นเพลงสากล มันเหมือนเราต้องมาเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่ ทางเดินคอร์ดมันแปลกมาก ไม่เหมือนที่เราเคยแต่งมาเลย ดังนั้น ในช่วงแรก ผมเลยเชื่อว่ามันจึงต้องใช้ทางลัด ในเมื่อยังแต่งไม่ได้ ไม่รู้เอาคอร์ดอะไรมาต่อกันมันถึงได้เพราะขนาดนั้น ก็เอาทำนองของฝรั่งมาเลยก็แล้วกัน

“ดังนั้น มันจึงเกิดขึ้นเยอะมาก แล้วก็ได้รับความนิยมแพร่หลายมาก สำหรับผมเรียกว่าเป็นยุคทองของการลอกเพลงเลย คือมันมีทุกรูปแบบ มีตั้งแต่ลอกเลย ฟังแล้วรู้เลยว่าเอาเพลงนี้มา เมโลดี้เหมือน คอร์ดเหมือน ซาวด์เหมือน เปลี่ยนแค่เนื้อร้องเท่านั้นเอง” ป๋าเต็ดย้อนอดีต

เพลงแปลง-เพลงล้อ ท่ามกลางกฎหมายที่เพิ่งตั้งไข่

พอยุคสมัยเดินทางมาถึงช่วงปี 80s-90s แม้ช่วงนี้กฎหมายลิขสิทธิ์จะเริ่มเข้มงวดมากขึ้น แต่การลอกเพลงก็ยังไม่ได้ถูกเอาผิด ดังนั้น วิวัฒนาการด้านดนตรีจึงเติบโตขึ้นไปเป็นเพลงแปลงและเพลงล้อเลียน ซึ่งได้รับความนิยมสูง

ป๋าเต็ดเล่าว่า ช่วงที่เพลงแปลงได้รับความนิยม หากจะเรียกว่าเป็นยุคก็คงไม่เชิง แต่สมัยนั้นมีศิลปินแนวนี้เกิดขึ้นมากมาย แม้จะไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทว่า บรรดาศิลปินก็มีความรับผิดชอบโดยการระบุว่าเพลงเหล่านั้นเป็นเพลงแปลงหรือเพลงล้อเลียน

“มันจะมีช่วงหนึ่งที่จะมีศิลปินแบบบุญธรรม พระประโทน หรือป๋าเทพ โพธิ์งาม ก็คือเอาเพลงฝรั่งมาแปลงเนื้อเลย หรือเอาเพลงไทยมาแปลงเนื้อ เป็นลักษณะการล้อเลียน

“อันนั้นเราก็จะรู้สึกว่ามันคือการล้อเลียน ไม่ได้รู้สึกว่าเขาบอกว่าเขาแต่งเพลงนี้ แต่เขาจงใจบอกเลยว่าเขาเอาเพลงนี้มาล้อเลียนนะ มาแปลงเนื้อ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมแบบไทยๆ อีกแบบหนึ่ง” ป๋าเต็ดกล่าว

กระทั่งเวลาผ่านมาจนถึงช่วงต้นถึงกลางปี 2000 กระแสเพลงแปลงยังคงเป็นที่นิยมสูง มีศิลปินเกิดใหม่มากมาย

แต่ที่เด่นคงจะเป็น “นายครรชิตกับทิดแหลม” ที่นำเพลงดังของเหล่าศิลปินไทยมาแปลงเนื้อหาในเชิงติดตลก กับ “ใหญ่ ประสงค์ ตั้งตัว” ที่นำเพลงดังจากเหล่าศิลปินสากลมาแปลงเนื้อหาในเชิงติดตลกเช่นกัน

ผลงานในระยะนี้จะแตกต่างจากอดีต เพราะก่อนทำเพลงแปลงออกมาจะต้องมีการขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์อย่างถูกต้องเสียก่อน

“เรื่องเพลงแปลง ผมว่ามันเป็นไปได้ว่าเข้าสู่ยุคที่คนเริ่มเข้าไปฟังเพลงในผับ แล้ววงดนตรีในผับอาจจะเริ่มร้องเพลงแปลงเหล่านี้ ก็ทำให้เกิดการฮิตต่อเนื่องกันไป มันก็เลยเกิดกระแสการสร้างเพลงแปลงขึ้นมา แต่ก็สูญหายไป เพราะว่าของพวกนี้มันเป็นแค่กิมมิค มันไม่ยั่งยืน

“ดังนั้น ส่วนใหญ่แล้วมันก็จะดังเป็นพลุแตกเลย แล้วก็ทำอะไรต่อเนื่องไม่ได้ เพราะมันเป็นแค่กิมมิค มันไม่ใช่โครงสร้างพื้นฐานของวงการเพลงที่มันจะอยู่กันได้ยาวๆ” ป๋าเต็ดแสดงความคิดเห็นถึงเรื่องกระแสเพลงแปลงช่วงปี 2000

การทำเพลงแบบครอสโอเวอร์ ในยุคเข้มงวดเรื่องลิขสิทธิ์

หลังกฎหมายลิขสิทธิ์เริ่มบังคับใช้อย่างเข้มงวดขึ้นนับตั้งแต่ปี 90s เป็นต้นมา การทำงานเพลงจึงต้องยืนอยู่บนพื้นฐานความถูกต้องมากขึ้น

ถ้าสังเกตเพลงในตลาดปัจจุบัน เราจะพบเห็นการทำงานแบบครอสโอเวอร์

เช่น ล่าสุดวง “แจ๊ส สปุ๊กนิค ปาปิยอง กุ๊กกุ๊ก” ได้นำเพลง “Stressed Out” ของวง “Twenty One Pilots” มาร้องเป็นภาษาไทย ผ่านขั้นตอนการขออนุญาตและการทำงานที่มีรายละเอียดมากมาย เพื่อให้บรรลุข้อตกลงกับเจ้าของลิขสิทธิ์

ดังนั้น การลอกเพลงอย่างผิดกฎหมายจึงปรากฏให้เห็นน้อยมาก

“อันนี้มันเป็นเรื่องปกติ เป็นสิ่งที่ทำได้ถูกต้องตามกฎหมาย มันจะเริ่มเลวก็ต่อเมื่อ Run DMC บอกฉันเป็นคนแต่งเพลงนี้ทั้งหมด อย่างนี้เลว

“จริงๆ เพลงแดนซ์ เพลงฮิปฮอป มันเกิด (กรณีนำงานคนอื่นมาใช้) ขึ้นเยอะอยู่แล้ว คือการแซมพลิงบางส่วนของบางเพลงมาใช้ในเพลงตัวเอง เขาก็จะให้เครดิตไว้ และแน่นอนจะต้องจ่ายตังค์ด้วยค่าลิขสิทธิ์ คือบางทีมันอาจจะเป็นแค่ทำนองบางช่วง ดนตรีบางช่วงเท่านั้นเองที่เอามาใส่ไว้

“สมมติยกตัวอย่างที่ Thaitanium เพิ่งทำกับเพลงสบายดีรึเปล่า อย่างนี้เขาซื้อลิขสิทธิ์แน่นอน ต้องขออนุญาต ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ แล้วเขาก็ไม่ได้บอกว่าเขาเป็นคนแต่งในช่วงสบายดีรึเปล่านี้นะ คนแต่งคือคุณกริช ทอมมัส จากแกรมมี่”

ป๋าเต็ดกล่าว

ลอก/ไม่ลอก ดูอย่างไร?

ป๋าเต็ดแสดงความคิดเห็นว่าการลอกเพลงมีรายละเอียดที่ต้องเข้าใจอยู่พอสมควร ดังนั้น จึงอยากให้ผู้วิจารณ์ที่ต้องการแสดงความคิดเห็น เข้าใจถึงสไตล์ของเพลง โครงสร้างหลักของเพลงในสไตล์ต่างๆ เพราะว่าเพลงหนึ่งเพลงมีองค์ประกอบอยู่ค่อนข้างเยอะ

อย่างการตีกลองก็จะมีจังหวะการตีพื้นฐานหลายรูปแบบ หรือการดีดกีตาร์ก็จะมีการจับคอร์ดพื้นฐานอยู่หลายรูปแบบเช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มคอร์ดโปรเกรสชั่น ซึ่งมีการนำไปใช้กันแพร่หลาย

“เวลาที่เราจะบอกว่าเพลงไหนลอกเนี่ย ถ้าโดยมาตรฐานสากล เขาจะมีกฎอยู่ข้อหนึ่ง มันควรจะต้องมีเมโลดี้เหมือนกันเด๊ะ ต่อเนื่องกัน 5-9 โน้ตติดต่อกัน

“สมมติว่ามีเพลงเพลงนึงมีทำนองบางช่วงเป็นแบบ ต๊า ด้า ดา กับเพลงต้นฉบับเมื่อกี้คือ ต๊า ด้า ดา ตา ต่า…คุณจะไปบอกว่า ต๊า ด้า ดา 3 โน้ตนั้นลอกเพลงนี้มาไม่ได้ เพราะมันน้อยไป มันน้อยเกินกว่าที่จะลอกกันได้

“แต่คราวนี้มันก็จะมาสู่ข้อที่ว่าคุณควรจะต้องเข้าใจกระบวนการแต่งเพลง แล้วคุณจะเข้าใจว่าบางครั้ง ทำนองมันออกมาคล้ายกันได้โดยไม่ได้ตั้งใจลอกด้วย ทีนี้ต้องมาถามว่าทำนองมันมาจากไหน ทำนองมันมาจากการที่เมื่อเราวางโครงสร้างคอร์ดไว้แล้ว

“ข้อจำกัดตรงนี้แหละ บวกกับการที่คนเราใช้คอร์ดโปรเกรสชั่นเหมือนกันได้ เวลาเราแต่งเพลงมันเลยเป็นไปได้ว่าต่อให้อยู่กันคนละฟากโลก เมื่อเราใช้คอร์ดโปรเกรสชั่นชุดเดียวกัน เรามีโอกาสสูงมากที่จะคิดเมโลดี้ออกมาคล้ายกัน เพราะมันต้องเดินอยู่ในกฎข้อบังคับบางอย่าง กฎข้อเดียวกัน” ป๋าเต็ดกล่าว

อย่างไรก็ตาม หากไม่ได้มองโลกในแง่บวกมากนักและลองมองย้อนไปที่ข้อกฎหมาย ก็ยังมีช่องโหว่ที่จะทำให้เกิดกรณีลอกเพลงขึ้นได้ ซึ่งเพลงเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นผลงานของผู้ที่มีความรู้ทางด้านดนตรี โดยเป็นการลอกอย่างมีชั้นเชิง

“บางเพลงเอามาแค่โครงสร้างคอร์ดกับสไตล์ แต่ว่าใส่เมโลดี้ใหม่เข้าไป บางเพลงอาจจะคงเมโลดี้บางช่วงไว้ แล้วก็เปลี่ยนโครงสร้างคอร์ด อันนี้มันคือการลอกที่ทำโดยคนมีความรู้ด้านดนตรี เอาผิดทางกฎหมายไม่ได้ด้วย

“คือเขาทำไว้พอดีเป๊ะเลย ถ้านับแล้วจะไม่ถึง 9 โน้ต คือพอใกล้ๆ จะ 9 โน้ตปุ๊บ จะฉีกโน้ตไปอีกทางนึงเลย อันนี้ทุกวันนี้ก็ยังได้ยินอยู่บ้าง แต่มักจะได้ยินในเพลงโฆษณา

“ถ้าลองดูหนังโฆษณาบางเรื่อง จะเห็นว่าเราได้ยินทำนองที่รู้สึกมันคุ้นมากเลย แต่ว่าพอกำลังจะคุ้นๆ ปุ๊บ โน้ตมันเปลี่ยนไปอีกเมโลดี้ อันนี้คือตั้งใจเลย คือตั้งใจทำเพื่อเลี่ยงกฎหมายไม่ให้ถูกฟ้องได้” ป๋าเต็ดกล่าว

ก่อนจบบทสนทนา ประเด็นสุดท้ายที่ป๋าเต็ดฝากย้ำเอาไว้ก็คือ “การลอกเพลง” ถือเป็นข้อหาร้ายแรงที่สุดเท่าที่คนในวิชาชีพด้านดนตรีจะได้รับ

ดังนั้น สิ่งที่อยากให้กลุ่มคนซึ่งคอยตรวจจับเฝ้าระวังเรื่องนี้ต้องตระหนักด้วยก็คือ ควรทำความเข้าใจในทุกๆ เรื่องที่เราจะแสดงความเห็นออกไป

https://www.facebook.com/Feedforfuture/videos/1681692018575588/



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร