bg-single

‘ต้น’ ส้ม แสน (ไม่) รัก

24.04.2026

ในประเทศ

อาการทางการเมืองของรัฐบาลค่ายสีน้ำเงิน “มาไวกว่าที่คิด”

รูปธรรมก็คือ ข่าวนายกฯ ปิดวาจา รักษาระยะห่างระหว่างสื่อสารมวลชน หลบเลี่ยงบ่ายเบี่ยง ตั้งเงื่อนไขการให้สัมภาษณ์อยู่บ่อยครั้ง ทั้งๆ ที่เพิ่งจะเข้ามามีอำนาจไม่นาน

จะว่าไป ภาวะออกอาการร้อนรุ่มของผู้นำรัฐบาลจนต้องถอยห่างการให้สัมภาษณ์ช่วงนี้ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้

เพราะวันนี้รัฐบาลค่ายสีน้ำเงินต้องรับแรงกระแทกจากวิกฤตเต็มๆ อยู่ฝ่ายเดียว ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์โลก ปัญหาผลกระทบสงคราม วิกฤตสังคม กระทั่งผลพวงจากบรรยากาศความอึดอัดทางการเมืองในประเทศ

ถูกวิจารณ์ เป็นรัฐบาลพลเรือนที่ความชอบธรรมทางกฎหมาย เข้มแข็งที่สุดในรอบหลายปี แต่ความพยายามและความกล้าหาญจะแก้ปัญหา “กลับตรงกันข้าม”

ค่ายสีน้ำเงินวันนี้แทบไม่ต้องหวังคะแนนนิยม ขอเพียงทำงานจนพาตัวเองให้เดินทางไปจนตลอดรอดฝั่ง ก็เพียงพอแล้ว

ตัดกลับมาที่ค่ายสีแดง พรรคเพื่อไทย สถานะตรงกันข้ามกับค่ายน้ำเงิน

จากจุดเริ่มต้นแบบคนไม่มีอะไรจะเสียแล้วทางการเมือง วันนี้พรรคเพื่อไทยจึงเดินหน้าเก็บแต้มบวกทางการเมืองแบบไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง

ข่าว “อ.เชน” ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ขึ้นเหนือล่องใต้ เดินหน้าเปิดตัว ชูนวัตกรรมต่างๆ กลบทับข่าวการขยับของแกนนำรัฐบาลคนอื่น

ด้วยต้นทุนทางการเมืองที่ต่ำลงของเพื่อไทยช่วงที่ผ่านมา จะมีอะไรดีไปกว่าตั้งใจทำงาน

ยิ่งหากนายทักษิณ ชินวัตร ผู้นำจิตวิญญาณตัวจริงออกจากเรือนจำและวางตัวทางการเมืองดี ทำประโยชน์เพื่อประชาชน

แต้มการเมืองของเพื่อไทยจะมีแต่เพิ่ม ไม่มีลบ

ขณะที่สถานะทางการเมืองของค่ายสีส้ม-พรรคประชาชน ยังคงอยู่ในสถานะตั้งรับทางการเมืองนับตั้งแต่ศึกเลือกตั้งใหญ่ที่ผ่านมา

นอกจากต้องรับผิดชอบทางการเมืองจากการเปิดทางให้ค่ายสีน้ำเงินเข้าครองอำนาจรัฐ สร้างความปั่นป่วนในพรรคช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา ยังต้องเจอ “นิติสงคราม” เล่นงานต่อเนื่องจนแทบขยับทางการเมืองไปไหนไม่ได้

ผลจากคำร้องคดี 44 ส.ส.เสนอแก้ไขมาตรา 112 ที่ ป.ป.ช.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯ ให้เพิกถอนการดำรงตำแหน่งทางการเมืองและตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต ส่งผลให้พรรคประชาชนต้องจัดทัพผู้สมัคร ส.ส.ใหม่มาตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง

เป็นอีกครั้งที่องค์กรอิสระจากรัฐธรรมนูญปี 2560 แผลงฤทธิ์ ตีความกฎหมายสร้างบรรทัดฐานใหม่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ส.ส.ที่ยื่นลงชื่อเสนอแก้ไขกฎหมายตามระบบรัฐสภาปกติ กลับถูกยื่นคำร้องเอาผิดจริยธรรมทางการเมือง

หากย้อนกลับไปที่หลักใหญ่ใจความของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก็มุ่งไปที่การเอาผิดกรณี “การรณรงค์ทางการเมืองในการหาเสียงเลือกตั้ง” มากกว่า มุ่งเอาผิดประเด็น “การเสนอกฎหมาย” ตามระบบรัฐสภา

แน่นอนว่า ต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าคำวินิจฉัยจะปรากฏ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วกับค่ายสีส้มวันนี้ก็คือบาดแผลทางการเมือง และการเสียต้นทุนโอกาสทางการเมืองของนักการเมืองหลายคน

ความรู้สึกคาดหวังกับคำวินิจฉัยของผู้คนในสังคมกลับสงบนิ่งราวกับคาดเดาคำตัดสินได้

เพราะท่าทีของพรรคประชาชนเองก็ได้เตรียมพร้อมทางการเมืองและบุคลากรรับกับทิศทางการวินิจฉัยไว้นานแล้ว

ค่ายสีส้มจึงใช้โอกาสนี้เปลี่ยนตัวผู้สมัคร ส.ส.ไปจนถึงการเปลี่ยนโครงสร้างผู้บริหารพรรคใหม่ในการประชุมใหญ่ครั้งล่าสุด

และก็มาถึงการเปลี่ยนผู้นำใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 5 ของค่ายสีส้ม จาก “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็น “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” หรือ “อาจารย์ต้น”

สำหรับ ดร.ต้น วีระยุทธ ถือเป็นมันสมองคนสำคัญของค่ายสีส้ม เพราะร่วมลงไม้ลงมือลงแรงก่อร่างสร้างพรรคมาตั้งแต่อนาคตใหม่ จนมาถึงก้าวไกล ก่อนจะตัดสินใจลาออกจากอาชีพนักวิชาการมาลงสนามการเมืองแบบเปิดหน้าในศึกเลือกตั้งใหญ่ที่ผ่านมา

แต่การมารับตำแหน่งผู้นำค่ายส้มรอบนี้ของวีระยุทธรอบนี้ก็ไม่ง่าย เต็มไปด้วยโจทย์ทางการเมืองท้าทาย โดยเฉพาะเป็นบริบทการเมืองช่วงหลังเลือกตั้งที่พรรคประชาชนเพิ่งพ่ายแพ้เลือกตั้งอย่างยับเยิน และยังอยู่บนทางแยกทางการเมืองที่ท้าทาย

ว่าจะนำพรรคประชาชนสู่การเป็นพรรคอุดมการณ์สู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง หรือจะลดทอนความสำคัญของอุดมการณ์การเมืองลง เพิ่มความสำคัญการเมืองเชิงพื้นที่/การเมืองเชิงเครือข่าย ให้ความสำคัญกับการประนีประนอมฝ่ายผู้มีอำนาจมากขึ้น

เพราะหลังพ่ายศึกเลือกตั้ง มีการระดมความเห็นสรุปบทเรียนของค่ายสีส้ม ปรากฏข้อเสนอจะมีการสร้างอาสาสมัครเชิงพื้นที่เพื่อสู้กับการเมืองบ้านใหญ่ ขณะที่ข้อเสนอทางนโยบายการเมืองก็ดูจะห่างไกลจากจุดยืนของพรรคอนาคตใหม่หรือก้าวไกลเดิมมากขึ้นเรื่อยๆ

นี่จึงเป็นความท้าทายแรกของ “ต้น” วีระยุทธ และเท้ง ณัฐพงษ์ ว่าจะวางรากฐานและทิศทางนโยบายของพรรคอย่างไร ท่ามกลางความเป็นจริงทางการเมืองที่เกิดขึ้นคือ

1. การเมืองไทยภายใต้รัฐบาลภูมิใจไทย ซึ่งเป็นรัฐบาลอนุรักษนิยมที่บริหารอำนาจแบบบ้านใหญ่ มีความสามารถในการจัดการการเมืองเครือข่าย แม้จะพ่ายแพ้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ให้กับพรรคประชาชน แต่สามารถคว้าเก้าอี้ ส.ส.ระบบเขตมาได้อย่างขาดลอย มีความชอบธรรมทางการเมืองทั้งในระบบและนอกระบบอย่างเต็มที่

2. ความท้าทายจากภาวะนิติสงครามและกลไกรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการเมืองของชนชั้นนำและขบวนการการเมืองอนุรักษนิยมใช้เล่นงาน พรรคการเมืองหรือขบวนการทางการเมืองที่ต้องการเปลี่ยนแปลงมรดกทางการเมืองของรัฐธรรมนูญปี 2560

รอบหลายปีที่ผ่านมา พรรคประชาชนเองก็ได้กลายเป็นเหยื่ออันดับต้นจากกลไกนิติสงครามนี้ ถูกยุบพรรคไปแล้ว 2 ครั้ง แกนนำถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองไปแล้วจำนวนมาก

แม้พรรคประชาชนจะแก้เกมได้สำเร็จ สร้างแกนนำรุ่นใหม่ขึ้นมารับช่วงต่อได้ แต่ก็ทำให้พรรคต้องเสียต้นทุนทางการเมืองและโอกาสในการทำงานไปมากโข

3. ปัญหาการบริหารจัดการในพรรค จนถึงปัญหาการเมืองภายในพรรค

เนื่องจากเป็นพรรคที่มีความหลากหลายของกลุ่มก้อนทางการเมือง จึงมีปัญหาความขัดแย้งทางความคิดเกิดขึ้นบ่อยครั้ง หลายเรื่องไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งให้จบจนกระทั่งลุกลาม

ช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคประชาชนก็เจอปัญหาคัดกรองผู้สมัคร จนเกิดความผิดพลาดทางกฎหมายขึ้นหลายเขต

4. ความท้าทายจากชนชั้นนำจารีตและขบวนการการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยม รวมถึง (ปฏิบัติการจิตวิทยาจากฝ่ายความมั่นคง)

แม้จะพ่ายแพ้การเลือกตั้งด้วยจำนวน ส.ส. แต่พรรคประชาชนยังเป็นพรรคที่ได้รับคะแนนนิยมอันดับ 1 และยังคงเป็นพรรคที่มีจุดยืนท้าทายโครงสร้างการเมืองเดิมมากที่สุด

พรรคส้มในฐานะพรรคฝ่ายค้านหลักในสภาผู้แทนฯ จึงยังคงเป็นศัตรูทางการเมืองสำคัญที่สุดของขบวนการอนุรักษนิยมและยังคงเป็นเป้าหมายหลักของปฏิบัติการจิตวิทยาของฝ่ายความมั่นคง

จึงเป็นความท้าทายว่า พรรคส้มภายใต้การนำของ “ต้น วีระยุทธ” จะแก้เกมทางการเมืองจากปัญญาชนอนุรักษนิยมและปฏิบัติการจิตวิทยา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งให้ค่ายสีส้มพ่ายเลือกตั้งที่ผ่านมาได้อย่างไร?

หลังจากนี้ ไม่ว่าต้น วีระยุทธ จะนำพรรคส้มเดินไปในทิศทางใด เป้าหมายการเข้าสู่อำนาจรัฐก็ยังคงห่างไกล

แม้จะเลือกเดินเกมประนีประนอม ผสานกับการรุกการเมืองเชิงพื้นที่ ก็ยังไม่มีสัญญาณว่าพรรคส้มจะได้รับใบอนุญาตให้เข้าสู่อำนาจโดยง่าย

ยิ่งมีรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นเครื่องมือ ยิ่งง่ายต่อการสกัดกั้น

หรือจะกัดฟันหวังจะชนะในเกมเดิมให้ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง การเลือกตั้งครั้งนี้ก็พิสูจน์แล้วว่า เป็นไปได้ยาก-เครือข่ายบ้านใหญ่ชนะ

หากพรรคส้มจะเล่นเกมล้มรัฐธรรมนูญปี 2560 สร้างรัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตยสากลโลก ก็ยิ่งเป็นไปได้ยาก เพราะรัฐบาลสีน้ำเงินได้ประโยชน์อยู่จึงไม่เอาด้วยได้โดยง่าย

หรือจะหันมาเล่นเกมหลังพิงประชาชน รอบนี้ก็ไม่ได้ง่ายเหมือนยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

เพราะพรรคภูมิใจไทยก็เป็นพรรคที่โตมาจากท้องถิ่น นายอนุทินและแกนนำก็เป็นผู้นำสไตล์ประชานิยม ว่องไวต่อกระแสสังคมพอสมควร ก็คงสามารถอ่านเกม ประคองคะแนนนิยมจากปัญหาต่างๆ ได้

กลายเป็นพรรคประชาชนต่างหาก ที่วันนี้ถูกเปรียบเทียบว่าเป็นฝ่ายค้านที่หยิบยกปัญหาชาวบ้านมาพูดช้ากว่าพรรคประชาธิปัตย์เสียอีก

ยิ่งพรรคส้มไม่มีอำนาจรัฐ ไม่มีทรัพยากร หากวาระทางการเมือง-อุดมการณ์ทางการเมืองไม่ชัดอีก การลุกขึ้นใหม่จากอาการพ่ายแพ้ศึกเลือกตั้งจึงไม่ได้เกิดขึ้นโดยง่าย

ทั้งหมดคือความท้าทายของบรรดาผู้นำเจน 5 ของพรรคส้ม นำโดย อ.ต้น วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

เป็นการลุกขึ้นมาใหม่อีกครั้งของต้นส้มต้นเดิมที่ถูกพายุพัดถล่มล้มซ้ำแล้วซ้ำอีก

และก็เป็น “ต้นส้ม” ที่ชนชั้นนำอนุรักษนิยมแสนจะไม่รักเช่นเดิม

ส่วนจะกลับมาเป็น “ต้นส้ม” ที่ประชาชนรักเหมือนเดิมหรือไม่

ไม่นานเดี๋ยวรู้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“วัชระพล” เร่งชงครม.เยียวยาเกษตรกร ลั่น! พร้อมปกป้องพี่น้องชาวประมง สั่งสำรวจความเสียหายให้เสร็จ 31 ต.ค.นี้
ธำรงศักดิ์โพล เปิดผลสำรวจ นายกฯอนุทิน“สอบไม่ผ่าน”
‘ไทยสร้างไทย’ จัดสัมมนาเสริมศักยภาพบุคลากร มุ่งพัฒนาสู่ ‘พรรคการเมืองคุณภาพ’ ยึดมั่นอุดมการณ์สุจริต
ศ.สุชาติ เตือน! “สึนามิ AI” กำลังถล่มเศรษฐกิจโลก ไทยต้องเร่งสร้างคน สร้างงาน และเพิ่มผลิตภาพ​ หยุดกู้มาแจก​ ให้เพิ่มการลงทุน
กรุงเทพเนทีฟ แบบฉบับทรงวาด
คุยกับทูต | หลุยซา ราเกอร์ หวนคืนไทย…เปิดบทใหม่ไทย – อียู (จบ)
UNABOMBER | ‘พัสดุอันตราย’
‘เสือดาว, หมาไน, ผีเสื้อ’
Smoking Behind Supermarket with You : เรื่องโรแมนติกของควันบุหรี่
‘ไล่น้ำ-ส่งน้ำ’ ให้น้ำลด
บันเทิงที่”สั่นไหว” | สถานีคิดเลขที่ 12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
E-DUANG | การเมือง ที่ สร้างสรรค์ การเมือง ที่ อัปลักษณ์