ในประเทศ
มหกรรมแสดงความยินดีของค่ายสีน้ำเงินยังเฉลิมฉลองต่อเนื่องราวกับไม่มีฤกษ์จะยุติ
สัปดาห์นี้ได้ปลื้มใจกันต่อกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล สมัยที่ 2
รับช่วงต่อจากสมัยแรก และดูจากปัจจัยทางการเมืองที่เพียบพร้อมของค่ายพรรคภูมิใจไทยวันนี้ คงไม่แปลกอะไรนักถ้าจะบอกว่า นายอนุทินน่าจะเป็นนายกฯ ที่ดำรงตำแหน่งจนครบเทอม 4 ปี
สีน้ำเงินมาถึงวันนี้ได้ หนีไม่พ้นต้องพูดถึง “ครูใหญ่” น.เนวิน ชิดชอบ ผู้นำจิตวิญญาณคนสำคัญของค่ายสีน้ำเงิน ที่ “อยู่เป็น” และ “เล่นเป็น” อดทนเล่นเกมตามกติกา ใช้ประสบการณ์ทางการเมืองอันโชกโชน พาค่ายสีน้ำเงินเข้าวิน-ส่ง น.หนู อนุทิน เข้าทำเนียบรอบสองได้สำเร็จ
ไม่ได้เดินเข้าแบบธรรมดา เพราะได้รับเสียง ส.ส.สนับสนุนชนิดแน่นปึ้ก คะแนนเสียงท่วมท้น ล่าสุด สัปดาห์นี้ยังได้พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่นำโดยนายอรรถวิชญ์ สุวรรณภักดี มาร่วมทัพเพิ่มอีก จากหนแรกที่คาดกันว่าน่าจะเป็นอีกหนึ่งฝ่ายค้านตัวตึงด้านกฎหมาย
ความแข็งแรงของรัฐบาลสีน้ำเงิน ช่างตรงกันข้ามกับฝ่ายค้านเสียจริง มาถึงวันนี้ชัดเจนแล้วว่า ความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพรรคฝ่ายค้านรุนแรงกว่าที่คิด สัญญาณมาชัดตั้งแต่ครั้งโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร
กลายเป็นฝ่ายค้านจริงๆ น่าจะเหลือเพียงพรรคประชาชน รวมเสียงราวๆ 120+
ขณะที่การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีลงตัวเรียบร้อยในสัปดาห์นี้ โดยยังคงเป็นคณะรัฐมนตรีระบบโควต้าบ้านใหญ่ เพราะเป็นฐานสำคัญของชัยชนะในศึกเลือกตั้ง แต่ก็เจียดโควต้าสำคัญไว้ให้ “เทคโนแครตมือโปร” ไว้โชว์ฝีมือ 4 ตำแหน่ง
ภาพรวมจึงจัดได้ว่าเป็นฝ่ายบริหารที่เข้มแข็งมากที่สุดนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้บังคับใช้
แม้รัฐบาลอนุทิน 2 จะมีพรรคเพื่อไทยเข้ามาแบ่งโควต้ารัฐมนตรีไปถึง 5 กระทรวง แต่ก็แลกมากับเสียง ส.ส.ของค่ายสีแดงมากถึง 76 คนคอยหนุน
และที่น่าสนใจคือ 5 กระทรวงที่ค่ายสีน้ำเงินแบ่งให้ ล้วนแล้วแต่เป็น “กระทรวงแห่งปัญหา” ยั่วยวนสารพัดม็อบให้มาทัวร์ลงรัฐบาลได้ตลอดปี
ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ก็เป็นคู่อริกับนักศึกษาและปัญญาชนมหาวิทยาลัย, กระทรวงศึกษาธิการ ก็ต้องต่อรองกับกลุ่มข้าราชการครู-นักเรียนทั่วประเทศ, กระทรวงแรงงาน ก็ต้องเจอการเรียกร้องของกลุ่มประกันตน-แรงงาน, กระทรวงเกษตรฯ ก็ต้องรับมือกับสารพัดม็อบชาวสวน ชาวนา ชาวไร่ ตลอดทั้งปี
ตรงกันข้ามกับสีน้ำเงิน เป็นไปตามเกมคนชนะได้เลือกก่อน กวาดเรียบกระทรวงเกรดเอ แถมรอบนี้ยังได้จังหวะผลักดัน “ยังบลัดสีน้ำเงิน” มานั่งเก้าอี้เสนาบดีในนาม “รัฐมนตรีลูกบังเกิดเกล้า” ได้อีกหลายตำแหน่ง
ในส่วนสมรภูมินิติสงครามช่วง 1-2 สัปดาห์นี้ของค่ายสีน้ำเงิน ทุกสิ่งทุกอย่างก็ช่างเป็นใจเสียเหลือเกิน
1. กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ แถลงข่าวยอมรับยุติการสืบสวนคดีที่ดินเขากระโดง เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลเพราะตำรวจสืบสวนอยู่แล้ว
2. การรถไฟฯ แตะเบรก ไม่ฟ้องเพิ่มกรณีเพิกถอนที่ดินเขากระโดง ให้เหตุผลว่าขอรอพิจารณาข้อพิพาทเดิมทั้งหมดก่อน เมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา
3. คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้งของ กกต. คณะที่ 36 มีมติ 5 ต่อ 2 เมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา เห็นว่าข้อกล่าวหาคดีฮั้ว ส.ว. จำนวน 229 คน ไม่มีมูลความผิด ก่อนทำความเห็นเสนอต่อ กกต.ชุดใหญ่พิจารณา
4. กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ยุติการสืบสวนและไม่รับเรื่องกรณีการใช้ถนนสาธารณะเป็นทางวิ่งอากาศยานในพื้นที่ ต.ขนงพระ เป็นคดีพิเศษ โดยโยนให้ตำรวจทำสำนวนส่ง ป.ป.ช.สอบสวนแทน เมื่อวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา
5. ที่ประชุมใหญ่ ป.ป.ช. หักมติศาลรัฐธรรมนูญ มีมติยกคำร้องกล่าวหานายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม และอดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย คดีถือครองหุ้นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จกรณีถือครองหุ้น เรื่องนี้เปิดเผยครั้งแรกโดยนายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาฯ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 13 มีนาคม ที่ผ่านมา
แค่ระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ แต่มีข่าวดีในกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับการให้คุณให้โทษแกนนำพรรคสีน้ำเงินแล้วถึง 5 เรื่อง
ดูจากบริบททางการเมือง ปัจจัยทางกฎหมาย และทรัพยากรทางอำนาจที่ค่ายสีน้ำเงินมีอยู่ในมือตอนนี้ เป็นไปได้มากว่านายอนุทินอาจไม่ได้ตั้งเป้าหมายการเป็นรัฐบาลแค่ 4 ปี แต่คือการนำทัพสีน้ำเงินครองอำนาจรัฐถึง 8 ปี
ต้องไม่ลืมว่าวันนี้ค่ายสีน้ำเงินครองอำนาจนำในกลไกการเมืองระบอบประชาธิปไตยแล้วแทบจะเบ็ดเสร็จ
ความเข้มแข็งของค่ายสีน้ำเงินวันนี้มิใช่เพียงกลุ่มก้อนการเมืองบ้านใหญ่ที่เกิดขึ้นเพื่อต่อรองผลประโยชน์ แต่ค่ายสีน้ำเงินวันนี้ได้สถาปนาตัวเองเป็นสถาบันทางการเมืองใหม่ เป็นฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ที่แข็งแรงที่สุด ยิ่งกว่าสมัยรัฐบาลทหารของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
1. คุมอำนาจบริหารเบ็ดเสร็จ พรรคร่วมรัฐบาลไร้อำนาจต่อรอง ฝ่ายค้านยิ่งอ่อนแอ
2. ครองอำนาจนำในฝ่ายนิติบัญญัติทั้งสภาบนและสภาล่าง
3. มีอำนาจผ่านกลไกองค์กรอิสระแบบแนบเนียนผ่านกติการัฐธรรมนูญ
4. มีความชอบธรรมทางการเมืองระดับสูงจากการเลือกตั้งได้จำนวน ส.ส.เป็นอันดับ 1
เป็นความสำเร็จทางการเมืองของ 2 น.จากค่ายสีน้ำเงินที่สะสมทรัพยากรทางการเมือง ใช้ความอดทน สร้างความเข้มแข็ง จนนำพรรคภูมิใจไทยเข้า “วิน”
เหมือนทุกอย่างกำลังจะไปได้สวยหลังจบการเลือกตั้ง แต่ยังไม่ทันจะได้ตั้ง ครม.ใหม่ นายอนุทินก็เจอปัญหาใหญ่ซัดถล่มอย่างจัง
จู่ๆ วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ที่นักวิชาการพร่ำพูดกันหนักหน่วงช่วงปีที่ผ่านมาก็เคลื่อนมากระทบเมืองไทยระลอกใหญ่ หลังสหรัฐแท็กทีมอิสราเอล รุมถล่มอิหร่านเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3
สถานการณ์ยังไม่มีวี่แววจะจบลงโดยง่าย หลังอิหร่านตั้งตัวได้ก็เปิดปฏิบัติการโต้กลับต่อเนื่องด้วยใช้จุดภูมิศาสตร์ขนส่งน้ำมันเป็นอาวุธ ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ห้ามเรือสินค้าแล่นผ่าน
ระดับราคาน้ำมันโลกพุ่งกระฉูด กระทบประเทศไทยเต็มๆ
สยามเมืองยิ้มกลายเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงพลังงานสูงสุดในเอเชีย เนื่องจากประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นสัดส่วนสูงกว่า 50-60% ของการนำเข้าทั้งหมด
ภาพที่ปรากฏในรอบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา และดูจะยิ่งหนักขึ้นเรื่อยๆ คือภาพความโกลาหล เดือดร้อนของประชาชนชาวไทย
เป็นข่าวน่าหดหู่ไม่เว้นแต่ละวัน
ตั้งแต่ภาพชาวไทยขับรถต่อคิวยาวเหยียดหลายชั่วโมงเพื่อรอเติมน้ำมัน แต่กลับไม่มีน้ำมันเพียงพอให้บริการ, เกษตรกรต้องเอาแกลลอนมาเรียงต่อกันเพื่อรอเติมน้ำมัน, ปั๊มน้ำมันจำนวนมากไม่มีน้ำมันจำหน่าย บ้างต้องจำกัดโควต้าเติมน้ำมัน
ร้ายกว่านั้นคนไทยได้เห็นข่าวรถฉุกเฉินไม่มีน้ำมันเติม, วัดไม่มีน้ำมันเผาศพ, รถขนสินค้าเกษตรถูกยกเลิกออร์เดอร์กลางคันเพราะส่งสินค้าไม่ทัน เหตุน้ำมันหมดระหว่างขนส่ง ตระเวนหาปั๊มเติมก็ไม่มี ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
เกิดคำถามขึ้นมากว่ารัฐบาลทำอะไรอยู่?
คำชี้แจงที่ออกมาจากฝั่งรัฐบาลมีเพียงการยืนยันว่า ไทยมีน้ำมันเพียงพอ, ไทยมีน้ำมันสำรองมากสุดในอาเซียน หรืออย่างมากสุดก็คือออกมาชี้แจงว่าที่ขาดแคลนเป็นเพราะปัญหาขนส่งไม่ทันความต้องการ
วันนี้วิกฤตราคาพลังงานดูเหมือนจะยิ่งเลวร้ายลงเรื่อยๆ เพราะเมื่อน้ำมันราคาขึ้น ปัญหาเงินเฟ้อก็จะเกิดขึ้นตามมา ราคาสินค้าอุปโภค บริโภคต่างจ่อคิวรอขยับขึ้น
สัญญาณการกักตุนสินค้า กักตุนพลังงานยิ่งนานวันยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ หนีไม่พ้นประชาชนต้องแบกรับ
นับเป็นความท้าทายอย่างยิ่งของรัฐบาล น.หนู อนุทิน ที่ต้องเจอวิกฤตพัดโหมเข้าใส่ตั้งแต่ยังไม่เป็นรัฐบาล
แน่นอนว่าทุกคนเข้าใจว่าสาเหตุของวิกฤตนั้นเกิดจากสงคราม แต่การขอโทษอย่างเดียวไม่พอ ผู้มีอำนาจก็ต้องแสดงฝีมือการบริหารให้เห็นถึงแนวทางการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า ระยะสั้น ระยะกลาง ให้ประชาชนมีความเข้าใจด้วย
เพราะในวันที่ประชาชนต้องตื่นตีสามมาต่อคิวเติมน้ำมัน ไม่ควรต้องมีใครในรัฐบาล มาพูดจาอะไรทับถมประชาชนอีก
ไม่ว่าจะเป็นการบอกว่า “ปั๊มไหนขึ้นราคาก็อย่าไปเติม” ของนายกฯ, การบอกว่า “ถ้าเวิร์กฟรอมโฮมมันลำบากก็มาทำงานที่ทำงาน” ของรองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ หรือ รมว.พลังงานออกมาบอกว่า “ถ้าอยากให้น้ำมันลด ก็ทำได้ด้วยตัวเองคือลดใช้น้ำมันลง เงินก็จะออกจากกระเป๋าน้อยลงไปเอง”
คำพูดเหล่านี้เป็นเหมือนการโยนปัญหาไปให้ปัจเจกแก้ไขปัญหากันเอง จากคนที่ถืออำนาจเพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างและระบบได้ มันยิ่งทำให้ผู้คนหดหู่
แถมไปส่งเสริมให้ความแพนิกตื่นตูมดูสมเหตุสมผลขึ้นไปอีก
อย่าลืมว่าวิกฤตน้ำมันก็ลุกลามกลายเป็นวิกฤตการเมือง วิกฤตความชอบธรรมของรัฐบาลได้เช่นกัน
ตัวอย่างมีให้เห็นในการเมืองไทยเอง
รัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ก็เคยต้องลาออกเพราะวิกฤตราคาน้ำมันเมื่อปี พ.ศ.2523 ขณะนั้นเกิดการปฏิวัติในอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
รัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ปรับขึ้นราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้าหลายครั้งเพื่อพยุงฐานะการคลัง แต่การสื่อสารและการบริหารจัดการทำได้ไม่ดีนัก เกิดการคัดค้านอย่างหนักจากทั้งฝ่ายค้าน สหภาพแรงงาน และนิสิตนักศึกษา มีการรวมตัวประท้วงใหญ่ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า กดดันจน พล.อ.เกรียงศักดิ์ยอมประกาศลาออกกลางสภา
หรือจะเป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้
วิกฤตเศรษฐกิจและพลังงานเมื่อปี 2022 รัฐบาลของ Gotabaya Rajapaksa บริหารงานผิดพลาดจนขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ ไม่มีเงินนำเข้าน้ำมัน ประชาชนต้องต่อคิวรอน้ำมันหลายวัน ไฟฟ้าดับวันละหลายชั่วโมง จนเกิดการประท้วงใหญ่
ท้ายที่สุดจบที่ผู้ประท้วงบุกยึดทำเนียบประธานาธิบดี จนเขาต้องหนีออกนอกประเทศและลาออกผ่านอีเมล
นั่นคือตัวอย่างว่า ปัญหาเรื่อง “ปากท้อง” โดยเฉพาะราคาพลังงานและน้ำมัน อาจเป็นจุดจบของนักการเมืองได้
“รัฐบาล น.หนู” อย่าปล่อยให้ประชาชนแบกรับไม่ไหว จนเกิด “น.น้ำตา”
มิฉะนั้น แรงกดดันระดับ “มหาศาล” จะกำเนิดขึ้น และจะพุ่งตรงไปที่ “รัฐบาล” ทันที
ต่อให้รัฐบาลจะเข้มแข็งแค่ไหน หากประชาชนเสื่อมศรัทธา รัฐบาลก็ล้มได้
มีตัวอย่างให้เห็นกันมาแล้ว!
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
