7 เสือ ‘กกต.’ กับ 2 เผือกร้อน จะกล้าปล่อยผี ‘คดีฮั้ว ส.ว’ หรือไม่ สู้คดี ‘บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง’ อย่างไร หลัง ‘ศาล รธน.’ 6 : 3 รับวินิจฉัย
ในประเทศ
มหากาพย์คดีเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 2567 หรือฮั้ว ส.ว. ซึ่งอยู่ในกระบวนการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568
เวลานี้ถือว่าใกล้ได้ข้อยุติแล้วว่าคดีดังกล่าวนี้จะมีบทสรุปออกมาเป็นเช่นไร
มีขบวนการฮั้วกันจริงตามข้อกล่าวหาหรือไม่
สำหรับกระบวนการพิจารณาคดีดังกล่าว ย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงต้นปี 2568 7 เสือ กกต.ได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลางชุดที่ 26 ซึ่งเป็นคณะทำงานร่วมกันระหว่าง กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยมี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. ทำหน้าที่เป็นประธาน
คณะกรรมการฯ ชุดดังกล่าว เดินหน้าตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเอกสาร พยานหลักฐานต่างๆ อย่างครบถ้วนและรอบด้านแล้ว
สรุปสำนวนการสอบสวนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือก ส.ว. เห็นควรดำเนินคดีต่อผู้ถูกกล่าวหา จำนวน 229 ราย
แบ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภา 138 คน กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย และเครือข่าย 91 ราย
ทั้งนี้ คณะกรรมการสืบสวนพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาดังกล่าว เข้าข่ายมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ทำให้ได้รับเลือกมาเป็น ส.ว. โดยไม่สุจริต เที่ยงธรรม และขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 113 ที่บัญญัติว่า สมาชิกวุฒิสภาต้องไม่ฝักใฝ่หรือยอมตนอยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมืองใดๆ
ต่อมาเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. (ขณะนั้น) ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้ง คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 จำนวน 7 ราย
ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 มีรายงานว่าทางคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ได้มีมติ 5 : 2 สวนทางกับคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 แบบสิ้นเชิง โดยระบุว่าทั้ง 229 คน ไม่มีมูลความผิด
ขณะที่เสียงข้างน้อย 2 เสียง เห็นว่า ควรชี้มูล 134 คน ในกลุ่ม ส.ว. ปัจจุบัน 138 คน
สำ
นักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รีบออกมาชี้แจงทันทีว่า กรณีปรากฏข่าวเกี่ยวกับความเห็นของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหา ข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 มีมติ 5 : 2 สวนทางกับคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 ว่าทั้ง 229 คน ไม่มีมูลความผิด เป็นขั้นตอนในการกลั่นกรองสำนวนตามระเบียบ ซึ่งมิได้มีการเพิ่มเติมขึ้นมาแต่อย่างใด
โดยเมื่อคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 พิจารณาแล้ว จะต้องจัดทำความเห็นและเสนอสำนักงาน กกต. เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาต่อไป
ดังนั้น ขณะนี้เรื่องดังกล่าวจึงยังอยู่ในชั้นการดำเนินการของสำนักงาน กกต.คดีนี้ยังไม่ยุติ
“ขอยืนยันว่าการดำเนินการทุกขั้นตอนเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และกระบวนการพิจารณาสำนวนที่กำหนดไว้ โดยความเห็นในแต่ละลำดับนั้น เป็นอิสระในการใช้ดุลยพินิจของตนเองในการเสนอความเห็น แต่ไม่มีผลผูกพันต่อการพิจารณาของ กกต.โดยหากมีคำวินิจฉัยที่เป็นทางการ สำนักงาน กกต.จะแจ้งให้ประชาชนทราบต่อไป”
แม้ว่าสำนักงาน กกต. จะออกมาชี้แจงว่า ความเห็นของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหา ข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 เป็นแค่หนึ่งในขั้นตอนพิจารณา ไม่มีผลผูกพันต่อการพิจารณาของ กกต.
แต่ทว่า ในสายตาของประชาชนและสังคม ต่างกังวลว่า สุดท้ายแล้วคดีฮั้ว ส.ว. 7 เสือ กกต.จะมีมติตัดจบให้เรื่องนี้ไม่ถูกส่งไปศาลเพื่อดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหา
อีกทั้งมีการตั้งข้อสังเกตว่า มีความพยายามเร่งปิดจ๊อบคดีดังกล่าวนี้ให้เสร็จโดยเร็วก่อนฟอร์มทีมรัฐบาลชุดใหม่ เนื่องจากจำนวนผู้ที่ปรากฏชื่ออยู่ในคดีฮั้วเลือก ส.ว. 229 คน มี 13 คน มีชื่อติดโผว่าจะได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี “ครม.อนุทิน 2”
ฉะนั้น หาก กกต.เร่งรีบปิดคดี ย่อมหนีไม่พ้นข้อครหาและเสียงวิจารณ์แน่นอน
พรรคประชาชน (ปชน.) นำโดย ‘หัวหน้าเท้ง’ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ระบุว่า กรณีคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ของ กกต. มีมติเสียงข้างมากค้านมติของคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ชี้ว่าผู้ที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวกับคดีฮั้ว ส.ว. 229 คน ไม่มีความผิด เป็นสิ่งที่ค้านสายตาประชาชน ผลสรุปจากคณะอนุฯ ออกมาแล้ว ต่อไปต้องเข้าสู่ที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่ ซึ่งยังคงติดตามอย่างใกล้ชิด
คาดหวังว่า กกต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา
ขณะที่คณะตัวแทนกลุ่ม ส.ว.สำรอง ซึ่งก่อนหน้านี้ออกมาเรียกร้องให้ กกต.เร่งดำเนินการสอบคดีฮั้ว ก็ได้ยื่นหนังสือถึง กกต. เรียกร้องให้คำนึงถึงเกียรติยศชื่อเสียงของตนเอง และสถาบันอันมีเกียรติที่เคยทำงานอยู่ก่อนมาเป็น กกต.
และมีความกล้าหาญในการพิจารณาตัดสินคดีฮั้วเลือก ส.ว. โดยยึดพยานหลักฐาน และผลการพิจารณาของคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนชุดที่ 26 เป็นหลัก
นอกจากคดีฮั้ว ส.ว. ที่ทุกคนจับตาท่าทีของ กกต.แล้ว
อีกเรื่องร้อนหนึ่งของ กกต.ที่ถูกจับตามองเช่นกัน
นั่นก็คือเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 เสียง รับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ส่งความเห็น และคำร้องของประชาชน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย กรณีการจัดการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 และ 85 หรือไม่
เนื่องจากเห็นว่ากรณีการจัดพิมพ์บาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้งเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพ
และอาจสามารถเชื่อมโยงให้มีการตรวจสอบย้อนหลังกลับไปถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่า เลือกใครหรือลงคะแนนให้กับพรรคการเมืองใด
ถือเป็นการเลือกตั้งที่ไม่เป็นไปโดยลับ ขัดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้อง และเอกสารประกอบแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงอันเป็นมูลเหตุแห่งคดีนี้เกี่ยวกับการดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ มิใช่เฉพาะเขตเลือกตั้งใดเขตเลือกตั้งหนึ่งหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะรายหรือเฉพาะกรณี
มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการดำเนินการจัดการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 ประกอบมาตรา 83 วรรคสอง คำร้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 233 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 64
จึงมีมติโดยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 มีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก จำนวน 6 คน คือ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายจิรนิติ หะวานนท์ นายนภดล เทพพิทักษ์ นายอุดม รัฐอมฤต และนายสุเมธ รอยกุลเจริญ
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย จำนวน 3 คน คือ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ และนายสราวุธ ทรงศิวิไล
มตินี้ทำให้ กกต.มีการบ้านข้อใหญ่ที่จะต้องชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญและแก้ข้อกล่าวหา
หากแก้ไม่ได้ ก็คงเป็นวิบากกรรมหนักขององค์กรอิสระนี้
เช่นเดียวกับเรื่องฮั้ว ส.ว. หากมีมติสวนความรู้สึกประชาชน
อนาคตของ กกต.ก็น่าห่วงใยยิ่ง
