bg-single

วิพากษ์นโยบายหนู 2 โจทย์ยาก พลัส หวั่นซ้ำรอยโควิด-น้ำท่วม แค่เริ่ม #เชื่อมั่น หาย

10.04.2026

ในประเทศ

รัฐนาวาสีน้ำเงิน ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ต้องพยายามเร่งกอบกู้วิกฤตศรัทธาและฟื้นคืนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล จากปัญหาวิกฤตพลังงานทุบเศรษฐกิจประเทศไทยในภาพรวม

หลังนายกฯ นำคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ และแถลงนโยบายต่อรัฐสภา 9-10 เมษายน เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นในการบริหารประเทศอย่างเป็นทางการ ตามสโลแกน “พูดแล้วทำ พลัส”

พร้อมทั้งประกาศเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อและลุกลามบานปลาย จนนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงไม่แพ้วิกฤตปี 2540

โดยนายกฯ ให้คำมั่นว่ารัฐบาลจะดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ ผ่านกลไกนโยบาย 5 เสาหลัก ได้แก่ นโยบายด้านเศรษฐกิจ นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง นโยบายด้านสังคม นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม นโยบายด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย

ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะปรับลดงบประมาณในส่วนของภาครัฐ เพื่อนำงบประมาณมาใช้ช่วยเหลือ ลดผลกระทบให้กับประชาชนเป็นลำดับแรก

ตลอดจนปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งน้ำมันและค่าไฟฟ้า เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับประชาชนโดยเร็วที่สุด รวมถึงจัดให้มีมาตรการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส โครงการไทยช่วยไทย การจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทุกกลุ่ม และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

ทั้งนี้ นายกฯ ได้กำชับรัฐมนตรีทุกคนให้เร่งปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด

อย่างไรก็ตาม ไม่พบสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือสนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แต่อย่างใด

“ผมและ ครม.ชุดใหม่ทุกคน ขอยืนยันว่าจะทำงานอย่างหนักเพื่อแก้ปัญหา หาทางช่วยเหลือและรักษาประโยชน์ของประชาชนทุกภาคส่วน ให้สามารถผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ไปด้วยกัน” นายอนุทินประกาศ

“ขอให้ประชาชนให้ความมั่นใจต่อรัฐบาลชุดนี้ ว่าพวกเราจะยืนอยู่เคียงข้างประชาชนและทำงานเพื่อพวกท่าน เพราะเรามาจากพวกท่าน”

“ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตระดับโลกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การยอมรับความจริงและความร่วมมือของทุกภาคส่วนจะเป็นกุญแจสำคัญในการผ่านพ้นวิกฤต และช่วยให้ประเทศก้าวข้ามสถานการณ์นี้ไปได้”

“เรื่องการแก้วิกฤตปัญหาต่างๆ เป็นภารกิจของรัฐบาลอยู่แล้ว ที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยแสดงให้เห็นว่า เวลามีวิกฤตต่างๆ ทั้งโควิด และภัยพิบัติ เราสามารถแก้วิกฤตนั้นให้ผ่านไปได้ด้วยดี เราเป็นรัฐบาล ต้องแก้วิกฤตทุกอย่างให้ประชาชนได้” นายอนุทินกล่าวย้ำ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าวิกฤตพลังงานในขณะนี้กลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลกโดยแท้จริง นับเป็นโจทย์ท้าทายฝีมือคณะรัฐมนตรีและชี้วัดความสามารถของรัฐบาลนายอนุทินไปในตัว

เนื่องด้วยปัจจัยราคาน้ำมันที่ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบกับระบบเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง ดันค่าครองชีพ และบั่นทอนกำลังซื้อของประชาชน จนทำให้หลายฝ่ายเกิดคำถามและตั้งข้อสังเกตว่า “ครม.อนุทิน 2 พลัส” จะช่วยเหลือประชาชนได้จริงอย่างที่พูดเอาไว้หรือไม่ อย่างไร?

ทั้งนี้ หากรัฐบาลแก้ปัญหาไม่ได้ ย่อมเกิดแรงสั่นสะเทือนไปยังเสถียรภาพและความเชื่อมั่นของรัฐบาลโดยตรง ฉุดคะแนนนิยมให้ตกต่ำเตี้ยเรี่ยดินมากกว่าเดิม

เหตุนายกฯ บริหารวิกฤตล้มเหลวซ้ำซาก ไร้ภาวะผู้นำ สะท้อนให้เห็นจากการรับมือวิกฤตครั้งที่ผ่านมา เช่น สถานการณ์โควิด น้ำท่วมหาดใหญ่

และล่าสุด มีประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ไอ้โม่งกักตุนน้ำมันฟันกำไรบนความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงกับรัฐบาลนายอนุทินอย่างไม่ต้องสงสัย

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาวิจารณ์นโยบายของนายอนุทินอย่างตรงไปตรงมา โดยระบุว่ารัฐบาลเลือกที่จะแก้ปัญหาแบบย้อนหลังมากกว่าการป้องกันล่วงหน้า ทั้งในเรื่องวิกฤตพลังงาน วิกฤตฝุ่น PM 2.5 และปัญหาปากท้องที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

“สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำในขณะนี้คือการมองไปข้างหน้า แต่ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำมันหรือฝุ่น รัฐบาลมักจะแก้ปัญหาย้อนหลัง อย่างกรณีวิกฤตน้ำมันที่เคยมีการเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส เกี่ยวกับการกักตุนน้ำมัน แต่รัฐบาลกลับให้ข้อมูลไม่สอดคล้องกัน”

“ตอนแรกบอกว่าไม่มีการกักตุน แต่สุดท้ายก็ออกมายอมรับว่ามีคนกักตุนน้ำมัน แสวงหากำไรภายใต้ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจริงๆ”

“ต่อให้นโยบายสวยหรูแค่ไหน ก็ไม่อาจแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ ถ้ายังไม่กล้าชนกับคอร์รัปชั่น และผู้มีผลประโยชน์ทับซ้อนทางการเมือง” นายณัฐพงษ์กล่าว

ด้าน ศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการ ม.เกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ออกมาฟาดแรงถึงนายกฯ หนู โดยระบุว่า “ต้องยอมรับในความหน้าด้านของอนุทินนะ ที่กล้าออกมาบอกว่าตัวเองประสบความสำเร็จในการจัดการกับการแพร่ระบาดโควิดเมื่อหลายปีก่อน”

“เพราะฉะนั้นขอประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถแก้ไขวิกฤตราคาน้ำมันในครั้งนี้ได้ โอ๊ย นั่งหัวเราะแทบบ้า มั่นหน้ามั่นโหนกมาจากไหน บริหารโควิดครั้งที่แล้วก็พังเละ ยังกล้ากลับมาเคลมเครดิต หน้าด้านฉิบหาย”

“สมมุติว่าพรรคประชาชนเป็นรัฐบาลจริง แล้วบริหารวิกฤตพัง ก็ต้องสมควรถูกด่าอยู่แล้ว ดิฉันนี่แหละที่จะด่าเป็นคนแรก แต่ไม่เข้าใจตรรกะของนางแบก ในวันที่เราต้องวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลหนักๆ แต่กลับโยนขี้ให้อีพรรคส้มเฉย” ศ.ดร.ปวินระบุ

ขณะที่ พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า และ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่ให้สัมภาษณ์ในรายการ The Politics ข่าวบ้าน การเมือง วิเคราะห์เสถียรภาพและความเชื่อมั่นของรัฐนาวาสีน้ำเงินได้อย่างแหลมคมชัดเจน

พรรณิการ์สะท้อนว่า วิกฤตพลังงานครั้งนี้เหมือนเราฉายหนังโควิดซ้ำ ได้เห็นเดจาวูเป็นฉากๆ เลย และตอนนี้เริ่มเห็นฉากที่มีคนนอนตายอยู่ริมถนนบ้างแล้ว

“ดิฉันเห็นมาตั้งแต่สัปดาห์แรกแล้วว่าคุณอนุทินดูชิลมากเลย คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ ก็ยังพยายามมองโลกในแง่ดี”

“ดิฉันคิดว่ารัฐบาลประเมินสถานการณ์ผิด คิดว่าเอาอยู่ คิดว่าไม่มีอะไรมาก แล้วก็พูดอยู่ตลอดเวลาว่ามีน้ำมันสำรองเพียงพอ ซึ่งปริมาณน้ำมันสำรองที่แท้จริงมีอยู่เท่าไรกันแน่”

“มันไม่ใช่แค่ปัญหาการสื่อสารอย่างเดียว มันเริ่มจากห่วงโซ่ที่หนึ่งคือประเมินสถานการณ์ผิด ห่วงโซ่ที่สองคือพอประเมินสถานการณ์ผิดแล้วไม่กลับตัวให้ทัน ห่วงโซ่ที่สามคือเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป จากที่เคยคิดไว้ในตอนแรก แล้วเกิดการหักมุมเปลี่ยนนโยบายอย่างกะทันหัน”

“มันจึงไม่มีน้ำมันส่วนเกินที่สำรองไว้รองรับให้ประชาชนเลย แล้วเรื่องการจัดการไอ้โม่งเนี่ย มันหยิกเล็บเจ็บเนื้อหรือไม่” พรรณิการ์กล่าว

ส่วน พล.ท.ภราดรมองว่าตอนนี้รัฐบาลมีปัญหาที่ฐานรากไปเสียแล้ว หากคุณจะไปต่อชั้น 2 หรือชั้น 3 มันอาจจะพังครืนได้ เพราะมันขาดความน่าเชื่อถือไปแล้ว

“พอพูดถึงน้ำมัน 57 ล้านลิตร บางคนอาการหนักไปเลย เพราะเอา 57 ล้านลิตรไปขายให้กัมพูชา มันมีแต่ข่าวลือที่เป็นความชั่วร้ายไปหมด”

“ตรงนี้อันตรายมากนะ กลไกกระบวนการบริหารจัดการของรัฐบาลนี้มันมีปัญหาจริงๆ นโยบายที่ต้องตะโกนให้เสียงดัง คือความเข้มข้นในการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่น”

“คนก็จะถามย้อนกลับไปที่รัฐบาล ทำไมไม่ไปจัดการไอ้โม่ง ไปกระชากหน้ากากมันออกมาให้ได้สิ ดันไปโทษว่าประชาชนเป็นไอ้โม่ง”

“สุดท้ายเริ่มเห็นว่ามีไอ้โม่งตัวจริง มันก็เลยเป็นภาพหลอนในเรื่องการทุจริตเชิงนโยบาย เพราะการเลือกตั้งก็เป็นปัญหา เขากระโดงก็เป็นปัญหา เรื่องฮั้ว ส.ว.ก็เป็นปัญหา”

“ดังนั้น เทคโนแครตทั้ง 3 คน (สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, ศุภจี สุธรรมพันธุ์, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) จึงมีคะแนนความเชื่อมั่นน้อย”

“ไม่ใช่เพราะตัวเขานะ แต่เพราะประชาชนมองว่าคุณไม่มีพลัง หรือมีศักยภาพพอในการแก้ปัญหา” พล.ท.ภราดรวิเคราะห์นโยบายการรับมือกับวิกฤตพลังงานของรัฐบาลอนุทิน พร้อมตั้งข้อสังเกตกรณีนักการเมืองมีผลประโยชน์ทับซ้อน ทุจริตเชิงนโยบาย

เขย่าภาพลักษณ์รัฐบาล ประชาชนขาดความเชื่อมั่น ฉุดคะแนนนิยมพรรคภูมิใจไทย และชื่อเสียงของขุนพลเทคโนแครต ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบลามหนักตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ อย่างไร?



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | กรณี สุรพล นิติไกรพจน์ ท่ายาก พรรคประชาชน
ย้อนอ่าน 5 ข้อเสนอ ‘ผ่าทางตันการเมือง’ สุรพล นิติไกรพจน์ ขณะเป็นอธิการบดี มธ.
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (16)
เชลยศึกสงครามลาว (33) เป็นเชลย
ฝังจำ ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ต่อระบบราชการ
กับดักธูซิดิดิส (1) ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านของอำนาจ
ถ้าผู้ใหญ่ยังเลี่ยงบาลี เรียนฟรีก็จะยังไม่ฟรีจริง
E-DUANG | เลือก บอร์ด ประกันสังคม พลังแห่งอดีต กับ อนาคต
อาเศียรวาท
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 2) เรื่อง ปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ประเทศไม่ไหวแล้ว เด็กรุ่นต่อไปจะอยู่กันอย่างไร เปิดใจ ‘เพียงพนอ’ ร่วมทางพรรคประชาชน
‘สุชาติ’ ค้านขึ้น VAT-กู้ 4 แสนล้านแจกเงิน จี้ปฏิรูปราชการอุดรูรั่วทุจริต ดีกว่ารีดภาษีประชาชน