bg-single

ปรีชภักดิ์ ทีคาสุข : จาก Thanos ในหนัง Avengers ถึงมานุษยวิทยา ของการสาปแช่งศัตรูทางการเมือง

07.06.2019

เป็นข่าวใหญ่ระดับประเทศสำหรับกรณีการเสียชีวิตของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย

ทว่า ปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองและศึกษาในครั้งนี้กลับไม่ใช่เรื่องราวของ พล.อ.เปรม หรือป๋าเปรม โดยตรง

หากแต่เป็นปรากฏการณ์ลูกโซ่ที่เกิดขึ้นควบคู่มากับข่าวการเสียชีวิตของป๋า

นั่นก็คือ กระแสการแสดงออกถึงความยินดี ความสะใจ การหัวเราะเยาะเย้ย การออกมาสมน้ำหน้าบนโลกออนไลน์อย่างหนาหู หนาตาในช่วง 2-3 วันมานี้

โดยผู้ที่มีความคิดเห็นต่างทางการเมือง และศัตรูทางการเมืองทั้งหลายที่อยู่คนละฝั่งกับป๋าเปรม

อะไรคือสิ่งที่ทำให้กระตุ้นให้สถานการณ์เป็นไปเช่นนั้น หรืออะไรคือปัจจัยที่ทำให้ความเกลียดชังทางการเมือง ความแตกต่างในทัศนคติ และอุดมการณ์กลายมาเป็นเรื่องของการไม่ให้เกียรติผู้วายชนม์เช่นนี้

 

กลุ่มผู้สังเกตการณ์การเมืองฝั่งเสรีนิยม อาจจะมองว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะในต่างประเทศเรื่องดังกล่าวก็มีปรากฏให้เห็นอยู่บ่อยๆ อย่างกรณีเรื่องราวการเสียชีวิตของ Adolf Hitler ของเยอรมนี การเสียชีวิตของ George H.W. Bush ของสหรัฐอเมริกา และ Margaret Thatcher ของสหราชอาณาจักร ที่มีผู้คนชาวเมืองออกมาแสดงออกถึงความสะใจกันอย่างรื่นเริงผ่านขบวนพาเหรด และการฉลองต่างๆ นานา

ซึ่งก็เป็นสิทธิและเสรีภาพที่ประชาชนพึงมี และสามารถกระทำได้ในเชิงหลักการเป็นปกติ

แต่เมื่อวกกลับมาพูดกันเรื่องของคุณธรรม และศีลธรรม เราจะยังสามารถมองเรื่องดังกล่าวอย่างมีความชอบธรรม และสมเหตุสมผลได้หรือไม่ กับศัตรูทางการเมืองที่เราอาจจะไม่ได้รู้จักกันเป็นจริงเป็นจัง หรือแม้ไม่เคยพบปะพูดคุยกันตัวต่อตัวมาก่อนเลยนอกจากการเห็นเขาแต่เพียงผ่านโทรทัศน์

มันเป็นไปได้หรือที่เราจะเกลียดใครเพราะการเมืองได้ระดับนี้?

 

ผมคิดว่าในทางมานุษยวิทยาแล้วมันยังพอมีกรอบและแนวทางในการอธิบายประเด็นเรื่องการหัวเราะเยาะเย้ย และการแสดงออกถึงความสะใจในความเสียชีวิตของฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ที่ค่อนข้างมีเหตุผลอยู่ชุดหนึ่ง โดยในแวดวงวิชามานุษยวิทยานั้น มีมานุษยวิทยาสาขาหนึ่ง ที่พยายามมอง ศึกษาและทำความเข้าใจแนวคิด การกระทำ และพฤติกรรมที่แตกต่างของคน

ซึ่งก็คือมานุษยวิทยาวัฒนธรรม ที่ศึกษาแบบแผนพฤติกรรมของมนุษย์ผ่านกรอบการวิเคราะห์ในระดับความแตกต่างของวัฒนธรรมและบรรทัดฐานทางความคิด (cultural relativism)

กล่าวคือ หากจะว่ากันไปในตามกรอบวิธีคิดรูปแบบดังกล่าว ก็อาจจะช่วยทำให้เข้าใจได้มากขี้นว่าปรากฏการณ์ที่หลายๆ คนไม่ได้มีความรู้สึกเสียใจ เห็นใจ

และในทางตรงข้ามกลับมองการเสียชีวิตของผู้ที่เห็นต่างทางการเมืองเป็นเรื่องตลกขบขันได้นั้น อาจมีเหตุผลมาจากการจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของคนเหล่านั้น ที่มีต่อตนเองและต่อนักการเมืองที่ตนเองเกลียด ในระบบความสัมพันธ์ที่แตกต่างจากระบบความสัมพันธ์แบบในชีวิตประจำวัน ที่อาจมีความเคียดแค้น รังเกียจเดียดฉันท์กันมาก่อนในทางอุดมการณ์

ทำให้คนเหล่านั้นไม่สามารถมองนักการเมืองหลายๆ คนที่ตนเกลียดได้อย่างเห็นใจ หรือให้เกียรติได้

การจัดวางตำแหน่งแห่งที่ในระบบความสัมพันธ์ลักษณะนี้อาจตีความได้ว่าพวกเขากำลังมองนักการเมืองในฐานะ Public figure (ที่แปลว่า คนดังบนจอแก้ว)

และจัดวางตนเองให้อยู่ในฐานะผู้ชมที่ห่างไกลอยู่นอกวง นอกสนาม และนอกเวที

และเมื่อตั้งสมการนั้นรองไว้เป็นพื้นฐานแล้ว จึงหมายความว่าผู้ที่ถูกมองเป็น “public figure” จะกลายเป็นสิ่งที่คนดูนั้นสนุก และ enjoy ไปกับมันผ่านหน้าจอ ผ่านสื่อ เหมือนตัวละครตัวหนึ่ง ไม่ว่าจะนักการเมือง ส.ส. หรือรัฐมนตรี ฯลฯ

ทุกคนล้วนถูกมองเป็นตัวละครที่กำลังทำการแสดง (perform) โชว์บางอย่าง (ซึ่งก็คือการเมือง) ให้คนดูอยู่

 

“Figure” มีอีกความหมายหนึ่ง ที่แปลว่า “ความไม่จริงแท้/สิ่งสมมติ” และคนเราก็บริโภคสื่อและเสพการละเล่นบนเวทีของ figure เหล่านั้น การปฏิสัมพันธ์ระหว่าง figure ทางการเมือง และการแสดงของ figure บนเวทีการเมือง จึงเป็นเหมือนละคร การแสดงที่ทุกคนถูกสวมสร้างบทบาทสมมติไว้ให้

การสะใจ การมีความสุข ของคนดูที่อยู่นอกสนามนั้น ในอีกทางหนึ่งจึงอาจไม่ต่างอะไรจากการที่คนดูสะใจเวลาตัวละครอย่าง Thanos ในหนัง The Avengers ถูกฆ่าตาย หรือต้องประสบกับความพ่ายแพ้ แล้วมีเสียงก่นด่า และความสะใจของคนดูตามมาในท้าย จากผลของแรงกระตุ้นที่ฝ่ายที่ตนเองเกลียดได้รับความพ่ายแพ้หรือพังทลาย

ในแง่นี้มันจึงอาจเป็นอารมณ์ เป็นความรู้สึก และการรับรู้ (perception) แบบเดียวกัน กับเวลาที่คนดู ติดตามการเมืองในระยะที่ไกลจากสนาม จากเวทีผ่านสื่อ ผ่านโทรทัศน์ คนดูทุกคนล้วนกำลังตกอยู่ในวังวนในโลกของการแสดงของตัวละคร figure เหล่านั้นทั้งสิ้น

ดังนั้น การแสดงออกถึงความสะใจ ความยินดีต่อเหตุเหล่านี้ในแง่หนึ่งมันจึงเป็นเหมือน sentiment เป็นความรู้สึกแบบคนดูหนังทั่วๆ ไปที่รู้สึก enjoy ไปกับตอนจบที่ถูกใจตนเอง

 

ข้อคิดดังกล่าวไม่ได้หมายความว่านี้คือการนำเอานักการเมืองที่มีชีวิตจริงๆ ไปเปรียบเทียบกับตัวละครสมมติอย่าง Thanos ในหนัง

แต่สิ่งที่บทความนี้กำลังจะสื่อคือ คนมองการเมืองอาจกำลังอยู่ในวังวนของความรู้สึก อารมณ์ และการรับรู้แบบเดียวกับคนที่กำลังดูหนัง คนดูมวย คนดูฟุตบอล ซึ่งนั่งอยู่นอกสนามเหล่านั้น เขา enjoy กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในสนาม บนเวที บนจอแก้วในฐานะที่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็น “ความบันเทิง” อย่างหนึ่งที่เขารู้สึกพออกพอใจ

โดยที่พวกเขาอาจจะไม่รู้ตัวก็เป็นได้ว่า ความเศร้าโศก ความน่าเห็นใจต่อผู้วายชนม์ที่เกิดขึ้นนั้น กำลังเกิดขึ้นอยู่ในโลกจริงๆ ไม่ใช่โลกของหนัง

ผมมองว่าวิธีคิดแบบดังกล่าวนี้เป็นสิ่งที่น่าจับตามอง โดยทั่วไปเราอาจเข้าใจได้ว่า คนที่หัวเราะเยาะเย้ยต่อผู้วายชนม์นั้นกำลังเป็นผู้ไร้มนุษยธรรมและไร้ศีลธรรม

แต่หากมองผ่านกรอบนี้จะเห็นได้ชัดเจนถึงภาพที่ใหญ่ที่อาจเลวร้ายกว่านั้นก็เป็นได้

ในแง่ที่ว่า ลึกๆ แล้วสิ่งที่พวกเขาพูดออกมา หรืออาจจะทำลงไปนั้น เขาทำโดยอยู่บนฐานคิดที่ไม่ได้มองว่าคนที่อยู่บนเวที ในสนาม หรือบนจอนั้นเป็นคนจริงๆ เยี่ยงมนุษย์ด้วยกันพึงจะมองต่อกัน

ในทางตรงกันข้ามเขาอาจจะกำลังมอง และคิดว่าสิ่งที่พวกเขากำลังดู กำลังเสพ เป็นเพียงรายการ Reality show หรือ Drama ชุดหนึ่งที่มีไว้เพื่อความบันเทิง แล้วคนดูมีหน้าที่แค่ enjoy ไปกับงานแสดงของ figure เหล่านั้น

ที่เมื่อถึงเวลาสำคัญ ตัวละครหนึ่ง (ที่พวกเขาไม่ชอบ) จะถูกทำให้หายไปจากฉาก ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ในฐานะสิ่งดีงาม และน่ายินดี โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวเองเลยก็เป็นได้ เพราะเป็นเพียงโอกาสเดียวที่ “คนดูเหล่านั้น” จะได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมต่อสถานการณ์ที่พวกเขาควบคุมไม่ได้มากที่สุด จากในระยะไกล

และเป็นเพียงวิธีเดียวที่พวกเขาพอจะรู้สึกว่าตนเอง (หรือฝ่ายที่ตนเองเชียร์) นั้นเหนือกว่า และสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของชัยชนะ แม้ว่าตัวพวกเขาจะไม่ได้เป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ในสถานการณ์นั้นๆ เลยก็ตาม

 

ท้ายที่สุดแล้วการคิดในลักษณะนี้นั้นน่าจับตามอง และก็น่าเป็นห่วงในเวลาเดียวกัน เพราะในปลายทางแล้วหากผู้คนจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของตนเองในเรื่องการเมืองไว้ในลักษณะความสัมพันธ์แบบคนดูละครเวที/หนัง โดยเฉพาะกับหนังหรือละครที่ตัวร้ายจะต้องพ่ายแพ้ล้มตายจากชัยชนะของฝั่งตัวเอก

ความสะใจที่เกิดจากความเคียดแค้น เดียดฉันท์และความคิดที่เชื่อว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีคุณความดีแบบฝ่ายตนเอง หลังนักการเมืองที่ตนเองเกลียดขี้หน้าเสียชีวิต จะมีความรุนแรง และก้าวร้าวมากขึ้นเป็นทวีคูณ

ตามชุดความคิดที่หนัง/ละครเหล่านั้นใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความบันเทิงแก่ผู้ชม



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร