สถานการณ์สงครามอิหร่านเดินหน้าไม่หยุดเข้าสู่สัปดาห์ที่ 5 อาจจะดูมีแนวโน้มที่ดีอยู่บ้างเรื่องการเจรจาแต่ก็เป็นแนวโน้มที่ยังมีความเปราะบางในตัวเองอย่างมาก เพราะการเคลื่อนตัวของสงครามยังไม่เห็นแนวโน้มที่จะนำไปสู่การหยุดยิงได้จริง
การที่แนวโน้มสงครามยังไม่เคลื่อนไปในทิศทางของสันติภาพนั้น อาจจะเป็นเพราะต่างฝ่ายต่างยังมีศักยภาพของการตอบโต้ทางทหารกันไปมา ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ก็เล่นบทขีดเส้นแดงด้วย “การขู่” ที่จะใช้กำลังทหารในการโจมตีอิหร่านให้หนักขึ้น และคำขู่ที่สำคัญของทรัมป์เกิดขึ้นจากการโพสต์ในตอนดึกของคืนวันที่ 22 มีนาคม ที่จะเปิดการโจมตีสถานีพลังงานของอิหร่านภายใน 48 ชั่วโมงข้างหน้า ถ้าอิหร่านไม่ยอดเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
คำกล่าวของผู้นำสหรัฐก็คือ การขีด “เส้นแดง” ที่จะไม่อนุญาตให้รัฐฝ่ายตรงข้ามตัดสินใจข้ามเส้นดังกล่าว
คำขู่ของทรัมป์
แน่นอนว่า คำขู่ของผู้นำอเมริกันสร้างความกังวลอย่างมากกับเวทีโลก เพราะการกระทำเช่นนั้น จะทำให้สงครามเกิดการยกระดับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากอิหร่านเองคงไม่ยอมให้สหรัฐโจมตีจุดสำคัญทางยุทธศาสตร์ของตน โดยปราศจากการตอบโต้ ซึ่งว่าที่จริงแล้ว ในช่วงที่ผ่านมา เราได้เห็นถึงการที่อิหร่านเปิดการโจมตีประเทศในบริเวณอ่าวเปอร์เซียมาแล้ว แม้ว่าโดรนและขีปนาวุธของอิหร่านจะถูกสกัดกั้นและทำลายขณะอยู่ในอากาศ แต่การโจมตีที่เกิด ได้สร้างความเสียหายในระดับหนึ่ง และมีบางส่วนที่หลุดรอดจากการสกัดกั้นไปได้
แต่แล้วโลกได้ถอนหายใจสักนิด เมื่อผู้นำสหรัฐตัดสินใจใหม่ที่จะเลื่อนการโจมตีสถานีพลังงานของอิหร่านออกไป 10 วัน ด้วยเหตุผลว่า เนื่องจาก “การเจรจามีความคืบหน้าไปอย่างดี” โดยการเลื่อนครั้งนี้จะทำให้เกิดเส้นตายใหม่ของทำเนียบขาวคือ วันที่ 6 เมษายน (คำกล่าวของทรัมป์, 27 มีนาคม 2026)
ขณะเดียวกัน กำลังรบจากหน่วยนาวิกโยธินและกำลังส่งทางอากาศของสหรัฐ กำลังถูกส่งเข้าพื้นที่ ซึ่งทำให้เกิดคำถามในอีกด้านว่า สหรัฐเตรียมส่งกำลังทางบกเข้าปฏิบัติการภาคพื้นดินในอิหร่านใช่หรือไม่ เพราะการนำกำลังทางบกเข้าสู่อิหร่าน จะเป็นการยกระดับสงครามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน เพราะผู้นำอิหร่านอาจจะไม่ยอมรับต่อสภาวะเช่นนี้
นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐประมาณการณ์ว่า สหรัฐจะบรรลุวัตถุประสงค์ของสงครามตามที่กำหนดไว้ในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า หรือที่รัฐมนตรีต่างประเทศอเมริกันกล่าวว่า สงครามจะจบลงในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า (คำกล่าวของมาร์โก รูบิโอในเวทีการประชุม G7) กระนั้น ก็ไม่มีความชัดเจนว่า สงครามจะยุติลงได้จริงตามที่ผู้นำอเมริกันคาดหวังไว้เพียงใด
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นความน่ากังวลในทางยุทธศาสตร์ก็คือ การสื่อสารทางการเมืองของผู้นำสหรัฐ ที่มีความไม่ชัดเจน ดังเช่นเมื่อมีการขีดเส้นตายแล้ว แต่เมื่อครบกำหนดเส้นตาย ก็ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นจริง
ในอีกด้านหนึ่ง อาจกล่าวได้ว่า เมื่ออิหร่านตัดสินใจ “ข้ามเส้นแดง” แต่ก็ไม่มีอะไรตามมา ดังนั้น เส้นแดงของทรัมป์จึงดูจะไม่มีความน่าเกรงขามเท่าใดนัก
เส้นแดง ที่ไม่แดง !
สภาวะเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามอย่างมากว่า สิ่งที่ในทางทฤษฎีเรียกว่า “ความน่าเชื่อถือทางยุทธศาสตร์” (strategic credibility) ของสหรัฐในสงคราม จะอยู่อย่างไร
การกล่าวเช่นนี้ ก็เพื่อชี้ให้เห็นถึงบริบทในทางยุทธศาสตร์ว่า ประธานาธิบดีโอบามาก็เคยถูกวิจารณ์อย่างมากในปี 2012 เพราะมีการขีดเส้นแดง ที่จะไม่อนุญาตให้รัฐบาลซีเรียในขณะนั้น ใช้อาวุธเคมีในการปราบปรามฝ่ายตรงข้าม แต่เมื่อรัฐบาลซีเรียใช้อาวุธดังกล่าวจริง ประธานาธิบดีอเมริกันก็ไม่ได้แสดงอาการตอบโต้ใดๆ ทั้งสิ้น และหนึ่งในคนที่วิจารณ์โอบามาอย่างมากก็คือ ทรัมป์ … โอบามาถูกวิจารณ์ว่า “กลับไปกลับมา” ไม่มีความเอาจริงในเชิงนโยบาย
ทรัมป์เองวันนี้ กำลังตกอยู่ในสภาวะเดียวกับโอบามาในปี 2012 แต่บางที อาจจะหนักหน่วงกว่า เพราะทรัมป์มีเส้นแดงหลายเส้น แต่ดูเหมือนผู้นำอิหร่านจะไม่สนใจที่จะปฏิบัติตามเท่าใดนัก และผู้นำสหรัฐเองก็ไม่ได้ดำเนินการอะไรจริงจัง จนดูเหมือนว่า คำแถลงของผู้นำสหรัฐ ไม่ได้มีน้ำหนักอะไรมากในเวทีสากล (การกล่าวเช่นนี้มิได้มีนัยที่ต้องการเห็นผู้นำอเมริกันใช้กำลัง “ถล่ม” อิหร่านอย่างรุนแรง เป็นแต่การตั้งข้อสังเกตจากปัญหาการขีดเส้นแดงของทรัมป์)
หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปแล้ว สิ่งที่จะประสบความเสียหายอย่างมาก จะไม่ใช่เรื่องความเสียหายจากสงครามแต่จะเป็นความเสียหายในทางการเมือง ซึ่งหมายถึง ความเสียหายที่เกิดแก่ “ความน่าเชื่อถือ” ของความเป็นผู้นำของสหรัฐในเวทีโลก หรือ “American Credibility” ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ

อนาคต
ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่จะต้องติดตามกันต่อไปว่า ผู้นำสหรัฐจะตัดสินใจในท้ายที่สุดอย่างไรกับปัญหาอิหร่านเพราะทรัมป์อาจจะชอบที่จะใช้กำลังทางทหารขนาดใหญ่ เพื่อเป็นการขีดเส้นแดงในการแก้ปัญหาระหว่างประเทศ และเชื่อว่า กำลังขนาดใหญ่จะเป็นเครื่องมือในการแก้วิกฤต เพราะฝ่ายตรงข้ามจะไม่กล้าข้าม
แต่ถ้าฝ่ายตรงข้ามไม่กลัว และพร้อมที่จะก้าวข้ามเส้นแดงนี้แล้ว ผู้นำสหรัฐจะดำเนินการอย่างไรต่อ … สงครามครั้งนี้จึงเป็นความท้าทายต่อความน่าเชื่อถือของสหรัฐอย่างท้าทาย และถ้ายืดเยื้อต่อไป ก็จะยิ่งส่งผลกระทบต่ออนาคตการเลือกตั้งกลางเทอมในการเมืองอเมริกันอย่างแน่นอน !
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
