เมนูข้อมูล (ลับ) | สุชาติ ศรีสุวรรณ
สิทธิเลือกตั้งที่ไม่รอให้ใครจูง
ความหิวกระหายที่จะจัดอีเวนต์ส่งเสริมคืนอำนาจให้ประชาชนผ่านการเลือกตั้งที่ให้ความรู้และมุมมองต่อนักการเมืองและพรรคการเมืองต่อประชาชาชนอย่างครบถ้วน ทั้งด้านกว้างของพฤติกรรมประวัติความเป็นมา และด้านลึกของความรู้ ความคิด จิตสำนึกความสามารถ
เริ่มต้นแล้วอย่างกระตือรือร้น เอาจริงเอาจัง
ยังไม่ทันเปิดรับผู้สมัคร “สื่อยักษ์” เปิดเวทีดีเบตใหญ่ เชิญ “แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี” ของทุกพรรคมานั่งเรียงเพื่อเปิดหน้าเปิดตาให้เห็นว่าใครแค่ไหนในเบื้องต้นกันแล้ว
แม้จะยังเป็นคำถามที่ดูจะมาจากเรื่องที่เป็นข่าวทั่วไปอยู่แล้ว แต่ชัดเจนว่าพิธีกรผู้ตั้งคำถามทำการบ้านมาหนักระดับย้อนไปรื้อคำหรือความคิดที่แขกแต่ละคนเคยแสดงไว้มาให้ทบทวน พร้อมขอคำตอบต่อยอดให้เปรียบเทียบกับความเห็นในปัจจุบัน ว่ายังเหลืออะไรที่ยืนหยัดเหมือนเดิม หรือความเห็นใดเปลี่ยนไปเพราะอะไร
เคลียร์ทุกประเด็นที่เห็นว่าต้องมีคำตอบ ด้วยสามารถต่อเวลาอันจำกัดจากรายการทีวีมาที่สื่อออนไลน์ที่ขยายได้เท่าที่ต้องการ
เมื่อเริ่มต้นอย่างรวดเร็ว เอาจริงเอาจังเช่นนี้ ความหมายต่อมาคือ “นับจากนี้พรรคการเมืองทุกพรรคไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเตรียมทุกคำตอบที่คิดว่าจะเป็นคำถามจากประชาชนทุกกลุ่ม ทุกสถานะ”
รูปแบบของการหาเสียงสะสมคะแนนที่มีต่อผลการเลือกตั้ง น่าจะต้องประเมินน้ำหนักกันใหม่
จาก แบบสร้างเครือข่ายหัวคะแนน นำเดินเคาะประตูบ้านขอความช่วยเหลือจากเพื่อนพ้องน้องพี่ ลุงป้าน้าอา ปู่ย่าตายาย แอบให้ของ ให้เงินเพื่อแลกน้ำใจ หรือซื้อบัตรประชาชนมาเก็บไว้ เพื่อควบคุมตัวไปกาบัตรวันลงคะแนน โดยเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องรู้เห็นเป็นใจเพราะเป็นพวกเดียวกัน หรือรับผลประโยชน์เพื่อการหลับตา หรือหาทางช่วยเหลือ อันเป็นปฏิบัติการของ “ระบบบ้านใหญ่อุปถัมภ์” ที่เชื่อกันว่าหวังผลเลิศได้ดีที่สุดสำหรับใช้กับผู้มีสิทธิส่วนใหญ่ในการเลือกตั้งก่อนหน้านั้น
อีกชุดของรูปแบบหาเสียงคือสื่อสารกับประชาชนถึงนโยบาย งาน หรือสิ่งที่คิดทำผ่านการให้สัมภาษณ์สื่อสารมวลชน เปิดเวทีปราศรัย ปลุกระดมความคิด หาช่องโจมตีคู่ต่อสู้ ให้เห็นความดีของตัวและความชั่วของคู่แข่ง ซึ่งเป็นความสำเร็จของนักการเมืองแบบนักพูด นักโต้วาที นักปลุกระดม ที่ใช้ได้ผลมาในยุคสมัยหนึ่ง ถนัดการสื่อสารชี้นำทางเดียว ประชาชนถูกจำกัดการรับรู้ข้อมูลทางการเมือง
แต่มาถึงวันนี้ดูไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว โลกการสื่อสารเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ สื่อมวลชนมีหลากหลาย และการแข่งขันรุนแรง ประชาชนทุกคนมีเครื่องมือทั้งรับทั้งส่งข่าวสารในมือติดตาม เผยแพร่มีส่วนร่วมในทุกรูปแบบอย่างเรียลไทม์
“เวทีดีเบต” ที่เชิญผู้นำพรรคการเมืองมานั่งเรียงแถวเพื่อตอบคำถามที่ประชาชนอยากรู้ เกิดขึ้นมากมายตามการแข่งขันที่รุนแรง เข้ามาควานหาคำตอบที่ให้กับคำถามที่แตกต่าง และเจาะลึกขึ้นเรื่อยๆ เป็นภาระที่นักการเมืองต้องทำงานหนักเพื่อความได้เปรียบ
ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้รอฟังว่า นักการเมืองจะนำเสนอเรื่องอะไร แต่ง่ายมากที่จะเสนอไปถึงพิธีกรรายการให้ช่วยตามถึงเรื่องที่แต่ละคนอยากรู้ว่า ผู้ที่อาสาเข้ามาทำงานให้ประเทศคิดอย่างไร
ที่สำคัญคือมีการวัดผลในทุกคำตอบได้ทันทีว่า ชื่นชอบคำตอบของใครมากกว่า ด้วยกลไกการสื่อสารที่ทำโพล และตอบโต้ได้แบบเรียลไทน์ จากประชาชนทุกคน
การปฏิเสธดีเบต ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม จะถูกประจานด้วย “เก้าอี้ว่าง” บนเวที ถูกประเมินค่าเป็น “พวกสันหลังหวะ” ถนัดแต่การอยู่ในเงามืด ไม่กล้าเผชิญหน้ากับความเป็นจริง
และเมื่อไม่มีชื่อปรากฏอยู่ในกระแสความสนใจของผู้คน ไม่มีใครรู้ หรือรับรู้ในวงแคบๆ ว่าคิดอะไร ทำอะไร ขณะที่คนอื่นที่เป็นคู่แข่งเปิดเผย โปร่งใส และพร้อมให้ตรวจสอบได้เต็มที่ทุกเวทีสาธารณะ
หากผู้นำการเมืองที่ทำตัวลึกลับ ไม่ร่วมมือกับการตอบคำถามอย่างโปร่งใส หากชนะเลือกตั้งเข้ามาย่อมถูกถามถึงเงื่อนไขหรือปัจจัยที่ทำให้ชนะ ว่ามาจากพฤติกรรมฉ้อฉลหรือไม่ ซึ่งย่อมเป็นปัญหาต่อความสง่างาม
เป็นไปได้สูงที่นับจากนี้ รูปแบบของการหาเสียงเลือกตั้งที่ได้ผลจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
