bg-single

การเมืองไทย 2566 ดุเดือด ตื่นเต้น เร้าใจ! | สุรชาติ บำรุงสุข

09.01.2023

“หลักการพื้นฐานของสังคมเสรีนิยมคือ การอดทนต่อความแตกต่าง การเคารพในสิทธิของบุคคล และการมีนิติรัฐ แต่ทั้งหมดนี้ตกอยู่ภายใต้การคุกคามที่โลกกำลังถูกกระทบจากสิ่งที่เรียกว่า การถดถอยของประชาธิปไตย หรือความตกต่ำของประชาธิปไตย”
Francis Fukuyama (2022)

 

ปี 2566 จะเป็นช่วงเวลาที่เป็น “หัวเลี้ยวหัวต่อ” อีกครั้งของการเมืองไทย

เนื่องจากจะเป็นปีที่ครบวาระของการเลือกตั้ง 2562 และจะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่

ดังนั้น ถ้าเปรียบเทียบการเมืองไทยในปีใหม่เป็นดังภาพยนตร์แล้ว คงมีคำอธิบายง่ายๆ ว่าจะเป็นภาพยนตร์ที่ “ดุเดือด ตื่นเต้น เร้าใจ” อย่างแน่นอน

หากเราทดลองนั่งชมภาพยนตร์ “การเมืองไทย 2566” ก็จะเห็นฉากต่างๆ ดังนี้

 

1) การเมืองหลังเลือกตั้ง 2566 จะเป็นจุดสิ้นสุดของระบอบเดิมหรือไม่?

การเมืองไทยหลังรัฐประหาร 2557 ต่อเนื่องหลังเลือกตั้ง 2562 เป็นการเมืองที่อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้นำรัฐประหารเดิม

หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นการเปลี่ยนจาก “ระบอบทหารเต็มรูป” ไปสู่การเป็น “ระบอบทหารแบบเลือกตั้ง” ซึ่งก็คือความสำเร็จของผู้นำรัฐประหารในการจัดตั้ง “ระบอบพันทาง” (หรือระบอบไฮบริด – Hybrid Regime) เพื่อใช้ในการสร้างความชอบธรรมให้ผู้นำรัฐประหารสามารถอยู่ในระบอบเลือกตั้งได้

ทั้งยังช่วยในการสร้าง “ภาพลักษณ์ใหม่” ของการเป็นรัฐบาลเลือกตั้ง แต่โดยเนื้อแท้แล้วคือ รัฐบาลเลือกตั้งที่อยู่ภายใต้การควบคุมของคณะทหารที่สืบทอดอำนาจมาจากการรัฐประหาร

แม้กฎกติกาทางการเมืองจะถูกสร้างโดยคณะรัฐประหาร 2557 และเอื้อให้การสืบทอดอำนาจประสบความสำเร็จอย่างดีหลังการเลือกตั้ง 2562 แต่ก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่า ความสำเร็จดังกล่าวจะเกิดขึ้นอีกหลังการเลือกตั้ง 2566 หรือไม่

ฉะนั้น จึงน่าสนใจอย่างมากว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าโอกาสที่จะชนะการเลือกตั้งไม่มีในแบบเดิมอีก และเป็นจุดสิ้นสุดของ “ระบอบประยุทธ์” หรือไม่

 

2) ทหารจะออกมาจากกรมกองอีกหรือไม่?

ปัญหาที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นการเมืองในวันที่ผู้นำรัฐบาลที่สืบต่อมาจากผู้นำรัฐประหารทำท่าจะไม่ชนะในแบบเดิม ถ้าเช่นนั้นแล้ว ผู้นำรัฐประหารเดิมจะหันกลับไปเล่นเกมเก่าด้วยการทำรัฐประหารอีกครั้ง

หรือจะยอมเดินไปตามกรอบของรัฐธรรมนูญ ที่จะต้องลงแข่งขันในสนามเลือกตั้ง และอาจเป็นฝ่ายแพ้…

ผู้นำรัฐประหารเดินมาถึง “ทางแพร่ง” ทางการเมือง

ถ้าพวกเขาไม่ยอมแพ้ (หรือไม่อยากแพ้) และตัดสินใจหันกลับไปใช้เครื่องมือเก่าด้วยการใช้ “รถถัง” มากกว่าการพึ่งพา “รถหาเสียง” ในการต่อสู้ทางการเมืองแล้ว

การเมืองไทย 2566 จะกลายเป็นวิกฤตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

และถ้าตามมาด้วยการต่อต้านขนาดใหญ่แล้ว ไทยอาจจะเผชิญกับ “มิคสัญญี” ไม่ต่างจากเมียนมา และอาจตกเป็นเป้าของการต่อต้านทางการเมืองด้วย

แต่หากการเมืองในระบบรัฐสภามีความเข้มแข็งมากขึ้นหลังการเลือกตั้ง 2566 กองทัพจะต้องเตรียมปรับตัว

และอาจเผชิญกับข้อเรียกร้องเรื่อง “การปฏิรูปกองทัพ” มากขึ้น

แน่นอนว่ากองทัพกับการเมืองไทยยังคงเป็นหัวข้อสำคัญเสมอ

 

3) พรรคทหารยังมีอนาคตไหม?

พรรคของผู้นำรัฐประหาร หรือที่เรียกกันว่า “พรรคทหาร” มีปัญหาในตัวเองเสมอ เพราะพรรคถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับการขึ้นสู่อำนาจในระบบเลือกตั้ง

แต่สิ่งที่เป็น “จุดตาย” ของพรรคทหารคือ การแข่งขันของผู้นำรัฐประหารที่ต้องการขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ซึ่งการแข่งขันนี้มักจบลงใน 2 ลักษณะ คือ ทำรัฐประหารเพื่อล้มล้างอำนาจของผู้นำทหารอีกฝ่าย

หรือตัดสินใจแยกตัวออกเพื่อตั้งพรรคใหม่

การเมืองไทยในปี 2566 อาจเห็นพรรคทหารแยกออกเป็นสองพรรค แม้บางฝ่ายอาจจะมองในแง่ดีว่าจะเกิดสภาพ “พรรคพี่-พรรคน้อง” ด้วยมุมมองแบบ “แยกกันเดิน-รวมกันตี” เพื่อที่จะสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้นำทหารเดิม

แต่ในอีกด้านอาจต้องตระหนักในความเป็นจริงว่า การแยกเส้นทางเดินย่อมทำให้พรรคทหารอ่อนแอลง และเกิดการแข่งขันกันเองในพื้นที่การเลือกตั้ง ซึ่งอาจจะทำให้พรรคทหารไม่มีพลังมากเช่นหลังเลือกตั้ง 2562

ฉะนั้น 2566 จะเป็นปีแห่งความท้าทายของพรรคทหาร

 

4) ผู้นำรัฐประหารเดิมยังมีใจต่อกันหรือไม่?

ถ้าเราเอาการจัดตั้ง “พรรคทหาร 2” เป็นดัชนีวัดความสัมพันธ์ของผู้นำทหารที่ร่วมยึดอำนาจ และเติบโตขึ้นมากุมอำนาจรัฐอย่างต่อเนื่อง เราอาจจะต้องยอมรับว่าพวกเขามีปัญหาระหว่างกัน จนกลายเป็นข้อกังขาถึงเอกภาพในทางการเมืองมาโดยตลอด

ฉะนั้น การจัดตั้ง “พรรคทหารใหม่” จึงเป็นสัญญาณถึงความสัมพันธ์ของพวกเขาในอีกแบบ

และเห็นได้ชัดเจนว่าเมื่อการเลือกตั้งเกิดขึ้น ความสัมพันธ์ของพวกเขาจะเป็นในแบบ “การแข่งขัน” มากกว่าจะเดินเป็นเอกภาพไปด้วยกัน

ดังนั้น ปี 2566 จึงเป็นปีที่จะชี้ถึงอนาคตของความสัมพันธ์ของผู้นำรัฐประหารเดิม

 

5) ทุนใหญ่จะเล่นการเมืองอย่างไร?

เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปแล้วว่ากลุ่มทุนใหญ่เป็นพลังทางการเมืองที่น่ากลัวที่สุด

อีกทั้งการขยายตัวของทุนและอำนาจเป็นปัจจัยที่พลังอื่นๆ ในสังคมไม่อาจต้านทานได้เลย ในช่วงที่ผ่านมา ความสัมพันธ์สี่ส่วนที่แนบแน่นระหว่างกลุ่มทุนใหญ่ กลุ่มชนชั้นนำ กลุ่มทหาร และกลุ่มอนุรักษนิยม เป็นที่ปรากฏชัดในการเมืองไทย

จึงเป็นคำถามสำคัญว่าเมื่อการเลือกตั้ง 2566 มาถึง กลุ่มพลังนี้จะแสดงบทบาทอย่างไร

อีกทั้งหลังการเลือกตั้งแล้ว กลุ่มทุนจะต่อรองอำนาจทางการเมืองอย่างไร

ปัญหาอีกส่วนคือ ถ้าปีกฝ่ายค้านกลับเข้าสู่อำนาจทางการเมืองแล้ว กลุ่มทุนเหล่านี้จะดำเนินการอย่างไร และจะยังคงดำรงฐานะของการเป็น “กองคลังรัฐประหาร” ให้แก่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเลือกตั้งอีกเพียงใด

และในอีกด้านพลังประชาธิปไตยจะทัดทานกับทุนใหญ่ ที่ยิ่งนานวันยิ่งกลายเป็น “ทุนผูกขาด” จนอาจทำให้ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมของไทยประสบปัญหาได้

และอาจจะต้องเรียกกลุ่มนี้ด้วยสำนวนการเมืองโลกว่า “โอลิการ์ชไทย” (Thai Oligarchs)

[คำนี้ในบริบทของการเมืองรัสเซีย หมายถึง กลุ่มนักธุรกิจที่มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจในรัฐบาล และอาศัยความใกล้ชิดอำนาจรัฐในการแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ]

 

6) พลวัตของคนรุ่นใหม่จะเคลื่อนตัวไปอย่างไร?

บทบาทของคนรุ่นใหม่เป็นปัจจัยหนึ่งที่ละเลยไม่ได้ในการเมืองไทย

ในทางทฤษฎีเรากล่าวเสมอว่า คนรุ่นใหม่คือ “พลังของความเปลี่ยนแปลง” หรือที่ถือกันว่าเป็นดัง “เอเย่นต์แห่งความเปลี่ยนแปลง”

ดังนั้น การเคลื่อนตัวของกระแสคนรุ่นใหม่จึงเป็นสิ่งที่ต้องนำมาพิจารณา

ซึ่งประเด็นนี้จะมีผลใน 2 ด้าน คือ การประท้วงทางการเมืองของคนรุ่นใหม่จะเป็นเช่นไรในอนาคต

แม้ฝ่ายความมั่นคงมักจะประเมินว่า คนรุ่นใหม่ไทยไร้พลังที่จะเปลี่ยนสังคมในแบบของ “อาหรับสปริง” เพราะรัฐสามารถใช้การจับกุม และการ “ข่มขู่” ด้วยการใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มงวด

ในอีกด้านหนึ่ง หากเกิดการเลือกตั้งขึ้นแล้ว คนรุ่นใหม่เหล่านี้จะหันทิศทางการลงเสียงไปทางใด

อีกทั้งการลงคะแนนของ “ผู้ลงเสียงครั้งแรก” (First Voters) ย่อมมีผลอย่างมากในอีกทางด้วย

ดังนั้น การเมืองของคนรุ่นใหม่ที่สะท้อนถึงการขับเคลื่อนของพลังคนหนุ่มสาว จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจในปีใหม่

 

7) ฝ่ายขวาจะขวาไปสุดทางอีกเท่าใด?

การขับเคลื่อนของกลุ่มการเมืองปีกขวา โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นขวาจัด ซึ่งเป็นการรวมอำนาจและความเชื่อของชุดความคิดอนุรักษนิยมและจารีตนิยมเข้าด้วยกันในบริบทของ “การเมืองแบบไทยๆ” จึงทำให้บทบาทของกลุ่มนี้ยังเป็นสิ่งที่ต้องจับตามอง

แน่นอนว่าผู้คนที่สมาทานทางความคิดในกระแสการเมืองชุดนี้ ย่อมไม่ลงเสียงให้พรรคในปีกประชาธิปไตย

อีกทั้งยังมีจุดยืนที่ชัดเจนในการต่อต้านประชาธิปไตย และปฏิเสธกระแสเสรีนิยม

กลุ่มการเมืองปีกนี้ยังคงดำรงความสนับสนุนในการยึดอำนาจของผู้นำทหารฝ่ายขวาอย่างไม่แปรเปลี่ยน

แม้พวกเขามีความพร้อมในการ “ลงถนน” เพื่อต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ด้วยความเชื่อในวาทกรรมขวาจัดว่า “รัฐบาลเลือกตั้งโกง-นักการเมืองคอร์รัปชั่น” และ “ระบอบเสรีนิยมเป็นภัยคุกคามต่อค่านิยมดั้งเดิมของไทย”

แต่พลังขวาจัดในรอบหลายปีที่ผ่านมาก็อ่อนแรงลง เพราะรัฐบาลที่เป็นตัวแทนของปีกขวาจัดที่มีอำนาจรัฐ ไม่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาของประเทศเท่าใดนัก

และวาทกรรมที่นำเสนอในสังคมเอง ไม่เป็นที่ตอบรับเท่าที่ควร หรือที่มักจะถูกคนรุ่นใหม่นำมาล้อเลียนอย่างขบขันว่า ชุดความคิดขวาจัดไทย (อนุรักษนิยม+จารีตนิยม) เป็น “สินค้าตกยุค” ที่ขายไม่ออกสำหรับโลกในคริสต์ศตวรรษที่ 21

 

8) ขบวนประชาธิปไตยจะสร้างความเข้มแข็งได้อย่างไร?

ในท่ามกลางความผันแปรของกระแสการเมืองทั้งในบ้านและนอกบ้าน ประเด็นของกระแสประชาธิปไตยยังเป็นข้อถกเถียงที่ไม่จบ

แม้กระแสประชาธิปไตยในปัจจุบันอาจจะไม่เข้มแข็งเช่นในช่วงต้นของยุคหลังสงครามเย็น

และในช่วงที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า กระแสนี้มีอาการ “ถดถอย” (Recession) หรือจะเรียกว่าเป็นภาวะ “ตกต่ำ” (Depression) ก็ไม่ผิดนัก

ภาวะเช่นนี้เห็นได้ชัดแม้ในการเมืองไทยเอง การมีรัฐประหารต่อเนื่องกันถึง 2 ครั้งในระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี ซึ่งถือเป็นดัชนีสำคัญของอาการถดถอยของประชาธิปไตยไทย

ดังนั้น โจทย์ที่ท้าทายขบวนและ/หรือกลุ่มประชาธิปไตยไทยก็คือ จะผลักดันให้กลไกของการเมืองแบบเสรีนิยมมีความเข้มแข็ง จนได้รับการยอมรับจากประชาชน

และตอบสนองต่อการแก้ปัญหาของประชาชน อันจะทำให้ “การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย” เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริงได้หรือไม่

 

9) การเมืองโลกจะกระทบกับการเมืองไทยเพียงใด?

ในสถานการณ์ “การแข่งขันของรัฐมหาอำนาจใหญ่” ที่กำลังขับเคลื่อนโลกนั้น

การแข่งขันดังกล่าวจะมีผลกระทบอย่างไรต่อการเมืองไทยในปีใหม่เป็นคำถามอีกประการหนึ่งที่สำคัญ

และแนวโน้มของการแข่งขันเช่นนี้ในบริบทของเอเชียโดยรวม และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ น่าจะเข้มข้นมากขึ้น

 

10) วิกฤตโลกและวิกฤตไทยจะรุนแรงหรือไม่?

วิกฤตชุดใหญ่ที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในปลายปี 2562 ต่อเนื่องเข้าปี 2563 นั้น ถูกถาโถมด้วยวิกฤตสงครามยูเครนในต้นปี 2565

“มหาวิกฤต” สองชุดนี้ส่งผลให้เกิดวิกฤตอื่นๆ ตามมา เช่น วิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตพลังงาน วิกฤตอาหาร วิกฤตค่าครองชีพ

ซึ่งในปีใหม่ ภาวะวิกฤตเหล่านี้จะยังไม่สิ้นสุดลง เช่น ปัญหาโรคระบาด และปัญหาสงคราม

ดังนั้น แต่ละประเทศในปีใหม่ต้องเผชิญกับความรุนแรงจากวิกฤตเหล่านี้ไม่แตกต่างกัน รวมถึงไทยเองด้วย

จนคาดได้ว่าวิกฤตโลกและวิกฤตไทยจะยังอยู่กับพวกเราต่อไปในปี 2566

ฉะนั้น ภาพยนตร์เรื่อง “การเมืองไทย 2566” น่าจะดุเดือด ตื่นเต้น และเร้าใจอย่างแน่นอน!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร