สมุนไพรเพื่อสุขภาพ | โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งพาตนเอง
มูลนิธิสุขภาพไทย
ราตรีสีทองได้เผยโฉมและกลิ่มหอมไว้ให้ผู้อ่านได้เรียนรู้แล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ชวนมาพบราตรีสีแดง หรือ Red Cestrum มีชื่อวิทยาศาสตร์ Cestrum fasciculatum (Schltdl.) Miers ซึ่งเป็นไม้พุ่ม โดดเด่นด้วยช่อดอกสีแดงอมชมพูสดใสรูปหลอดที่ห้อยระย้า หากนับญาติราตรีสีแดงก็เป็นญาติใกล้ชิดกับ “ราตรี” และ “ราตรีสีทอง” ที่คนไทยคุ้นเคย แต่ราตรีสีแดงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่มีความเป็นมาอย่างน่าสนใจ ทั้งในด้านถิ่นกำเนิดจากป่าเมฆ หรือป่าหมอก (Cloud Forest) ในประเทศเม็กซิโกซึ่งเป็นป่าในระบบนิเวศบนภูเขาสูงที่ปกคลุมด้วยหมอกตลอดทั้งปี และยังมีเรื่องราวการผสมผสานระหว่างไม้ประดับสวยงามกับภูมิปัญญาการใช้ประโยชน์ในวัฒนธรรมต่างๆ
การเดินทางของราตรีสีแดง จากถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในประเทศเม็กซิโก เริ่มนำเอามาปลูกในแคลิฟอร์เนีย แพร่หลายไปยังประเทศในกลุ่มหิมาลัยตะวันออกไปจนถึงนิวซีแลนด์ เรื่องราวที่น่าสนใจของราตรีสีแดงที่เป็นพืชป่าที่เติบโตอยู่บนที่สูงและใกล้ชิดกับชาวพื้นเมืองอย่างยิ่งนั้น วิถีวัฒนธรรมจากชาวพื้นเมืองได้ส่งต่อความหมายและสัญลักษณ์ราตรีสีแดงไปทั่ววัฒนธรรมลาตินอเมริกา วิถีชีวิตชาวพื้นเมืองยกย่องให้ ดอกราตรีสีแดงสื่อถึงความรัก พลัง (ของคน) และความกล้าหาญ
ในงานเทศกาลท้องถิ่นมักจะนำเอาดอกราตรีสีแดงมาประดับประดาสร้างสีสันให้กับชุมชน และด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของราตรีสีแดงที่มีความแตกต่างจากราตรีสีขาว (ซึ่งหอมแรงตอนกลางคืน) กลิ่นหอมของราตรีสีแดงนี้ คนที่สูดดมจะรู้สึกว่าเป็นดอกไม้ที่เป็นมิตร และชื่นชมดมกลิ่นหอมได้ตลอดทั้งวัน
นอกจากนี้ ในความเชื่อของชาวแอซเท็ก (Aztec) และชนพื้นเมืองเม็กซิกัน ยกย่องให้นกฮัมมิงเบิร์ดเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นตัวแทนของนักรบที่ล่วงลับไปแล้ว และราตรีสีแดงเป็นแหล่งอาหารของนกฮัมมิงเบิร์ดนี้ ราตรีสีแดงจึงได้รับการยกย่องให้เป็นพืชที่เชื่อมโยงโลกมนุษย์กับโลกแห่งจิตวิญญาณ สร้างศรัทธาและพลังให้กับชุมชนในท้องถิ่น การปลูกราตรีสีแดงรอบที่อยู่อาศัยจึงเปรียบการเสริมสิริมงคลและจิตวิญญาณที่ดีสู่คนที่อยู่อาศัย คนพื้นเมืองในรัฐสิกขิมในอินเดียก็มีความเชื่อเช่นเดียวกันว่า ราตรีสีแดงเป็นไม้แห่งความโชคดี เรียกชื่อว่า “ราตรีแห่งความโชคดี” (Lucky Ratee)
ในการใช้ประโยชน์ขอให้เข้าใจว่า พืชสกุลราตรี (Cestrum) จะขึ้นชื่อเรื่องความเป็นพิษจากสารอัลคาลอยด์ แต่ภูมิปัญญาชาวบ้านในอเมริกากลางได้เรียนรู้วิธีการนำมาใช้ประโยชน์อย่างระมัดระวัง ในอดีตช่างทอผ้าพื้นเมืองในบางพื้นที่ของเม็กซิโกและกัวเตมาลาใช้ส่วนของดอกและผลสีแดงม่วงของราตรีสีแดงมาสกัดเพื่อทำสีย้อม แม้สีที่ได้จะไม่คงทนเท่าสีจากครามหรือครั่ง แต่ก็ให้เฉดสีชมพูอ่อนถึงม่วงจางๆ ที่เป็นเอกลักษณ์สำหรับเครื่องนุ่งห่มในครัวเรือนด้วย
ความรู้ดั้งเดิมในแถบเทือกเขา Andes นำเอาราตรีสีแดงมาปลูกเป็นแนวรั้วตามธรรมชาติเพื่อเป็นคอกในการเลี้ยงสัตว์ ข้อดีคือความหนาแน่นของพุ่มใบช่วยพรางสายตาและป้องกันลมหนาวได้ดี ขณะเดียวกัน ใบซึ่งมีความเป็นพิษนั้นได้ช่วยทำหน้าที่เป็น “ยาไล่แมลง” และป้องกันสัตว์เคี้ยวเอื้องไม่ให้มากัดกินทำลายแนวรั้วด้วย ภูมิปัญญาดั้งเดิมก็สามารถนำเอาจุดอ่อนที่มีพิษมาใช้ประโยชน์เป็นรั้วหรือแนวปราการตามธรรมชาติที่ยั่งยืนด้วย

ในช่วงศตวรรษที่ 19 นักพฤกษศาสตร์นำราตรีสีแดงเข้าไปยังยุโรป โดยเฉพาะในสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส และได้รับความนิยมอย่างสูง เพราะมีการสะสมพืชแปลกใหม่ที่แสดงถึงความมั่งคั่งและรสนิยมชั้นสูง จึงมีการนำราตรีสีแดงปลูกไว้ในอาคารเรือนกระจก (Conservatory) ของเหล่าชนชั้นสูง นอกจากนี้ กลิ่นหอมที่ละมุนละไมและช่อดอกที่ดูหรูหรา เพิ่มมูลค่าและความหมายให้เป็นต้นไม้ประดับไว้ในห้อง รับแขกในสมัยนั้น และกลายเป็นหัวข้อพูดคุยถึงความลึกลับของโลกใหม่ (New World) หรือดินแดนที่ประเทศในยุโรปเดินทางไปถึงนั่นเอง
ราตรีสีแดงได้รับรางวัล Award of Garden Merit (AGM) จาก Royal Horticultural Society (RHS) ซึ่งสะท้อนถึงภูมิปัญญาการคัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับการปลูกเลี้ยงในสวนกึ่งเขตร้อน การนำพืชชนิดนี้มาใช้ในการจัดสวนสไตล์ “Tropical Look” ในยุโรปและออสเตรเลีย ช่วยสร้างความเข้าใจเรื่องการใช้พืชต่างถิ่นเพื่อเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ในเขตเมือง
ในปัจจุบัน ภูมิปัญญาเรื่องการใช้ราตรีสีแดงที่เป็นเพียงไม้ประดับหรือไม้หอมสู่การเป็นพืชที่มีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์ธรรมชาติ ในการจัดสวนที่เป็นมิตรต่อแมลงและนก (Wildlife Gardening) ในสหรัฐอเมริกา เช่น แคลิฟอร์เนีย และออสเตรเลีย จะปลูกราตรีสีแดงให้เป็นพืชหลักในการดึงดูดแมลงผสมเกสร เนื่องจากดอกรูปหลอดมีขนาดพอเหมาะกับจะงอยปากของนกกินน้ำหวานและผีเสื้อกลางคืนหลายชนิด นี่คือนวัตกรรมจากภูมิปัญญาการจัดการสวนยุคใหม่ ที่มุ่งเน้นการอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิต
ในแง่การศึกษาวิจัย ราตรีสีแดงเป็นตัวอย่างในการสอนเรื่องสารพิษในพืช (Solanine) เพื่อให้เกษตรกรและผู้เลี้ยงสัตว์ระมัดระวังในการจัดการพื้นที่ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากความเป็นพิษที่ส่งผลต่อระบบประสาท เช่นเดียวกับการเรียนรู้เครือญาติในพืชตระกูลมะเขือ (Solanaceae) ที่คนรุ่นก่อนสอนให้รู้จักคัดสรรปลูกและกินพืชตระกูลมะเขือ ราตรีสีแดงก็เช่นกัน มีอันตรายแต่มนุษย์ก็สามารถเรียนรู้ส่งต่อภูมิปัญญาสู่การใช้ประโยชน์จากรุ่นสู่รุ่น และในวิทยาการสมัยใหม่ได้ศึกษาเรียนรู้สิ่งดีได้เพิ่มขึ้น
มองและเชยชมกลิ่นราตรีสีแดง จากพรรณไม้สีสวย เราจะเห็นการเชื่อมโลกลึกลับของชนพื้นเมืองเม็กซิกัน ความหรูหราของงานพฤกษศาสตร์ในยุโรป และภูมิปัญญาการจัดการนิเวศสมัยใหม่ ในปัจจุบันเริ่มมีคนปลูกราตรีสีแดงบนพื้นที่สูงของไทย ในสวนพฤกษศาสตร์ และเริ่มปลูกเป็นไม้ประดับตามบ้าน เราจะได้เข้าใจรากเหง้าต้นไม้ คุณและโทษ และความสำคัญของการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพด้วย
