พรรคประชาชน ประกาศสู้ยิบตา คดี 44 ส.ส.ลงชื่อเสนอแก้ ม.112 หลัง ป.ป.ช.ยื่นศาลฎีกา ‘ยกแผง’ จับตาเมษายน ปรับทัพฝ่าด่านนิติสงคราม
ในประเทศ
ภายหลังผ่านพ้นการเลือกตั้ง ส.ส.เป็นการทั่วไปได้เพียง 1 วัน เช้าวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ปรากฏข่าวออกมาว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ประชุมเพื่อลงมติชี้มูลความผิดกับอดีต 44 ส.ส.พรรคก้าวไกล นำโดยนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ซึ่งถูกร้องในความผิดฐานฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง
กรณีร่วมกันลงชื่อยื่นแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยที่ประชุมมีมติให้ส่งเรื่องและความเห็นต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน กระทำการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีมติ
กระทั่งต่อมาวันที่ 31 มีนาคม 2569 คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติเห็นชอบร่างคำร้องเพื่อยื่นศาลฎีกา กรณีกล่าวหาอดีต 44 ส.ส.พรรคก้าวไกล ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงเรียบร้อยแล้ว โดยขั้นตอนหลังจากนี้จะส่งคำร้องให้กับสำนักคดี ป.ป.ช. เพื่อยื่นคำร้องแก่ศาลฎีกาต่อไป
โดยรายชื่อของอดีต 44 ส.ส.พรรคก้าวไกล ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 ในนามของพรรคประชาชน (ปชน.) จำนวน 10 คน แบ่งเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ 8 คน นำโดย “หัวหน้าเท้ง” นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
รวมทั้งแกนนำพรรคคนสำคัญ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล นายรังสิมันต์ โรม นายวาโย อัศวรุ่งเรือง นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล นายณัฐวุฒิ บัวประทุม นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ขณะที่ ส.ส.แบบแบ่งเขต จำนวน 2 คน คือ นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.กทม. และนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ส.ส.กทม.
ทั้งนี้ ตามกระบวนการ หาก ป.ป.ช.ยื่นคำร้องส่งศาลฎีกาเรียบร้อยแล้ว และศาลฎีกามีคำสั่งประทับรับฟ้องคดี 10 ส.ส.พรรคประชาชน (ปชน.) ที่ตกเป็น 1 ใน 44 ส.ส.อดีตพรรคก้าวไกลจะต้องถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยทันที
เรื่องนี้ นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ระบุว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา กรณีอดีต 44 ส.ส.พรรคก้าวไกล ข้อหาผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากนี้จะเป็นขั้นตอนทางธุรการเตรียมเอกสารพร้อมคำร้องเพื่อยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา โดยทางธุรการจะต้องประสานงานกับทางศาลว่ามีความพร้อมเมื่อไหร่ เนื่องจากเอกสารประกอบคำร้องมีจำนวน 56 ชุด อีกทั้งจะต้องสำเนาเอกสารให้กับคู่ความด้วย ดังนั้น จะต้องดูความพร้อมของสำนักงานว่าจะสามารถยื่นคำร้องได้เมื่อไหร่ ยืนยันว่าจะต้องดำเนินการโดยเร็ว
ส่วน ส.ส.ที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ในนามพรรค ปชน.จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล เนื่องจากขณะถูกร้องเป็น ส.ส.อยู่ในสมัยเดิม แต่ปัจจุบันได้รับการเลือกตั้งเข้ามาใหม่ จำนวน 10 คน อยู่ในรายชื่อ 44 ส.ส. จึงต้องดูว่าศาลฎีกาจะสั่งรับคำร้องและสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ด้วยหรือไม่
“หากเป็นไปตามแนวทางที่สำนักงานกฤษฎีกาตีความไว้ หาก ส.ส.ดำรงตำแหน่งอยู่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ย้ำว่าจะต้องรอดูคำสั่งของศาลฎีกา ป ป.ช.คงไปก้าวล่วงไม่ได้ ส่วนการจัดทำคำร้องหรือคำขอของสำนักงาน ป.ป.ช.ต้องเสนอให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ไปด้วยอยู่แล้ว ซึ่งกระบวนการจะไปจบที่ศาลอยู่แล้ว” นายสุรพงษ์ระบุ
ขณะที่พรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ โดย “หัวหน้าเท้ง” ยืนยันว่าการเสนอแก้ไขกฎหมายเป็นอำนาจโดยแท้ของผู้แทนราษฎร และเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการทำงานในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยกับร่างกฎหมายหรือไม่ การทำหน้าที่ของพวกเรา การเสนอร่างแก้ไขกฎหมาย ไม่ควรถูกนำไปดำเนินคดีข้อหาฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
ขณะที่นายวาโย อัศวรุ่งเรือง ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ออกมาระบุว่า เตรียมคำร้องไว้ 3 เรื่อง
คำร้องแรกเป็นการขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งเป็นอย่างอื่น คือ ขอให้ศาลสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ เตรียมคำร้องเอาไว้อย่างน้อย 4 กลุ่ม คือกลุ่มที่เป็นผู้นำฝ่ายค้าน ได้แก่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน มีการชี้ให้ศาลเห็นว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา ต้องมีผู้นำสูงสุดของฝ่ายค้าน คือ “ผู้นำฝ่ายค้าน” หากสูญเสียการปฏิบัติหน้าที่ไปเป็นผลเสียกับระบอบประชาธิปไตยมากกว่า
นายวาโยระบุอีกว่า ฉบับที่สอง เป็นคำร้องที่ขอให้ศาลไม่รับคำร้อง ฉบับที่สาม ขอศาลสั่งให้ ป.ป.ช.ย้อนกลับกระบวนพิจารณา ในฐานะผู้ถูกร้องเห็นว่า ป.ป.ช.ปฏิบัติขัดกับตัวกฎหมายและระเบียบภายในของ ป.ป.ช.หลายขั้นตอน ตั้งแต่ขั้นตอนการแจ้งข้อกล่าวหา
นอกจากนี้ ยังมีกระบวนการพิจารณาที่มองว่าผิดระเบียบหลายข้อ เช่น ไม่เปิดโอกาสให้นำสืบพยานบุคคลหรือพยานเอกสารเลย ส่วนใหญ่พวกตนขอแค่คนละ 1 คำร้องเท่านั้น แต่ ป.ป.ช.ก็ยังไม่อนุญาต เห็นว่ากระบวนการแบบนี้ไม่ได้เปิดโอกาสให้ผู้ถูกร้องต่อสู้ได้อย่างเต็มที่
ป.ป.ช.ทำสำนวนคดีนี้ เรียกว่าแทบจะทำอยู่ฝ่ายเดียว ทางฝั่งพวกตนทำได้แค่ส่งพยานหลักฐานเอกสารเข้าไปแก้ข้อกล่าวหา
แต่ ป.ป.ช.สืบพยานบุคคล คนนั้นคนนี้ เจ้าหน้าที่คนนั้นคนนี้ หรือเพื่อนที่อาจจะเคยร่วมอุดมการณ์กันมาก่อน ถูกเชิญเข้าไปนำสืบต่างๆ มากมาย
ซึ่งพวกตนถูกกล่าวหาแล้ว ส่วนนั้นก็ถูกนำมาเป็นพยานหลักฐานด้วย แค่ขอคัดถ่ายก็ไม่ให้เลย ขอดูว่าแต่ละคนเบิกความอย่างไร หน้าตาเป็นอย่างไร ก็บอกว่ามีแค่นี้แหละ ซึ่งบางทีมีแค่นี้
“คำร้องของแต่ละบุคคลไม่เหมือนกันเลย แต่ละคนเราไม่ Copy Paste แต่การทำงานของ ป.ป.ช.แทบจะ Copy Paste ทั้งหมด 98% ของทางฝั่งตนไม่มีเลย ทนายประกบกันคนต่อคน ไม่มีใครที่เหมือนกันหรอก ความคิดความอ่านมันเป็นปัจเจก ไม่มีใครที่เขาเหมือนกัน ตนก็สู้กันไปแบบนี้”
ขณะที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรค ยืนยันสิ่งที่อดีต ส.ส.พรรคก้าวไกลดำเนินการเสนอร่างกฎหมายเป็นการกระทำที่ไม่ควรนำไปสู่การตัดสิทธิ์ทางการเมือง ยืนยันจะทำอย่างเต็มที่ยืนยันความบริสุทธิ์ผ่านกระบวนการทางกฎหมาย ผ่านการอธิบายแก่ประชาชนในเชิงสังคม
ส่วนขั้นตอนตามกฎหมาย ขั้นตอนถัดไป ป.ป.ช.จะยื่นเรื่องไปยังศาลฎีกา หากศาลรับคำร้องไว้พิจารณาก็จะมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ยกเว้นเป็นอื่นใด โดย นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคฝ่ายกฎหมาย เตรียมมาตรการและคำร้องว่าหากมีการรับคำร้องพิจารณาจะไม่มีการนำไปสู่หยุดปฏิบัติหน้าที่
“ขออย่าเพิ่งด่วนสรุปว่า 44 ส.ส.ถูกตัดสิทธิ์ เวลานี้ขอไปทีละขั้นตอน ขณะนี้กำลังยื่นคำร้อง หากศาลรับ จะมีหรือไม่มีคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ แม้ศาลมีคำสั่งหรือไม่เห็นด้วยกับคำร้องพรรคประชาชน ก็ไม่ได้เป็นการสรุปว่า 44 ส.ส.กระทำความผิด แต่จะต้องต่อสู้ในชั้นศาลที่ต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณา ยืนยันว่ามีมาตรการรองรับไว้ทุกฉากทัศน์อยู่แล้ว สู้ยิบตาทุกขั้นตอน แต่ผลลัพธ์เป็นอย่างไรให้เป็นการตัดสินของศาลฎีกา”
นายพริษฐ์ระบุ อย่างไรก็ดี ผลพวงจากกรณีดังกล่าวนี้ ส่งผลให้ 10 ส.ส.ต้องเผชิญกับความสุ่มเสี่ยงว่าจะต้องถูกคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.หรือไม่
ประกอบกับแกนนำพรรคประชาชน (ปชน.) ยอมรับเองว่ามีมาตรการรองรับไว้ทุกฉากทัศน์ ฉะนั้น แนวโน้มการปรับทัพหรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพรรคที่จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ย่อมมีความเป็นไปได้สูง
โดยขณะนี้มีกระแสข่าวว่า เตรียมดันชื่อ “อาจารย์ต้น” นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ขึ้นมาเป็นผู้นำพรรคประชาชนคนใหม่ แทน “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
ฉะนั้น เดือนเมษายนนี้จึงต้องจับตาดูว่า การประชุมใหญ่ของพรรคประชาชน จะมีการปรับโครงสร้างพรรค
และผลักดันใครขึ้นมาเป็นแกนนำพรรคชุดใหม่
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
