ในประเทศ
จนถึงวันนี้ ปัญหาเลือกตั้งยังดูวุ่นวายไม่รู้จบ
แต่ไม่ว่ากระบวนการเลือกตั้งจะมีบทสรุปอย่างไร การเมืองฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติก็ต้องเดินต่อไป แม้ผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการของ กกต.จะคาอยู่ที่ 94%
ชัดเจนว่าภูมิใจไทยชนะคะแนนถล่มทลาย น่าจะคว้าเก้าอี้ ส.ส.สูงถึง 193 เสียง ทิ้งห่างค่ายสีส้ม ขาดลอย
เจาะลึกไปที่ผลคะแนนก็จะพบว่าค่ายสีน้ำเงินใช้ยุทธศาสตร์ยิงปืนแม่น มุ่ง ส.ส.เขต กวาดมาได้เพียบจากทั่วประเทศ
ตรงกันข้ามกับคะแนนเลือกพรรค ที่ค่ายสีน้ำเงินแพ้พรรคส้มแบบขาดลอย (ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไร แม้จะแพ้เยอะ แต่จากระบบการคำนวณแบบใหม่ พรรคส้มก็ได้ ส.ส.ไปเพียง 31 คน ส่งผลให้คะแนนไปตกใส่พรรคเล็กมากโข ซึ่งจนถึงวันนี้พรรคเล็กเหล่านั้นก็มาเปิดตัวพร้อมยกมือหนุนค่ายสีน้ำเงินเรียบร้อย)
เบื้องหลังชัยชนะสีน้ำเงินต้องยกเครดิตให้ครูใหญ่ เนวิน ชิดชอบ ที่เดินตามยุทธวิธีแบบทักษิณ ชินวัตร ยุคไทยรักไทยเฟื่องฟู จนนำพรรคขนาดกลางสู่พรรคอันดับ 1 ของประเทศ
แต่ที่แตกต่างจากทักษิณก็เป็นดัง พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ แห่งรัฐศาสตร์ จุฬาฯ วิเคราะห์ว่าสีน้ำเงินรอบนี้เก๋าเกมไม่เบา แม้จะใช้ยุทธวิธีคล้ายยุคไทยรักไทย แต่ก็ปรับยุทธศาสตร์เป็นของตัวเอง หลายเรื่อง นำเอาเป้าหมายของค่ายสีส้มที่คิดและประกาศมาทำให้เป็นความจริงด้วยวิธีของค่ายสีน้ำเงิน เข้าตำรา “ส้มคิด น้ำเงินทำ”
ตั้งแต่เรื่องแฮ็กระบบตอนเลือก ส.ว. มาจนถึงตั้งเป้าหมาย 200 ส.ส. ทิ้งห่างอันดับ 2 ตั้งรัฐบาล
ล่าสุด สรยุทธ สุทัศนะจินดา แห่งกรรมการข่าวคุยนอกจอ เล่าอ้างแหล่งข่าวระดับสูงค่ายสีน้ำเงิน ว่ารัฐบาลอนุทิน 2 เตรียมเอานโยบายค่ายสีส้มมาดัดแปลงเติมคำว่า “พลัส” ทำเป็นนโยบายรัฐบาลหน้าเป็นที่เรียบร้อย
นายอนุทินและแกนนำค่ายสีน้ำเงินวันนี้จึงอยู่ในสถานะ “หล่อเลือกได้” สุดสุด
แต่ใช่ว่าค่ายสีน้ำเงินจะไม่มีเงื่อนไข
เพราะโจทย์ใหม่ของค่ายสีน้ำเงินก็คือจะเกลี่ยโควต้ารัฐมนตรีให้กับบ้านใหญ่หลังต่างๆ ในพรรคอย่างไร
หากเจาะไปที่เครือข่ายบ้านใหญ่ที่ช่วยให้ค่ายสีน้ำเงินคว้าชัยเลือกตั้ง นับแล้วก็เกิน 20-30 หลัง มีทั้งที่อยู่กับค่ายสีน้ำเงินมาแต่เดิม มีทั้งไหลเข้ามาใหม่ ยังไม่นับเก้าอี้ที่ต้องจองเอาไว้ให้ “เทคโนแครตมือโปร” อีกหลายเก้าอี้
มากกว่านั้นคือต้องคิดเรื่องประคองรัฐบาลให้อยู่รอดตลอด 4 ปีได้อย่างไร เพราะการเป็นรัฐบาลที่คนเมืองหลวงและชนชั้นกลางจำนวนมากไม่ชอบแต่แรก พูดกันอย่างตรงไปตรงมาก็คือ “ทำงานลำบาก”
ค่ายสีน้ำเงินเข้าใจเรื่องนี้จึงเดินเกมลดภาพการเมืองระบบโควต้า ตั้งรัฐบาลใหม่แบบลดภาพรัฐบาลสีเทาให้ได้มากที่สุด รูปธรรมก็คือการประกาศ “ตั้งรัฐบาลสีธงชาติ” ของนายอนุทิน ไม่กี่วันหลังชนะเลือกตั้ง
ทันทีที่ประกาศแบบนั้นก็เป็นที่คาดเดากันในทางการเมืองทันทีว่ารัฐบาลอนุทิน 2 ไม่น่าจะมีพรรคสีเขียวเข้าร่วม ซึ่งนั่นก็สร้างความประหลาดใจพอสมควร เพราะเก็งกันว่าถึงอย่างไร ค่ายสีน้ำเงินและค่ายสีเขียวน่าจะกอดคอกันตั้งรัฐบาล
ตรงกันข้าม ไม่นานหลังจากนั้น กลับปรากฏภาพแกนนำพรรคเพื่อไทย ประกอบด้วย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง นายภูมิธรรม เวชยชัย เดินทางไปที่พรรคภูมิใจไทย พร้อมประกาศหนุนค่ายสีน้ำเงินเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล
จากพรรคที่เคยต่อสู้กันทางการเมืองอย่างหนักช่วงเลือกตั้ง ขัดแย้งจนกระทั่งแยกทางกันเพราะปัญหาบริหาร แต่กลับมาแถลงข่าวร่วมกันหน้าชื่นตาบาน โดยเรื่องราวทั้งหมดเกินขึ้นภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน
นั่นเพราะค่ายสีแดงพลาดเป้าเก้าอี้ ส.ส.อย่างหนัก จากที่หวังจะได้ 200 ที่นั่ง แต่ทำได้เพียง 74 ที่นั่ง
จึงต้องยอมกลืนเลือด ลบความทรงจำคำปราศรัยแรงๆ บนเวทีหาเสียง เพื่อร่วมรัฐบาลค่ายสีน้ำเงิน
โดยพร้อมๆ กับภาพข่าวค่ายสีแดงจับมือค่ายสีน้ำเงิน พลันก็มีข่าวสีน้ำเงินยอมมอบกระทรวงเกรดเอ ให้ค่ายสีแดงหลายกระทรวง โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรฯ
ไม่ต้องเป็นเซียนการเมือง ก็รู้ว่าข่าวลือนี้มุ่งเป้าไปที่ค่ายสีเขียวโดยตรง
สำหรับค่ายสีแดง การเมืองของเพื่อไทยวันนี้จึงเป็นการยอมศิโรราบค่ายสีน้ำเงินแต่โดยดี แม้จะขัดจุดยืนลึกๆ ที่เคยประกาศมาก่อนหน้านี้ แต่คงชั่งน้ำหนักแล้ว หากไม่เข้าร่วมรัฐบาลจะเกิดผลเสียมากกว่า
บ้านใหญ่หลายหลังอาจจะหนีไปอยู่ค่ายสีน้ำเงิน จำต้องเลือกยุทธศาสตร์กินน้ำใต้ศอก ลืมเรื่องเขากระโดง เรื่องฮั้ว ส.ว.ที่ตัวเองปลุกปั้นมากับมือ
ทั้งหมดเป็นเพราะ “หล่อ” และ “อยากหล่อ” แต่มัน “เลือกไม่ได้”
ขณะที่ค่ายสีเขียว ของผู้กอง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ตกอยู่ในสภาวะวิกฤตยิ่งกว่า เพราะจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีท่าทีใดๆ ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังจากแกนนำค่ายสีน้ำเงิน
ต้องไม่ลืมว่า ร.อ.ธรรมนัสยอมหักกับรัฐบาลเพื่อไทยช่วงท้าย หันมาจับมือตั้งรัฐบาลค่ายสีน้ำเงิน ก็ดูเหมือนความสัมพันธ์รัฐบาลหน้าน่าจะไปได้ดี
แต่ในช่วงเลือกตั้งพบว่าค่ายสีเขียวใช้ยุทธศาสตร์เลือกตั้ง และยุทธวิธีกวาดคะแนนวิธีเดียวกับค่ายสีน้ำเงิน
มิหนำซ้ำ หากเจาะที่ไประดับเขตจะพบว่าหลายเขต ค่ายสีเขียวดันยิงปืนแม่นกว่าค่ายน้ำเงิน จนพลาดไปเจาะเป้าหมายของค่ายสีน้ำเงินจนหลุดเป้า
ว่ากันว่าสร้างความเจ็บปวดให้กับเครือข่ายบ้านใหญ่สีน้ำเงินหลายหลังช่วงเลือกตั้ง สีน้ำเงินจึงไปไม่ถึงเป้าใหญ่ 200 ที่นั่งที่ฝันไว้แต่แรก
ค่ายสีเขียวสร้างเสียงฮือฮาคว้าเก้าอี้ได้ถึง 58 ที่นั่ง ทั้งที่ได้คะแนนเลือกพรรคไม่มาก ไม่เรียกยิงปืนแม่นแล้วจะเรียกอะไร
แต่ผลหลังเลือกตั้งกลับไปเป็นอย่างที่คิด ค่ายสีน้ำเงินไม่ได้ดึงสีเขียวมาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลพรรคหลัก แต่กลับไปดึงเพื่อไทยก่อน
ภูมิใจไทยต้อนรับแกนนำเพื่อไทยอย่างดี แต่ภาพของค่ายสีเขียว ตรงกันข้าม
สัปดาห์ที่ผ่านมาจะเห็นภาพ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม รุกเข้าคุยกับนายอนุทิน กลางงานศพ โดยนายอนุทินพูดด้วยแต่กลับแทบจะไม่สบตาให้
ความโหดและเก๋าเกมของค่ายสีน้ำเงินวันนี้คือการไม่บอกว่าจะดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ แต่ก็ไม่ได้ไล่ไปเป็นฝ่ายค้านอย่างชัดเจน นั่นแปลว่าจนถึงวันนี้สถานการณ์รัฐบาลอนุทิน 2 กับค่ายสีเขียวยังออกได้หลายทาง
เพราะหากไม่อยากให้ร่วมรัฐบาลก็คงประกาศแต่แรก จึงวิเคราะห์กันว่าอาจเป็นการเดินเกมลดอำนาจต่อรองของ “ผู้กอง” เสียมากกว่า
และก็เป็นไปตามคาด ค่ายสีเขียวยอมตีไพ่หมอบ จากเคยเสียงแข็งเล็งเก้าอี้กระทรวงหลัก ไผ่ ลิกค์ หรือที่รู้กันในฐานะแม่บ้านค่ายกล้าธรรม ยอมรับว่าโทร.ไปหานายไชยชนก ชิดชอบ เลขาฯพรรคภูมิใจไทย เพื่อยืนยันจุดยืนว่ายอมทุกอย่าง รับทุกเงื่อนไข แต่ก็ยังไร้สัญญาณตอบรับ
เป็นไปได้ว่า 1. สีน้ำเงินรอบนี้อยากตั้งรัฐบาลสีธงชาติ ไม่มีเขียว เพราะกลัวปัญหาทุนเทา ถูกมองเป็นรัฐบาลสีเทา
2.เป็นการเอาคืนแก้แค้นให้รัฐบาลทหาร 3 ป. เพราะเป็นที่รู้กันว่าเครือข่าย 3 ป. ไม่ชอบ ร.อ.ธรรมนัส ขณะที่แกนนำสีน้ำเงินให้ความเคารพ 3 ป. อย่างมาก
การลดอำนาจต่อรองค่ายสีเขียว หรืออาจจะเป็นการไม่เชิญเข้าร่วมรัฐบาล นัยยะย่อมเป็นการ “ลงโทษกระทั่งล้างแค้นทางการเมือง”
เพราะแม้จะได้ ส.ส.มากถึง 58 คน แต่ถ้าไม่ได้เป็นรัฐบาล ไม่มีอำนาจรัฐ ย่อมขาดความสามารถในการ “เติมกระสุนทางการเมือง” ไปโดยปริยาย
กองทัพที่ขาดกระสุน ศึกครั้งต่อไปย่อมแพ้พ่าย-สู้ไม่ได้
และ 3. มองกันตามความเป็นจริงก็คือโควต้าไม่พอ
เหมือนจะเป็นคำตอบหยาบๆ ไม่ลึกซึ้ง แต่ลองคิดอีกทีต้องไม่ลืมว่าค่ายสีน้ำเงินมีบ้านใหญ่เยอะมาก
ลำพังโควต้า 35 รัฐมนตรีก็แทบไม่พอ ยิ่งไปดึงเพื่อไทยที่มีเสียง 74 เสียงมา ก็ต้องเสียโควต้ารัฐมนตรีไปอีกหลายคน
เมื่อเสียงในสภาเพียงพอแล้ว พรรคเล็กก็พร้อมยกมือให้ท่วมท้น สภาสูงก็เป็นใจ องค์กรอิสระก็ยกนิ้วให้ มั่นคงขนาดนี้แล้วจะไปเอาค่ายสีเขียวมาตัดโควต้าอีกทำไม
มีคำถามว่า แล้วทำไมแกนนำภูมิใจไทยไม่ปฏิเสธค่ายสีเขียวให้รู้แล้วรู้รอด คำตอบคือเพราะค่ายสีน้ำเงินก็รู้ฤทธิ์เดชของ “ผู้กอง” เป็นอย่างดี
บางครั้งการรีบถีบค่ายสีเขียวไปเป็นฝ่ายค้าน เท่ากับการสร้างศัตรูตัวฉกาจเพิ่มอาจไม่ใช่เรื่องดี
อาจจะต้องเก็บไว้ห่างๆ แต่อยู่ในสายตา อาจจะดีกว่าถีบไปเป็นคู่อริ
จึงได้เห็นค่ายสีน้ำเงินวันนี้ใช้วิธีบีบให้ไร้หนทางต่อรอง ไม่มีอำนาจเรียกร้อง จนต้องยอมรับทุกเงื่อนไข เมื่อนั้นก็เจียดกระทรวงเกรดบี เกรดซีไปให้
ค่ายสีเขียววันนี้จึง “หล่อเลือกไม่ได้” เป็นรายที่สอง
แม้ ร.อ.ธรรมนัสจะหนีไปเที่ยวยุโรป ดูเหมือนจะชิลๆ แต่ก็ยิงระเบิดใส่ค่ายสีน้ำเงินลูกแรกไว้เรียบร้อยด้วยการประกาศ ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้อาจขัดรัฐธรรมนูญ กำลังระดมนักกฎหมายมาช่วยดู พร้อมประกาศแม้จะเหนื่อยมากแต่ก็พร้อมเลือกตั้งใหม่
คงจะเป็นการข่มขู่ คงไม่เอาจริง แต่นี่แค่ยกแรกเท่านั้นสำหรับปัญหาของค่ายสีน้ำเงินที่ต้องเจอ
โฉมหน้ารัฐบาลอนุทิน 2 แม้จะได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาล “หล่อเลือกได้” แต่ก็อาจจะมาพร้อมพรรคร่วมรัฐบาลที่ “หล่อเลือกไม่ได้” ต้องจับตาอย่ากะพริบ
แต่ก่อนจะไปลุ้นหน้าตา ครม.ใหม่ วันนี้มาลุ้น กกต.ใหญ่ก่อนดีกว่า เพราะจนถึงวันนี้ยังไม่มีประกาศอะไรทางการออกมาเลย นอกจากประกาศจะฟ้องร้องประชาชน
นี่แหละหนา…กกต. ที่มาจากรัฐธรรมนูญฉบับบังคับเลือก
ประชาชนเลือกอะไร เลยไม่ค่อยจะได้รับสิ่งที่เลือกอยู่เสมอๆ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
