bg-single

3 ศาล ‘อาญาทุจริต-ปกครอง-รธน.’ ‘วิบากกรรมรอ ‘7 เสือ’ กกต. พิษ ‘บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด’ ชนวนเหตุทำเลือกตั้งโมฆะ

20.02.2026

ในประเทศ

ต้องยอมรับว่า การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เต็มไปด้วยสารพัดปัญหา ประชาชนและสังคมต่างออกมาตั้งคำถาม รวมทั้งเกิดข้อกังขาว่าการเลือกตั้ง ส.ส.ในครั้งนี้เป็นไปด้วย “ความสุจริต เที่ยงธรรม และโปร่งใส” หรือไม่

คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ “กกต.” ในฐานะผู้รับผิดชอบดำเนินการจัดการเลือกตั้ง ต้องกลายเป็น “ตำบลกระสุนตก” เพราะกำลังโดนมรสุมและเผชิญกับวิกฤตศรัทธาและแรงกดดันจากทุกทิศทุกทาง เนื่องจากข้อบกพร่อง ข้อพิรุธ ความผิดปกติในหลายพื้นที่ ทำให้หลายหน่วยงาน รวมทั้งภาคประชาชน ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการ “นับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ”

อีกทั้งขณะนี้ผ่านพ้นการเลือกตั้ง ส.ส.มาเกือบ 2 สัปดาห์แล้ว แต่ กกต.ก็ยังนิ่ง ไม่ออกมาประกาศตัวเลขจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง จำนวนบัตรดี บัตรเสีย บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนนต่อสาธารณชนแต่อย่างใด

ซึ่งแตกต่างจากการเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อปี 2566 ซึ่ง กกต.สามารถสรุปตัวเลขเหล่านี้ได้ในวันรุ่งขึ้น ถัดจากวันเลือกตั้ง ส.ส.ได้ทันที

แต่ทว่าความวุ่นวายจากการเลือกตั้งในครั้งนี้ เรื่องราวส่อลุกลามบานปลายเพราะเกิดปัญหาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปมร้อนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันทั่วประเทศ เมื่อโลกโซเชียลออกมาตั้งข้อสังเกตเรื่อง “บัตรเลือกตั้ง” ทั้งบัตรสีเขียว (เลือก ส.ส.แบ่งเขตเลือกตั้ง) และบัตรสีชมพู (เลือก ส.ส.บัญชีรายชื่อ) ซึ่งมีการระบุบาร์โค้ด (Bar Code) และคิวอาร์โค้ด (QR Code) พิมพ์อยู่บนบัตรเลือกตั้ง

กรณีดังกล่าว ทำให้หลายฝ่ายเกิดความวิตกกังวลว่า หากสแกนบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดที่อยู่บนบัตรเลือกตั้ง อาจทำให้สามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับไปยังผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง จนรู้ได้ว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด พรรคการเมืองใดกันบ้าง เพราะตัวอย่างบัตรเลือกตั้งที่ กกต.ออกมาประชาสัมพันธ์ต่อสาธารณชนนั้น ไม่พบว่ามีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดอยู่ในตัวอย่างของบัตรเลือกตั้งทุกประเภทแต่อย่างใด

ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดความเป็นห่วงและเป็นกังวลว่า การเลือกตั้งปี 2569 ยังอยู่ภายใต้หลักการ “ออกเสียงโดยตรงและลับ” อยู่หรือไม่ ถ้าหากมีการตรวจสอบ บาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด แล้วสามารถเชื่อมโยงไปถึงผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งว่าลงคะแนนกากบาทเลือกผู้สมัครและพรรคการเมืองใด

โดยเรื่องนี้ กกต.ส่งทีมผู้บริหารของสำนักงานฯ ออกมาชี้แจงข้อสงสัยของสังคมทันที โดยนายวรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง ชี้แจงข้อสงสัยกรณีที่มีการกำหนดบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อว่า มีฐานที่มาจากข้อกฎหมายซึ่งถูกกำหนดไว้ในระเบียบ กกต.ข้อที่ 129 ที่ให้อำนาจ กกต.กำหนดให้มีรหัสหรือเครื่องหมายหรือข้อความอื่นใดเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษในบัตรเลือกตั้งโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า เพื่อป้องกันการปลอมแปลง

ส่วนของบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดที่กำหนดไว้ นอกจากเรื่องของการปลอมแปลงแล้ว ถือเป็นส่วนหนึ่งในหลายมาตรการป้องกันการปลอมแปลง และยังเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการควบคุมและบริหารจัดการ โดยเฉพาะบัตรเลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพ ทำให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม

ย้ำว่าเรื่องของการใช้คิวอาร์โค้ด และบาร์โค้ดไม่ได้ทำมาเพื่อถูกตรวจสอบ Tracking ไปถึงผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งตามที่ปรากฏเป็นข่าว แต่ใช้ในการตรวจสอบควบคุมเรื่องการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมเท่านั้น

“ส่วนประเด็นข้อสงสัยว่าการเลือกตั้งจะเป็นไปโดยตรงหรือลับนั้นหรือไม่ จะเห็นว่าแต่ละขั้นตอนกระบวนการไม่มีโอกาสที่จะรู้ว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งลงคะแนนให้กับผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด แม้จะมีภาพปรากฏว่ามีการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและนำไปเผยแพร่เลขต่างๆ นั้น ไม่ได้พิสูจน์ว่าบัตรเลือกตั้งใบนี้ผู้ใดเป็นคนลงคะแนน ส่วนกระบวนการรักษาความปลอดภัย หีบบัตรเลือกตั้งและต้นขั้วบัตรต่างๆ ย้ำว่ามีกระบวนการจัดเก็บอย่างละกลุ่ม มีการแยกจัดเก็บอย่างเป็นสัดส่วน มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มที่”

“เชื่อมั่นว่าบัตรเลือกตั้งที่ได้ลงคะแนนไปแล้วเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ไม่สามารถทราบได้ว่าผู้ใดเป็นผู้ลงคะแนนให้กับผู้สมัครและพรรคการเมืองใด”

แต่ดูเหมือนว่าคำชี้แจงและคำอธิบายของ กกต.ที่ตอบคำถามและข้อสงสัยต่างๆ จากทั้งฝ่ายนักการเมือง นักวิชาการ และประชาชนมีน้ำหนักไม่เพียงพอ ไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งมีความโปร่งใสได้ อีกทั้งยังตั้งข้อสังเกตว่า กรณีดังกล่าวอาจสุ่มเสี่ยงขัดรัฐธรรมนูญ

และอาจจะเป็นชนวนเหตุทำให้การเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2569 เป็น “โมฆะ” หรือไม่

อย่างไรก็ดี จากชนวนเหตุ “บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด” ทำให้มีหลายภาคส่วนยื่นให้หน่วยงานต่างๆ ตรวจสอบ อาทิ พรรคประชาชน (ปชน.) โดยมองว่า การมีบาร์โค้ดอยู่ในบัตรเลือกตั้งอาจส่งผลต่อการเลือกตั้งครั้งต่อไป หากอนาคตข้อมูลรั่วไหลออกไป จะทำให้รู้ว่าประชาชนลงคะแนนให้พรรคไหนบ้าง และจะส่งผลต่อการเลือกตั้ง จึงได้มอบหมายให้นายวาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคฝ่ายกฎหมาย รวบรวมข้อเท็จจริง ทำคำร้อง ยื่นฟ้องศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ดำเนินคดีกับ กกต.และเลขาธิการ กกต. ตามมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ด้านตัวแทนเครือข่ายนักศึกษา 9 สถาบัน ยื่นฟ้อง กกต.และเลขาธิการ กกต.ต่อศาลปกครองกลาง มองว่า กกต.จัดการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากจัดทำบัตรเลือกตั้งที่มีรหัสบาร์โค้ด ซึ่งสามารถระบุหรือย้อนกลับไปถึงตัวตนของผู้ลงคะแนนได้ เป็นการละเมิดหลักการ “การลงคะแนนลับ” ตามรัฐธรรมนูญ โดยขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้การจัดการเลือกตั้งเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เช่นเดียวกับตัวแทน ส.ว.สำรองก็ได้ยื่นต่อศาลปกครองสูงสุดเอาผิด กกต.กรณีจัดพิมพ์รหัสบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้ง โดยให้ศาลสั่งให้บัตรเลือกตั้งทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบ่งเขต เป็นบัตรเสียและไม่ให้นับเป็นคะแนน

นอกจากนี้ ทางผู้ตรวจการแผ่นดินได้ส่งหนังสือถึงสำนักงาน กกต.ขอให้ชี้แจงกรณีมีผู้ยื่นคำร้องขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการที่ กกต.พิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง อาจทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจนรู้ได้ว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด พรรคการเมืองใด เข้าข่ายเป็นการกระทำขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 96 หรือไม่

ขีดเส้นให้ กกต.ชี้แจงกลับมาภายใน 7 วัน โดยขั้นตอนของผู้ตรวจการแผ่นดินหากเห็นว่าคำร้องมีมูลเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญจะส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญแต่หากเห็นว่าไม่มีมูลก็จะสั่งยุติเรื่อง

ฟาก กกต.ภายหลังสัปดาห์ก่อนมอบหมายทีมผู้บริหารของสำนักงานออกมาแถลงชี้แจงประเด็นเรื่องพิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

แต่ทว่าตลอดทั้งสัปดาห์นี้กลับไม่มีความเคลื่อนไหวหรือตั้งโต๊ะแถลงชี้แจงเพิ่มเติมแต่อย่างใด มีเพียงการชี้แจงผ่านเอกสารข่าวเท่านั้น

หลังจากนี้ คงต้องรอดูว่า 7 เสือ กกต. และสำนักงานกกต.จะต่อสู้คดีที่ถูกฟ้องเรื่องการพิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งอย่างไร

และหวังว่าประเด็นบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง จะไม่เป็นชนวนหรือต้นเหตุที่ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ ภายใต้งบประมาณ 7,800 ล้านบาทต้องสูญเปล่าไป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | กรณี สุรพล นิติไกรพจน์ ท่ายาก พรรคประชาชน
ย้อนอ่าน 5 ข้อเสนอ ‘ผ่าทางตันการเมือง’ สุรพล นิติไกรพจน์ ขณะเป็นอธิการบดี มธ.
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (16)
เชลยศึกสงครามลาว (33) เป็นเชลย
ฝังจำ ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ต่อระบบราชการ
กับดักธูซิดิดิส (1) ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านของอำนาจ
ถ้าผู้ใหญ่ยังเลี่ยงบาลี เรียนฟรีก็จะยังไม่ฟรีจริง
E-DUANG | เลือก บอร์ด ประกันสังคม พลังแห่งอดีต กับ อนาคต
อาเศียรวาท
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 2) เรื่อง ปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ประเทศไม่ไหวแล้ว เด็กรุ่นต่อไปจะอยู่กันอย่างไร เปิดใจ ‘เพียงพนอ’ ร่วมทางพรรคประชาชน
‘สุชาติ’ ค้านขึ้น VAT-กู้ 4 แสนล้านแจกเงิน จี้ปฏิรูปราชการอุดรูรั่วทุจริต ดีกว่ารีดภาษีประชาชน