เหลียวลังแลหน้าบอลโลก จากความสำเร็จ ‘กระทิงดุ’ สู่แรงบันดาลใจ ‘ช้างศึก’
เขย่าสนาม | เงาปีศาจ
ฟุตบอลโลก 2026 จบลงไปแล้ว “กระทิงดุ” สเปน ผงาดครองแชมป์โลก สมัยที่ 2 หลังจากชูถ้วยมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี 2010
ชัยชนะเหนือ “ฟ้าขาว” อาร์เจนตินา ที่นำโดย ลิโอเนล เมสซี่ ในรอบชิงชนะเลิศ 1-0 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ สะท้อนให้เห็นอะไรหลายอย่าง
จะเห็นได้ว่า 8 นัดในศึกฟุตบอลโลก 2026 “กระทิงดุ” ยิงไป 14 ประตู เสียไปเพียง 1 ลูกในนัดพบ เบลเยียม เก็บคลีนชีตได้ 7 นัด แม้ว่านัดแรกของสเปนจะเสียรังวัด ทำได้เพียงเสมอ เคปเวิร์ด 0-0 แต่หลังจากนั้น สเปนกลับมาเป็นสเปน ที่ทุกคนรู้จัก
สไตล์บอลของสเปน ดูผิวเผินไม่สลับซับซ้อนอะไร เป็นบอลระบบล้วนๆ เน้นครองบอล ขึงใส่คู่แข่ง บอลเท้าสู่เท้าแม่นยำ เคาะตามช่อง มีจังหวะค่อยทำ ค่อยๆ นวด ค่อยๆ เจาะ แต่พอเข้าพื้นที่สุดท้ายในกรอบ 18 หลา บอลสเปนชุดนี้จะเข้าทำไว หาจังหวะจบสกอร์ให้ได้ จะเข้าหรือไม่เข้า เป็นอีกเรื่อง แต่ทุกครั้งที่บุกขึ้นไปจะต้องจบด้วยการยิงประตู
มันเป็นสูตรสำเร็จของฟุตบอลที่ทุกทีมรู้ เป็นสูตรสำเร็จของสเปนที่สานต่อกันมาตั้งแต่ยุคทองที่คว้าแชมป์โลกเมื่อปี 2010 ที่มี ชาบี้ เอร์นานเดซ และ อันเดรส อิเนียสต้า คอยคุมจังหวะเกมแดนกลาง

สเปน เวอร์ชั่น 2026 เป็นสเปนที่มีสูตรผสมผสานลงตัวน้อยกว่าปี 2010 ความสามารถเฉพาะตัวนักเตะโดยรวมด้อยกว่า เวอร์ชั่น 2010 ด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่เวอร์ชั่น 2026 เติมเข้ามาคือ ความดุดัน ไม่สวยงามเหมือนปี 2010
ถ้าใครติดตามเวอร์ชั่น 2010 ได้ ชุดนั้นเล่นกันสวยงาม แต่การเจาะประตูคู่แข่งทำไม่ค่อยได้ ส่วนใหญ่จะขึงจนคู่แข่งโงหัวไม่ขึ้น แล้วค่อยๆ ทำ แต่สเปนชุดนี้กลับจบได้คมกว่า
เทรนด์บอลกระทิงดุ กำลังจะกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ ดีไม่ดีอาจต่อเนื่องไปจนถึงฟุตบอล “ยูโร 2028”
นักเตะสเปนเล่นกันด้วยความสามารถเฉพาะตัวสูงทุกคน เข้าใจเกม เข้าอกเข้าใจกัน รู้หมดว่าเพื่อนที่ไม่มีบอลจะวิ่งทางไหน เรียกได้ว่าเซนส์ฟุตบอลทันกันหมด ตั้งแต่เวอร์ชั่น 2010 มาถึงเวอร์ชั่น 2026
นักเตะ “กระทิงดุ” ตัวไม่ใหญ่ แต่คลาสบอลระดับหัวกะทิของโลกทั้งนั้น

“สเปนสไตล์” เหมาะกับฟุตบอลไทยอย่างมาก สรีระรูปร่างนักเตะไทยตัวเล็กควรเล่นบอลตามช่อง บอลกับพื้นเหมือนกระทิงดุ
สมัยก่อนปี 2000 สเปนไม่ได้เล่นสไตล์นี้ สเปนก็เล่นบอลโหด ดุ เน้นใช้แรง วิ่งสู้ฟัดเหมือนบอลยุโรปทั่วๆ ไป จนได้ฉายา “กระทิงดุ” สเปนในยุคนั้นขึ้นบอลริมเส้น ครอสเข้ามาหน้าประตูให้กองหน้าหาจังหวะเข้าทำเอง จึงไม่ประสบความสำเร็จ
แต่พอสเปนค้นพบสไตล์ของตัวเอง ยึดมั่นกับแนวทางที่ไม่เหมือนใคร ครองบอล เคาะตามช่อง เน้นสวยงามแบบมีประสิทธิภาพทำให้ชื่อของ “กระทิงดุ” โผล่ขึ้นมาเป็นทีมเต็งเบอร์ต้นๆ ของโลกไม่ว่าทัวร์นาเมนต์ยูโร หรือฟุตบอลโลก
น่าแปลกใจที่ฟุตบอลไทยไม่เลือกแนวทางที่เหมาะสมกับตัวเองได้เลย เราเลือกกันแบบมั่วไปหมด เราเคยลองมาหมดไม่ว่าจะ ละตินสไตล์, ยุโรปสไตล์, ซามูไรสไตล์ ฯลฯ
แต่เราไม่เคยทำแบบ สเปนสไตล์เลย…

ฟุตบอลไทย ให้ความสำคัญกับยุโรปสไตล์เป็นลำดับแรกทั้งๆ ที่สรีระร่างกายนักเตะไทยเป็นเอเชีย
แฟนบอลหลายคนไม่เข้าใจว่า ฟุตบอลไทย ไม่ว่าชุดไหน ทัวร์นาเมนต์ไหนต้องยึดมั่นกับแพลตเทิร์นขึ้นเกมริมเส้น และครอสเข้าไปให้กองหน้าจบสกอร์ ทั้งที่เราเป็นรองรูปร่าง มีเพียงเวอร์ชั่นที่คุมทีมโดย “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ที่ดูจะหวือหวา เล่นบอลตามช่อง เน้นการครองบอลขึงใส่คู่แข่งเหมือนสเปน
ไทยแลนด์ ยังหาสไตล์ของตัวเองไม่เจอ แล้วตอนนี้ก็ลองผิดลองถูกกันอยู่ ชาติมหาอำนาจเอเชียอย่าง ญี่ปุ่น เขามีสไตล์ชัดเจนเล่นบอลระบบ บอลสั้นสลับยาว เน้นครองบอลเท้าสู่เท้า เจาะแนวลึกถึงเส้นหลังแล้วคัตแบ๊กมาลุ้นประตูคล้ายกับสเปน
ส่วน “โสมขาว” เกาหลีใต้ เน้นบอลพละกำลัง วิ่งสู้ฟัดไม่ว่าชุดไหน ส่วนชาติตะวันออกกลางอย่าง ซาอุดีอาระเบีย, อิหร่าน, กาตาร์ พวกนี้ผสมสูตรเอเชีย กับยุโรปเข้าด้วยกัน แต่ส่วนผสมยังไม่ลงตัว

ฟุตบอลโลก 2030 สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) มีแผนจะเพิ่มทีมฟาดแข้งเข้าไปอีกจาก 48 ทีมเป็น 64 ทีม และทวีปเอเชีย น่าจะได้โควต้าโม่แข้ง 12 ทีมครึ่ง
นี่เป็นโอกาสเปิดกว้างมากที่สุดแล้วของฟุตบอลไทย ที่จะได้ไปอวดฝีเท้าในฟุตบอลโลก ถ้ายังไม่ขยับเตรียมแผนยาว 4 ปีกันตั้งแต่ตอนนี้ก็ไม่รู้ยังไงแล้ว
“มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ต้องทำแผนคัดเด็ก 18-23 ปีในตอนนี้ ทำแผนสำหรับคัดเลือกฟุตบอลโลก 2030 ทันที กลุ่มเด็กเหล่านี้อีก 4 ปีข้างหน้าอายุ 22-27 ปี เป็นช่วงที่พีก
คัดเด็กเหล่านี้มาทำอย่างไรก็ได้ให้เด็กได้เล่นด้วยกัน ซ้อมด้วยกัน ภายใต้สไตล์ที่ใช่สำหรับฟุตบอลไทย แต่ต้องลงมือทำทันที และหาทีมกระดูกๆ ของเอเชีย ยุโรป ละติน มาให้ทีมชุดนี้ลับแข้งเก็บประสบการณ์เรื่อยๆ พอถึงช่วงคัดเลือกฟุตบอลโลก 2030 เด็กชุดนี้จะเป็นความหวังของคนไทยเอง
แต่ถ้ายังทำกันแบบเดิมๆ พอถึงทัวร์นาเมนต์คัดบอลโลก ตั้งโค้ช ให้โค้ชไปเลือกนักเตะจากสโมสรต่างๆ มารวมตัวกัน 3 วัน แล้วลงแข่ง บางตัวสโมสรก็ไม่ปล่อยมารับใช้ทีมชาติอีก ฟันธงตรงนี้ล่วงหน้าไว้เลยว่า แม้จะเพิ่มเป็น 64 ทีม และเอเชียได้ 12.5 ทีม “ช้างศึก” ก็ไม่มีโอกาสได้ไปแข่งขันแม้กระทั่ง 0.5 ทีมสำหรับไปเพลย์ออฟ ก็ไม่มีโอกาส
ถามว่าทำไม มาตรฐานฟุตบอลเอเชีย ไทยเรายังไม่อยู่ในท็อป 12 มาตรฐานของ “ช้างศึก” อยู่ประมาณ 15-20 จากทั้งหมด 45 ชาติเอเชีย ยิ่งออสเตรเลีย มาควอลิฟายกับเอเชียด้วย มันเหมือนหายไป 1 โควต้าอยู่แล้วเพราะทีมลูกหนังแดนจิงโจ้การันตีไม่หลุดท็อป 12 เอเชียอยู่แล้ว
ถ้าเราจะไปฟุตบอลโลก 2030 เวอร์ชั่น 64 ทีม เราต้องลงมือเตรียมทีมด้วยแนวทางที่ชัดเจน และถูกต้องตั้งแต่ตอนนี้เลย
อย่ารอให้โชคชะตาวิ่งเข้าหาเราเอง ปรับวิธีคิดลงมือทำเพื่อไขว่คว้าความสำเร็จ แล้วผลที่ออกมาจะดีเอง…
