ถนนสู่ ‘เพิร์ลฮาร์เบอร์’ การข่าว ถอดรหัส สหรัฐฯ รู้ตัวก่อนหรือไม่? | สุรชาติ บำรุงสุข
หมายเหตุ : บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับวันที่ 30 ก.ค. 2544 ชื่อบทความ “ถนนสู่เพิร์ลฮาร์เบอร์ (4) ถอดรหัสลับ”
“ถ้ารัฐเป้าหมายล้มเหลวในการรับการแจ้งเตือน
การจู่โจมจะเกิดขึ้น ถ้าเขารับการแจ้งเตือนแล้ว
แต่ไม่ได้เตรียมการอะไร เขาก็จะยังคงรับผลจากการจู่โจมดังกล่าว”
Richard K. Belts
Surprise Attack (1982)
เรื่องราวการโจมตีทางอากาศของญี่ปุ่นต่อฐานทัพสหรัฐที่อ่าวเพิร์ลในรัฐฮาวายนั้น ยังคงถือได้ว่าเป็นหนึ่งในแผนการยุทธ์ที่สามารถนำมาใช้เป็นบทศึกษาสำหรับการวางแผนทางทหารทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้เป็นอย่างดี
แม้ระยะเวลาจะล่วงเลยมานานแล้วสำหรับการโจมตีดังกล่าว แต่บทเรียนจากแผนการยุทธ์ของญี่ปุ่นและการเตรียมตัวของสหรัฐในสภาวะที่เป็นวิกฤตการณ์ ยังคงเป็นเรื่องที่นักการทหารจะต้องนำมาพิจารณาเป็นบทเรียนการสงครามโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาและสถานที่
ดังนั้น ในบทต่อไปนี้ จะทดลองนำเสนอเรื่องราวทางความคิดในเรื่องของการเตรียมการของสหรัฐในอันที่จะรับมือกับการโจมตีของญี่ปุ่นที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ ซึ่งการโจมตีนี้ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามในแปซิฟิกในเวลาต่อมา
วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม 1941… เช้าของวันที่อากาศสดใสบนเกาะฮาวายได้เริ่มขึ้นด้วยเครื่องบินรบของญี่ปุ่นจำนวน 183 ลำ ประกอบด้วยเครื่องบินขับไล่ เครื่องบินดำดิ่งทิ้งระเบิด และเครื่องบินตอร์ปิโด ได้บินผ่านด้านเหนือของปลายแหลมคาฮูคู ของเกาะโออาฮู เข้าสู่ฐานทัพของกองทัพเรือแปซิฟิกของสหรัฐที่อ่าวเพิร์ล และฐานทัพอากาศที่อิวา ที่ฮิกแคม และที่คานีโอเฮ
ที่อ่าวเพิร์ลนั้น เรือรบของกองเรือแปซิฟิกแบบต่างๆ เป็นจำนวนถึง 96 ลำ จอดเรียงรายทอดสมออยู่…
และเมื่อเวลา 07.40 น. โดยประมาณของเช้าวันดังกล่าว หมู่บินโจมตีชุดแรกก็ถึงบริเวณแหลมคาฮูคู และระเบิดลูกแรกก็ถูกทิ้งจากเครื่องบินรบของญี่ปุ่นในเวลาประมาณ 07.50 น. สงครามในแปซิฟิกเริ่มต้นด้วย “นภานุภาพ” ที่เป็นกำลังอากาศนาวี ปรากฏการณ์ดังกล่าวดูจะสะท้อนให้เห็นเป็นอย่างดีถึงความเป็นไปในอนาคตของการสงครามในแปซิฟิกว่า กำลังอากาศนาวีเช่นนี้แหละที่จะเป็นแกนกลางของพลังอำนาจแห่งรัฐคู่สงครามในยุทธบริเวณนี้ต่อไปในภายหน้า
กองเรือแปซิฟิกของสหรัฐถูกส่งมาวางกำลังที่ฮาวายตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 1940 โดยคาดหวังว่าการวางกำลังดังกล่าวจะเป็น “เครื่องมือในการป้องปราม” ต่อการคุกคามของญี่ปุ่นที่จะกระทำต่ออาณานิคมของสหรัฐ อังกฤษและของดัชต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แต่อย่างไรก็ตาม เป็นที่รับทราบกันโดยทั่วไปอยู่แล้วว่า ถ้าเกิดสงครามขึ้นจริง กองเรือนี้จะต้องกลับไปวางกำลังหลักที่ชายฝั่งด้านตะวันตกของสหรัฐ เพราะความพร้อมของฐานทัพที่ฮาวายที่จะรองรับต่อกองเรือขนาดใหญ่นั้น ไม่เพียงพอ เช่น ปัญหาในเรื่องสถานที่ส่งกำลังบำรุง การซ่อมบำรุง และการฝึก ซึ่งฐานทัพสหรัฐที่ชายฝั่งตะวันตกมีความพร้อมในเรื่องเหล่านี้มากกว่า นอกจากนี้ การถูกส่งมาประจำการที่ฮาวาย ทำให้ทหารต้องอยู่ห่างจากครอบครัวเป็นระยะเวลานานก็ย่อมส่งผลต่อขวัญและกำลังใจของกำลังพลในกองทัพด้วย
ในขณะที่สหรัฐคาดหวังว่าการวางกำลังไว้ที่ฮาวายจะเป็นการป้องปรามญี่ปุ่น แต่ในความเป็นจริง กองกำลังที่ฮาวายไม่ได้มีความเข้มแข็งอย่างที่คาดกันเท่าใดนัก เพราะกำลังรบหลักทางทะเลของสหรัฐ ถูกส่งไปยังยุทธบริเวณในแอตแลนติกมากกว่า โดยเฉพาะผู้นำสหรัฐมองว่า ภัยคุกคามของเรือดำน้ำเยอรมันในยุทธบริเวณแอตแลนติกเป็นประเด็นเร่งด่วนมากกว่าปัญหาในแปซิฟิก
ในวันที่กำลังทางอากาศของญี่ปุ่นเข้าโจมตี เรือประจัญบาน และเรือรบอื่นๆ ทั้งหมดจอดอยู่ในฐานทัพที่อ่าวเพิร์ล
ความโชคดีของกองทัพเรือสหรัฐอยู่ตรงที่เรือบรรทุกเครื่องบินทั้งหมดของกองเรือแปซิฟิกนั้น ไม่ได้อยู่ที่ฮาวายเลย เรือเล็กซิงตัน และเรือเอ็นเตอร์ไพรส์ พร้อมกับเรือลาดตระเวนและเรือพิฆาต (ซึ่งทำหน้าที่เป็นเรือคุ้มกันเรือบรรทุกเครื่องบินดังกล่าว) ได้ทำหน้าที่เป็นเรือลำเลียงเครื่องบินไปส่งยังฐานทัพที่เกาะเวกและเกาะกวม ส่วนเรือประจัญบานโคโลราโด ซ่อมอยู่ในอู่แห้งที่ฐานทัพเรือที่ชายฝั่งด้านตะวันตกของสหรัฐ
นอกจากนี้ ในส่วนของกำลังทางอากาศนั้น เครื่องบินแบบต่างๆ เป็นจำนวนเกือบ 400 ลำ (ทั้งของกองทัพบก กองทัพเรือ และของนาวิกโยธิน) ถูกนำมาจอดบนลานวิ่งแบบชนิดปีกชนปีกเพื่อป้องกันการก่อวินาศกรรมจากสายลับของญี่ปุ่น
หากพิจารณาในแง่มุมทางการเมืองแล้ว จะเห็นได้ว่าปัญหาประการสำคัญก็คือ ปัญหาการขาดนโยบายที่ชัดเจนในการป้องกันฮาวาย หากสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐกับญี่ปุ่นเกิดขึ้นจริง ดังจะเห็นได้ว่าก่อนที่การโจมตีของญี่ปุ่นจะเริ่มขึ้นนั้น
ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับญี่ปุ่นได้เกิดสภาพที่เป็น “วิกฤต” แล้วหลายเดือน แต่มาตรการพิเศษในการเตรียมการที่จะป้องกันฮาวายก็ไม่ได้มีขึ้นแต่อย่างใด ซึ่งตั้งแต่เดือนมิถุนายน 1940 เป็นต้นมา ได้มีการสั่งเตรียมพร้อม 3 ครั้ง และมีการซ้อมป้องกันการโจมตีทางอากาศและซ้อมการปราบเรือดำน้ำหลายครั้ง ซึ่งพ้นจากนี้แล้ว ก็ไม่มีมาตรการอื่นใดเลย
อย่างไรก็ตาม แนวทางการมองปัญหาว่าฮาวายอาจถูกโจมตีด้วยกำลังทางอากาศนั้น ได้เคยมีการถกแถลงภายในกองทัพสหรัฐมาแล้วอย่างน้อยก็ปรากฏหลักฐานว่ามีการถกแถลงในประเด็นดังกล่าวในปี 1936
แม้กระทั่งในเดือนมีนาคม 1941 ก็มีรายงานที่ถูกทำโดยนายทหารบกและนายทหารเรือในระดับชั้นยศพลตรี (ทั้งสองท่านมาจากเหล่านักบิน) ชี้ว่า การโจมตีอย่างฉับพลันต่อฐานทัพเรือสหรัฐที่ฮาวายเป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้อย่างมาก
และในเดือนสิงหาคม 1941 นายทหารชาวฮาวาย ได้เสนอรายงานสนับสนุนแนวคิดดังกล่าว ทั้งยังประมาณสถานการณ์ว่า ถ้าเกิดสงครามขึ้น ญี่ปุ่นจะใช้เรือบรรทุกเครื่องบินจำนวน 6 ลำ เพื่อโจมตีฮาวาย และการโจมตีจะเกิดขึ้นในตอนเช้าตรู่!
นอกจากนี้ หนังสือพิมพ์ Honolulu Advertiser ที่ออกในฮาวายเป็นวันที่ 30 มกราคม 1933 ก็เคยมีบทความกล่าวถึงว่า กำลังทางทะเลของข้าศึกอาจเข้าตีฐานทัพของสหรัฐที่ฮาวาย โดยเสนอว่าหากการโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้น ก็อาจจะทำให้กองเรือแปซิฟิกของสหรัฐเป็นอัมพาตได้ และทั้งยังจะกลายเป็น “ช่องโหว่” ให้ศัตรูสามารถปฏิบัติการได้ตั้งแต่ซีแอตเติลลงมาถึงซานฟรานซิสโก ดังนั้น ความปลอดภัยของเพิร์ลฮาร์เบอร์จึงขึ้นอยู่กับการลาดตระเวนของกำลังทางอากาศของสหรัฐ
แต่รายงานเหล่านี้ก็ไม่เคยได้รับความสนใจในกองบัญชาการระดับสูงที่ฮาวายแต่ประการใด เพราะเชื่อว่าข้อพิจารณาดังกล่าวเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ถึงขนาดที่นายพลมาร์แชล ซึ่งเป็นเสนาธิการกองทัพบกสหรัฐกล่าวกับประธานาธิบดีรูสเวลต์ ในเดือนพฤษภาคม 1941 ว่า ฐานทัพสหรัฐที่ฮาวายเป็น “ป้อมปราการที่แข็งแรงที่สุดในโลก” ทั้งยังเชื่อว่า ถ้าข้าศึกใช้กำลังทางทะเลเข้าโจมตีฮาวาย กำลังรบของข้าศึกจะเริ่มถูกทำลายที่ระยะทางประมาณ 750 ไมล์ และจะถูกตอบโต้อย่างรุนแรงที่ระยะทางประมาณ 200 ไมล์จากเป้าหมายที่ฮาวาย
แม้จะมีการถกแถลงในหมู่นายทหารระดับสูงทั้งของกองทัพบกและกองทัพเรือถึงการที่ข้าศึกจะเข้าโจมตีฮาวาย แต่ข้อสรุปก็มีเพียงประการเดียวคือ
“เป็นไปไม่ได้!”
ประเด็นสำคัญอีกประการอยู่ตรงที่ นายทหารในระดับสูงของกองทัพสหรัฐต่างก็เชื่อว่า ฮาวายน่าจะปลอดจากการโจมตีของญี่ปุ่น เพราะข้อมูลจากรายงานข่าวกรอง จากหนังสือพิมพ์ และจากข่าวลือต่างๆ มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ญี่ปุ่นจะใช้กำลังมุ่งโจมตีอาณานิคมของอังกฤษและของดัชต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่า จึงไม่น่าเป็นไปได้ที่ญี่ปุ่นจะโจมตีฐานทัพสหรัฐที่อ่าวเพิร์ลพร้อมกับโจมตีเป้าหมายดังกล่าวพร้อมๆ กัน และพวกเขามองไม่เห็นว่าญี่ปุ่นจะเปิดการยุทธ์ในลักษณะเช่นนั้นได้อย่างไร
นอกจากนี้ อีกแนวคิดหนึ่งก็คือ ญี่ปุ่นไม่มีความจำเป็นต้องโจมตีฮาวาย เพราะกำลังที่มีอยู่ของสหรัฐในแปซิฟิก “ไม่มีผลกระทบต่อการควบคุมน่านน้ำ” ที่ญี่ปุ่นต้องการจะควบคุมไม่ว่าเรือประจัญบานของสหรัฐที่อ่าวเพิร์ลจะถูกจมหรือไม่ก็ตาม แต่ในทรรศนะทางทหารของญี่ปุ่น กองเรือแปซิฟิกที่ฮาวายคือภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ของญี่ปุ่น ดังนั้น ญี่ปุ่นจะต้องทำลายกองเรือนี้เพื่อไม่ให้ปฏิบัติการทางทหารของญี่ปุ่นในเอเชียถูกคุกคามจากสหรัฐ
ดังนั้น ผู้บังคับบัญชาระดับสูงที่ฮาวายคือ พลเรือเอกคิมเมล ผู้บัญชาการกองทัพเรือแปซิฟิก และ พลโทชอร์ต ผู้บัญชาการกองกำลังฮาวาย จึงเน้นภารกิจไปในเรื่องของการฝึก ผลก็คือเรือและเครื่องบินที่ใช้ในการฝึก จะไม่สามารถใช้ในภารกิจของการเฝ้าตรวจและติดตามกองเรือของข้าศึกได้ หรือไม่สามารถที่จะใช้ตอบโต้การโจมตีของข้าศึกได้แต่อย่างใด
ในเช้าวันที่ 7 ธันวาคม 1941 เครื่องบินของกองทัพเรือสหรัฐที่บินลาดตระเวนจึงมีอยู่ไม่กี่ลำ (เป็นเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเลแบบ Catalina) เครื่องบินเหล่านี้ไม่ใช่บินในภารกิจของการลาดตระเวนติดอาวุธทางอากาศ หากแต่เป็นการบินในภารกิจของการบินลาดตระเวนทางทะเลโดยเน้นในเรื่องของการปราบเรือดำน้ำข้าศึกมากกว่า
และจุดที่บินก็คือทางด้านใต้ของเกาะโออาฮู ซึ่งเครื่องบินของญี่ปุ่นได้บินเข้าโจมตีทางด้านเหนือของเกาะ (ดังที่กล่าวในข้างต้น)
ดังนั้น เครื่องบินขับไล่ทั้งของกองทัพเรือและกองทัพ จึงไม่ได้รับการเตือนภัยแต่อย่างใด
แต่แย่ยิ่งกว่านั้นก็คือ พลปืนต่อสู้อากาศยานก็ไม่ได้รับแจกกระสุนจริงสำหรับการเตรียมต่อสู้กับการโจมตีทางอากาศของข้าศึกแต่อย่างใด
เรื่องราวที่กล่าวในข้างต้น จึงชี้ให้เห็นได้เป็นอย่างดีว่า ปัจจัยสำคัญที่เอื้อให้การโจมตีอย่างฉับพลันประสบความสำเร็จ (สำเร็จในความหมายของการบรรลุภารกิจ มิใช่สำหรับในความหมายที่ทำให้รัฐคู่สงครามต้องยอมแพ้ จากการโจมตีดังกล่าวที่เกิดขึ้น) ก็คือ การขาดการมองปัญหาแบบรอบด้าน ผู้นำทางทหารระดับสูงยึดมั่นอยู่กับแนวคิดที่เชื่อแต่เพียงว่า การโจมตีของญี่ปุ่นต่อฐานทัพสหรัฐที่ฮาวายเป็น “สิ่งที่เป็นไปไม่ได้” และทั้งพวกเขาดูจะเชื่ออย่างมั่นใจว่า ญี่ปุ่นไม่ได้มีศักยภาพทางทหารที่จะกระทำการเช่นนั้นได้
ดังนั้น กรณีการโจมตีอ่าวเพิร์ลที่เกิดขึ้นจึงมิใช่จะมองง่ายๆ ว่าเป็นเรื่องความผิดพลาดของระบบข่าวกรอง ที่ไม่สามารถเป็นผู้แจ้งสัญญาณเตือนภัย หากแต่จะเห็นได้ว่าความผิดพลาดเป็นเรื่องของ “ระบบงานทางทหาร” ทั้งหมดโดยเฉพาะในเรื่องของความคิดที่ขาดการมองปัญหา และขาดการทำความเข้าใจในศักยภาพกำลังรบของข้าศึก
จนกระทั่งเมื่อข้าศึกเข้ามาถึงตัวฐานทัพที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ในเช้าวันที่ 7 ธันวาคม 1941 จึงเป็นคำตอบจริงๆ ว่าข้าศึกสามารถกระทำการเช่นนั้นได้…
และสิ่งนี้คือบทเรียนราคาแพงที่สหรัฐต้องจ่ายสำหรับการขาดความพร้อมในการเตรียมรับกับปัญหาที่จะเกิดขึ้น
ข้อถกเถียงที่สำคัญประการหนึ่ง
ในกรณีเพิร์ลฮาร์เบอร์ก็คือ สหรัฐรู้ตัวก่อนหรือไม่?
นักประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งเชื่ออย่างมั่นใจว่า ทำเนียบขาวและบุคคลที่ใกล้ชิดได้รับรู้ล่วงหน้าก่อนแล้วถึงแผนการโจมตีดังกล่าว แต่ต้องปิดบังไว้ เพราะถ้าปล่อยให้การโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์เกิดขึ้น ก็จะทำให้มติมหาชนของชาวอเมริกันที่ต้องการมีนโยบาย “อยู่อย่างโดดเดี่ยว” (isolationist policy) หันกลับมาสนับสนุนนโยบายที่สหรัฐควรจะต้องเข้ากับกิจการของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระโดดเข้าสู่สงครามในเอเชีย-แปซิฟิกกับญี่ปุ่น
สมมติฐานเช่นนี้ว่าที่จริงแล้วเริ่มจากการเปิดประเด็นของ นายโทมัส ดิวอีร์ ผู้สมัครแข่งขันประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกัน ที่รณรงค์หาเสียงทางการเมืองว่าประธานาธิบดีโรสเวลต์รู้เรื่องเหล่านี้ก่อนแล้ว แต่ก็ยอมปล่อยให้ญี่ปุ่นโจมตีฐานทัพสหรัฐที่ฮาวายได้ คำยืนยันของฝ่ายรีพับลิกันก็คือ ข้อมูลข่าวกรองของญี่ปุ่นที่ถูกทางฝ่ายสหรัฐตรวจจับได้ก่อนการโจมตี
นอกจากนี้ สมมติฐานดังกล่าวก็สอดคล้องกับคำยืนยันของพลเรือเอกคิมเมลและพลโทชอร์ตที่กล่าวว่าพวกเขาทั้งสองถูกปฏิเสธข้อมูลอันที่ได้มาจากการถอดรหัสลับของญี่ปุ่น ทำให้การเตรียมการป้องกันฮาวาย ในแผนเผชิญเหตุจึงดำเนินไปในลักษณะของการระวังป้องกันการก่อวินาศกรรมมากกว่าจะเป็นการป้องกันการโจมตีทางอากาศ
ข้อถกเถียงอันยาวนานในประเด็นนี้ดำรงอยู่มาโดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และกลายเป็น “หัวใจ” ของปัญหาความลับของกรณีเพิร์ลฮาร์เบอร์
เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองของสหรัฐทั้งในส่วนของกองทัพบกและกองทัพเรือได้มีความพยายามมาโดยตลอดในอันที่จะ “ถอดรหัส” จากการส่งข้อมูลลับของรัฐบาลและกองทัพญี่ปุ่น ประมาณว่าในช่วงปลายเดือนกันยายนและต้นเดือนตุลาคม 1940 ชุดปฏิบัติการข่าวของสหรัฐประสบความสำเร็จมากขึ้นในการดักจับข้อมูลรหัสของญี่ปุ่น และมีหลักฐานบางส่วนเสนอว่าพวกเขาน่าจะประสบความสำเร็จในการถอดรหัสดังกล่าวด้วย
แต่ก็มีหลักฐานบางส่วนโต้แย้งว่า ความพยายามในการถอดรหัสดังกล่าวไม่ได้ประสบความสำเร็จมาก (ในความหมายว่าถอดได้ทั้งหมด) แต่ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากกรณีเพิร์ลฮาร์เบอร์แล้ว
วิวาทะของเงื่อนเวลากับความสำเร็จก็ยังคงเป็นสิ่งที่อธิบายได้ไม่ชัดเจน แต่อย่างไรก็ตาม เป็นที่รับรู้กันในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ว่า สหรัฐประสบความสำเร็จในการถอดรหัสของข้อมูลข่าวกรองของรัฐบาลและกองทัพญี่ปุ่นจริง โดยอุปกรณ์การถอดรหัสนี้ชื่อว่า “เมจิก” (Magic) เช่นเดียวกับเครื่อง “เอ็นนิมา” (Enigma) ของอังกฤษที่ใช้ถอดรหัสลับของเยอรมนี
ข้อมูลข่าวกรองของรัฐบาลและกองทัพญี่ปุ่นแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ
1) ข้อมูลข่าวกรองของกระทรวงต่างประเทศญี่ปุ่น ข้อมูลนี้ส่งโดยวิทยุจากโตเกียวถึงสถานทูตและสถานกงสุลต่างๆ ของญี่ปุ่นที่อยู่โพ้นทะเล กระทรวงต่างประเทศญี่ปุ่นได้ส่งคู่มือข้อมูลรหัสให้แก่สถานทูตของตนเองที่วอชิงตันและสถานกงสุลที่มะนิลา แต่ก็ไม่ได้ส่งให้แก่สถานกงสุลที่ฮอนโนลูลู ข้อมูลรหัสในส่วนนี้จึงไม่ใช่สิ่งที่ราชนาวีญี่ปุ่นใช้ในการเข้ารหัส และสำหรับทางฝ่ายสหรัฐแล้ว ข้อมูลในส่วนนี้ถูกเรียกว่า “รหัสสีม่วง” (Purple Code)
2) ข้อมูลข่าวกรองของราชนาวีญี่ปุ่น ข้อมูลและคำสั่งต่างๆ ในส่วนนี้เป็นส่วนที่กองทัพเรือญี่ปุ่นใช้ในการติดต่อเรือรบ เรือสินค้า ฐานทัพเรือ และบุคลากรของกองทัพเรือที่ประจำการอยู่ในโพ้นทะเล เช่น ผู้ที่ดำรงตำแหน่งเป็นทูตทหารเรือ เป็นต้น ข้อมูลข่าวกรองในส่วนนี้จึงไม่ใช่ข้อมูลเดียวกับ “รหัสสีม่วง” ดังได้กล่าวมาแล้วว่า รหัสสีม่วงใช้เฉพาะกับกระทรวงต่างประเทศเท่านั้น และรหัสสีม่วงก็ไม่ได้ถูกใช้โดยกองทัพเรือ ข้อมูลในส่วนนี้โดยทั่วไปมีรหัสทั้งหมด 29 ระบบ เช่น กองทัพเรือสหรัฐประสบความสำเร็จในการถอดรหัสจาก “สมุดรหัสดี” (Code Book D) จึงสามารถทำลายกองเรือญี่ปุ่นได้ในยุทธนาวีที่มิดเวย์ แต่สมุดรหัสดีก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งในระบบรหัสของราชนาวีญี่ปุ่นทั้งหมด
ระบบรหัสลับของกองทัพเรือญี่ปุ่นหรือที่เรียกว่า “Kaigun Augo” มักจะเป็นในรูปของรหัสตัวเลข เช่น ในสมุดรหัสดีจะเป็นตัวเลข 5 ตัว (หรือที่เรียกว่า “5-Num code”) ในระบบนี้ กองทัพเรือจะจัดทำรหัสเป็นตัวเลข 5 ตัว ใช้แทนเรือหรือนายทหารเพื่อใช้ในการส่งสัญญาณวิทยุ ตัวอย่างเช่น ตัวเลข 28494 คือรหัสตัวเลขที่ใช้สำหรับเรืออาคางิ (Akagi) ซึ่งเป็นเรือธงในยุทธการฮาวาย เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีรหัสอื่นของกองทัพเรือญี่ปุ่น ได้แก่
– “สมุดรหัสเอส” (Code Book S) เป็นรหัสการติดต่อระหว่างกองทัพเรือกับกองเรือพาณิชย์นาวีของญี่ปุ่น (Japan Merchant Marine)
– สัญญาณวิทยุนามเรียกขาน (Radio Call Signs) หรือ “Yobidashi Fugo” เป็นนามเรียกขานที่ใช้กับเรือรบ หน่วยทหาร นายทหารแต่ละคนในตำแหน่งต่างๆ เรือของกองเรือพาณิชย์นาวี (ซึ่งเรือเหล่านี้ถูกเรียกว่า “มารู” [Maru])
– รหัสการเคลื่อนไหวของกองเรือญี่ปุ่น (Naval movement code) เป็นข้อมูลรหัสที่แจ้งการเคลื่อนไหวของเรือรบ เรือพาณิชย์นาวี หรือนายทหาร ในเรื่องของเวลาการออกเดินทางเวลาที่ถึงที่หมาย จุดหมายของการเดินทาง เป็นต้น
การส่งข้อมูลรหัสทั้ง 3 ในส่วนนี้ก็เช่นเดียวกับกรณี “สมุดรหัสดี” ที่ดำเนินด้วยการส่งวิทยุและญี่ปุ่นก็ดูจะมั่นใจอย่างมากว่ารหัสลับเหล่านี้จะไม่ถูกถอดได้สำเร็จ แต่ในความเป็นจริงความลับของฝ่าย “สีส้ม” ได้ถูกตรวจจับได้ (“สีส้ม” คือรหัสที่สหรัฐใช้เรียกฝ่ายญี่ปุ่น)
ปัญหาก็คือ เมื่อทางฝ่ายสหรัฐตรวจจับข้อมูลรหัสโดยไม่มีเครื่องช่วย อาจจะต้องใช้เวลาตั้งแต่หนึ่งชั่วโมงไปจนถึงในบางกรณีก็ใช้เวลาหลายวัน ดังนั้นกองทัพเรือสหรัฐจึงได้ประดิษฐ์เครื่องมือเพื่อใช้ในการถอดระหัสเหล่านี้ได้แล้ว สามารถถอด “รหัส” ออกมาได้จริงเพียงใด ประเด็นของเวลายังคงเป็นปัญหาของการถกเถียงอยู่มาก เพราะบางส่วนเชื่อว่าสหรัฐสามารถถอดรหัสได้หมดตั้งแต่ช่วงต้นปี 1941 แต่บางส่วนกลับชี้ว่า สหรัฐกระทำการเช่นนั้นได้หลังจากกรณีเพิร์ลฮาร์เบอร์แล้วคือ สามารถถอดรหัสได้ในตอนต้นปี 1942
ข้อมูลรหัสเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ความรวดเร็วในการถอดรหัสเหล่านี้ (ซึ่งแม้ในปัจจุบันเครื่องมือดังกล่าวก็ยังคงเป็นความลับ) และมีชื่อเป็นรหัสลับว่า “เมจิก” ดังที่ได้กล่าวแล้วในข้างต้น
ในขณะที่ “เมจิก” เป็นเครื่องถอดรหัส แต่การตรวจจับข้อมูลรหัสทั้งหลายเป็นหน้าที่ของสถานีข่าวกรองสัญญาณซึ่งได้ถูกจัดตั้งขึ้นในจุดต่างๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิกทั้งในอลาสก้า แคลิฟอร์เนีย ฮาวาย จนถึงในฟิลิปปินส์ เป็นต้น
ขณะเดียวกัน ก็มีสถานีตรวจจับสัญญาณเช่นนี้ของอังกฤษในสิงคโปร์และฮ่องกง และของเนเธอร์แลนด์ในชวาอีกด้วย และสถานีเหล่านี้ก็คือเครือข่ายของสถานีสัญญาณข่าวกรองของฝ่ายสัมพันธมิตรที่ตั้งเป็นวงล้อมคอยติดตามการเคลื่อนไหวของญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเคลื่อนไหวของกองทัพเรือญี่ปุ่นในยุทธบริเวณแปซิฟิกทั้งหมด
เมื่อสิ่งเหล่านี้ถูกเปิดเผยออกมาสู่สาธารณะมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้สมมติฐานที่เชื่อว่าทำเนียบขาวน่าจะรับรู้ข่าวกรองก่อนการโจมตีญี่ปุ่นที่อ่าวเพิร์ลได้รับความสนับสนุนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยของประธานาธิบดีคาร์เตอร์ในปี 1979 ได้มีการเปิดเผยเอกสารลับซึ่งเป็นข้อมูลสัญญาณของญี่ปุ่นที่ถูกตรวจจับได้ตั้งแต่กรกฎาคม 1941
แต่หากย้อนกลับไปดูสถานการณ์ในขณะนั้น จะเห็นได้ชัดเจนประการหนึ่งว่า ฝ่ายสัมพันธมิตรโดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐนั้น ให้ความสนใจอย่างมากกับการเคลื่อนไหวของกำลังรบญี่ปุ่นที่มุ่งลงสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีการเดินทางของเรือรบจากฐานทัพเรือที่ญี่ปุ่นและเข้าจุดรวมกำลังที่เกาะไหหลำ นอกจากนี้ ในช่วงต้นปี 1941 เรือรบเหล่านี้ก็ได้เคยเดินทางเข้าสู่น่านน้ำของเวียดนามมาแล้วเพื่อเป็นการอวดธงในช่วงที่ญี่ปุ่นต้องการการสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจของญี่ปุ่น
ดังนั้น ในช่วง 2 วันสุดท้ายก่อนมีการโจมตีอ่าวเพิร์ลจะเริ่มขึ้น ความสนใจของสหรัฐจึงเกาะติดอยู่กับการเคลื่อนไหวของกองเรือรบญี่ปุ่นในทะเลจีนใต้ ซึ่งสหรัฐเชื่ออย่างมั่นใจว่าจะมุ่งไปทางภาคใต้ของไทยและทางเหนือของมลายา ฉะนั้น สถานการณ์ความตึงเครียดจากการเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นในอ่าวไทยจึงดึงความสนใจของสหรัฐไปจากเหตุการณ์ในแปซิฟิกตอนกลางไม่มากก็น้อย กล่าวคือ ความสนใจของผู้นำทางการเมืองและการทหารของสหรัฐอยู่ที่อ่าวไทยมากกว่าจะอยู่ที่อ่าวเพิร์ล
นอกจากนี้ ในทรรศนะของนักวิเคราะห์ด้านการข่าวของสหรัฐในขณะนั้น เชื่อว่าเป้าหมายการโจมตีของญี่ปุ่นไม่น่าจะอยู่ที่ฐานทัพของสหรัฐที่อยู่ในตอนกลางของแปซิฟิก ซึ่งหากจะเปรียบเทียบกรณีนี้ก็มีลักษณะคล้ายกับทรรศนะของผู้นำเยอรมนีที่มีต่อการยกพลขึ้นบกของฝ่ายสัมพันธมิตรที่นอร์มังดีในปี 1944 กล่าวในทำนองเดียวกันได้ว่า พวกเขาไม่เชื่อว่าข้าศึกจะกระทำการกับเป้าหมายตรงนั้น แต่ความล้มเหลวของเยอรมนีในการวิเคราะห์แผนการยุทธ์ของข้าศึกในกรณีนอร์มังดีปี 1944 นั้นเป็นความผิดอย่างมาก เพราะเป็นความผิดต่อการมองการตัดสินใจของข้าศึกภายในยุทธบริเวณเดียว ซึ่งมีพื้นที่ของยุทธบริเวณไม่กว้างมากนัก
แต่สำหรับในส่วนของสหรัฐ เป็นความผิดในการมองการตัดสินใจของข้าศึก ซึ่งมีพื้นที่การยุทธ์ใหญ่กว่ากรณีของเยอรมนีมาก เพราะการเคลื่อนไหวของข้าศึกเกิดขึ้นนอกยุทธบริเวณของฮาวาย คือเป็นลักษณะของการดำเนินการยุทธ์แบบข้ามมหาสมุทร เพราะกำลังที่ออกตีต่อเป้าหมายของข้าศึกนั้น อยู่ในอีกด้านหนึ่งของมหาสมุทร ซึ่งการยุทธ์ในพื้นที่ที่มีบริเวณกว้างใหญ่เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนการโจมตีที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ในปี 1941
ดังนั้น การประมาณสถานการณ์ของนักการข่าวและนักการทหารของสหรัฐในขณะนั้น ดูจะมองไม่เห็นถึง “ความเป็นไปได้” ว่าญี่ปุ่นจะสามารถปฏิบัติการโจมตีข้ามมหาสมุทรได้อย่างไร และยิ่งคนเหล่านั้นบางส่วนมีทรรศนะที่มีลักษณะของการดูถูกทางเชื้อชาติด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้พวกเขามองไม่เห็นว่า พวกผิวเหลืองอย่างญี่ปุ่นจะสามารถทำการยุทธ์ที่มียุทธบริเวณกว้างขวางได้อย่างไรอีกด้วย
แต่สำหรับการเคลื่อนไหวของกองเรือญี่ปุ่นในบริเวณอ่าวไทยแล้ว เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับความสามารถของญี่ปุ่นในทรรศนะของพวกเขา เพราะกระทำได้เพียงอยู่ในยุทธบริเวณเดียวเท่านั้น
ฉะนั้น แม้จะมีระบบการข่าวที่ดี แต่หากผู้นำทั้งทางการเมืองและการทหารของสหรัฐมีทรรศนะเช่นนี้แล้ว สิ่งที่พวกเขามุ่งความสนใจจึงอยู่กับการบุกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นสำคัญ ไม่ใช่การโจมตีที่ฮาวาย
นอกจากนี้ ในความเป็นจริง ระบบการข่าวของสหรัฐในขณะนั้นมีปัญหาอยู่ค่อนข้างมาก การแข่งขันระหว่างกองทัพบกและกองทัพเรือในงานข่าวกรอง ดูจะเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไป อีกทั้งการมีเครื่องมือในการถอดรหัสข้อมูลทั้งของกระทรวงต่างประเทศและกองทัพเรือญี่ปุ่น แต่ก็มีการจำกัดวงของผู้ที่ได้รับทราบข้อมูลเหล่านี้ซึ่งก็มีปัญหาอย่างมากเช่นกันในการวางแผนการป้องกัน
อีกทั้งข้อมูลสัญญาณในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ก็มีมากเกินไปหรือ “เสียงดังเกินไป” ในภาษาข่าวกรอง จนอาจจะยากที่จะแยกแยะข้อมูลในช่วงระยะเวลาอันสั้นก่อนที่ญี่ปุ่นจะโจมตี
หากจะกล่าวโดยสรุปว่า แม้ข้อถกเถียงในประเด็นว่าทำเนียบขาวรับรู้แผนการโจมตีของญี่ปุ่นก่อนหรือไม่ยังไม่มีข้อยุติที่แน่ชัด
แต่หากพิจารณาในแง่ของการเตือนภัยของงานการข่าวต่อกรณีเพิร์ลฮาร์เบอร์แล้ว จะเห็นได้ว่า ทรรศนะที่ไม่เชื่อว่าข้าศึกจะกระทำการโจมตีต่อเป้าหมายดังกล่าว …หรือบางส่วนเชื่อว่าข้าศึกอาจจะโจมตีต่อเป้าหมายนั้น แต่ก็ไม่เชื่อว่าข้าศึกจะสามารถทำได้จริงคือมูลเหตุของความล้มเหลวในการระวังป้องกันฐานทัพที่ฮาวาย
แล้วในที่สุดญี่ปุ่นก็พิสูจน์ให้เห็นในเช้าตรู่ของวันที่ 7 ธันวาคม 1941 ว่าการยุทธ์ข้ามมหาสมุทรด้วยการโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์สามารถเกิดขึ้นได้จริง!






