ในประเทศ
อาการทางการเมืองของรัฐบาลค่ายสีน้ำเงิน “มาไวกว่าที่คิด”
รูปธรรมก็คือ ข่าวนายกฯ ปิดวาจา รักษาระยะห่างระหว่างสื่อสารมวลชน หลบเลี่ยงบ่ายเบี่ยง ตั้งเงื่อนไขการให้สัมภาษณ์อยู่บ่อยครั้ง ทั้งๆ ที่เพิ่งจะเข้ามามีอำนาจไม่นาน
จะว่าไป ภาวะออกอาการร้อนรุ่มของผู้นำรัฐบาลจนต้องถอยห่างการให้สัมภาษณ์ช่วงนี้ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้
เพราะวันนี้รัฐบาลค่ายสีน้ำเงินต้องรับแรงกระแทกจากวิกฤตเต็มๆ อยู่ฝ่ายเดียว ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์โลก ปัญหาผลกระทบสงคราม วิกฤตสังคม กระทั่งผลพวงจากบรรยากาศความอึดอัดทางการเมืองในประเทศ
ถูกวิจารณ์ เป็นรัฐบาลพลเรือนที่ความชอบธรรมทางกฎหมาย เข้มแข็งที่สุดในรอบหลายปี แต่ความพยายามและความกล้าหาญจะแก้ปัญหา “กลับตรงกันข้าม”
ค่ายสีน้ำเงินวันนี้แทบไม่ต้องหวังคะแนนนิยม ขอเพียงทำงานจนพาตัวเองให้เดินทางไปจนตลอดรอดฝั่ง ก็เพียงพอแล้ว
ตัดกลับมาที่ค่ายสีแดง พรรคเพื่อไทย สถานะตรงกันข้ามกับค่ายน้ำเงิน
จากจุดเริ่มต้นแบบคนไม่มีอะไรจะเสียแล้วทางการเมือง วันนี้พรรคเพื่อไทยจึงเดินหน้าเก็บแต้มบวกทางการเมืองแบบไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง
ข่าว “อ.เชน” ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ขึ้นเหนือล่องใต้ เดินหน้าเปิดตัว ชูนวัตกรรมต่างๆ กลบทับข่าวการขยับของแกนนำรัฐบาลคนอื่น
ด้วยต้นทุนทางการเมืองที่ต่ำลงของเพื่อไทยช่วงที่ผ่านมา จะมีอะไรดีไปกว่าตั้งใจทำงาน
ยิ่งหากนายทักษิณ ชินวัตร ผู้นำจิตวิญญาณตัวจริงออกจากเรือนจำและวางตัวทางการเมืองดี ทำประโยชน์เพื่อประชาชน
แต้มการเมืองของเพื่อไทยจะมีแต่เพิ่ม ไม่มีลบ
ขณะที่สถานะทางการเมืองของค่ายสีส้ม-พรรคประชาชน ยังคงอยู่ในสถานะตั้งรับทางการเมืองนับตั้งแต่ศึกเลือกตั้งใหญ่ที่ผ่านมา
นอกจากต้องรับผิดชอบทางการเมืองจากการเปิดทางให้ค่ายสีน้ำเงินเข้าครองอำนาจรัฐ สร้างความปั่นป่วนในพรรคช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา ยังต้องเจอ “นิติสงคราม” เล่นงานต่อเนื่องจนแทบขยับทางการเมืองไปไหนไม่ได้
ผลจากคำร้องคดี 44 ส.ส.เสนอแก้ไขมาตรา 112 ที่ ป.ป.ช.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯ ให้เพิกถอนการดำรงตำแหน่งทางการเมืองและตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต ส่งผลให้พรรคประชาชนต้องจัดทัพผู้สมัคร ส.ส.ใหม่มาตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง
เป็นอีกครั้งที่องค์กรอิสระจากรัฐธรรมนูญปี 2560 แผลงฤทธิ์ ตีความกฎหมายสร้างบรรทัดฐานใหม่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
ส.ส.ที่ยื่นลงชื่อเสนอแก้ไขกฎหมายตามระบบรัฐสภาปกติ กลับถูกยื่นคำร้องเอาผิดจริยธรรมทางการเมือง
หากย้อนกลับไปที่หลักใหญ่ใจความของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก็มุ่งไปที่การเอาผิดกรณี “การรณรงค์ทางการเมืองในการหาเสียงเลือกตั้ง” มากกว่า มุ่งเอาผิดประเด็น “การเสนอกฎหมาย” ตามระบบรัฐสภา
แน่นอนว่า ต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าคำวินิจฉัยจะปรากฏ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วกับค่ายสีส้มวันนี้ก็คือบาดแผลทางการเมือง และการเสียต้นทุนโอกาสทางการเมืองของนักการเมืองหลายคน
ความรู้สึกคาดหวังกับคำวินิจฉัยของผู้คนในสังคมกลับสงบนิ่งราวกับคาดเดาคำตัดสินได้
เพราะท่าทีของพรรคประชาชนเองก็ได้เตรียมพร้อมทางการเมืองและบุคลากรรับกับทิศทางการวินิจฉัยไว้นานแล้ว
ค่ายสีส้มจึงใช้โอกาสนี้เปลี่ยนตัวผู้สมัคร ส.ส.ไปจนถึงการเปลี่ยนโครงสร้างผู้บริหารพรรคใหม่ในการประชุมใหญ่ครั้งล่าสุด
และก็มาถึงการเปลี่ยนผู้นำใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 5 ของค่ายสีส้ม จาก “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็น “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” หรือ “อาจารย์ต้น”
สำหรับ ดร.ต้น วีระยุทธ ถือเป็นมันสมองคนสำคัญของค่ายสีส้ม เพราะร่วมลงไม้ลงมือลงแรงก่อร่างสร้างพรรคมาตั้งแต่อนาคตใหม่ จนมาถึงก้าวไกล ก่อนจะตัดสินใจลาออกจากอาชีพนักวิชาการมาลงสนามการเมืองแบบเปิดหน้าในศึกเลือกตั้งใหญ่ที่ผ่านมา
แต่การมารับตำแหน่งผู้นำค่ายส้มรอบนี้ของวีระยุทธรอบนี้ก็ไม่ง่าย เต็มไปด้วยโจทย์ทางการเมืองท้าทาย โดยเฉพาะเป็นบริบทการเมืองช่วงหลังเลือกตั้งที่พรรคประชาชนเพิ่งพ่ายแพ้เลือกตั้งอย่างยับเยิน และยังอยู่บนทางแยกทางการเมืองที่ท้าทาย
ว่าจะนำพรรคประชาชนสู่การเป็นพรรคอุดมการณ์สู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง หรือจะลดทอนความสำคัญของอุดมการณ์การเมืองลง เพิ่มความสำคัญการเมืองเชิงพื้นที่/การเมืองเชิงเครือข่าย ให้ความสำคัญกับการประนีประนอมฝ่ายผู้มีอำนาจมากขึ้น
เพราะหลังพ่ายศึกเลือกตั้ง มีการระดมความเห็นสรุปบทเรียนของค่ายสีส้ม ปรากฏข้อเสนอจะมีการสร้างอาสาสมัครเชิงพื้นที่เพื่อสู้กับการเมืองบ้านใหญ่ ขณะที่ข้อเสนอทางนโยบายการเมืองก็ดูจะห่างไกลจากจุดยืนของพรรคอนาคตใหม่หรือก้าวไกลเดิมมากขึ้นเรื่อยๆ
นี่จึงเป็นความท้าทายแรกของ “ต้น” วีระยุทธ และเท้ง ณัฐพงษ์ ว่าจะวางรากฐานและทิศทางนโยบายของพรรคอย่างไร ท่ามกลางความเป็นจริงทางการเมืองที่เกิดขึ้นคือ
1. การเมืองไทยภายใต้รัฐบาลภูมิใจไทย ซึ่งเป็นรัฐบาลอนุรักษนิยมที่บริหารอำนาจแบบบ้านใหญ่ มีความสามารถในการจัดการการเมืองเครือข่าย แม้จะพ่ายแพ้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ให้กับพรรคประชาชน แต่สามารถคว้าเก้าอี้ ส.ส.ระบบเขตมาได้อย่างขาดลอย มีความชอบธรรมทางการเมืองทั้งในระบบและนอกระบบอย่างเต็มที่
2. ความท้าทายจากภาวะนิติสงครามและกลไกรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการเมืองของชนชั้นนำและขบวนการการเมืองอนุรักษนิยมใช้เล่นงาน พรรคการเมืองหรือขบวนการทางการเมืองที่ต้องการเปลี่ยนแปลงมรดกทางการเมืองของรัฐธรรมนูญปี 2560
รอบหลายปีที่ผ่านมา พรรคประชาชนเองก็ได้กลายเป็นเหยื่ออันดับต้นจากกลไกนิติสงครามนี้ ถูกยุบพรรคไปแล้ว 2 ครั้ง แกนนำถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองไปแล้วจำนวนมาก
แม้พรรคประชาชนจะแก้เกมได้สำเร็จ สร้างแกนนำรุ่นใหม่ขึ้นมารับช่วงต่อได้ แต่ก็ทำให้พรรคต้องเสียต้นทุนทางการเมืองและโอกาสในการทำงานไปมากโข
3. ปัญหาการบริหารจัดการในพรรค จนถึงปัญหาการเมืองภายในพรรค
เนื่องจากเป็นพรรคที่มีความหลากหลายของกลุ่มก้อนทางการเมือง จึงมีปัญหาความขัดแย้งทางความคิดเกิดขึ้นบ่อยครั้ง หลายเรื่องไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งให้จบจนกระทั่งลุกลาม
ช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคประชาชนก็เจอปัญหาคัดกรองผู้สมัคร จนเกิดความผิดพลาดทางกฎหมายขึ้นหลายเขต
4. ความท้าทายจากชนชั้นนำจารีตและขบวนการการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยม รวมถึง (ปฏิบัติการจิตวิทยาจากฝ่ายความมั่นคง)
แม้จะพ่ายแพ้การเลือกตั้งด้วยจำนวน ส.ส. แต่พรรคประชาชนยังเป็นพรรคที่ได้รับคะแนนนิยมอันดับ 1 และยังคงเป็นพรรคที่มีจุดยืนท้าทายโครงสร้างการเมืองเดิมมากที่สุด
พรรคส้มในฐานะพรรคฝ่ายค้านหลักในสภาผู้แทนฯ จึงยังคงเป็นศัตรูทางการเมืองสำคัญที่สุดของขบวนการอนุรักษนิยมและยังคงเป็นเป้าหมายหลักของปฏิบัติการจิตวิทยาของฝ่ายความมั่นคง
จึงเป็นความท้าทายว่า พรรคส้มภายใต้การนำของ “ต้น วีระยุทธ” จะแก้เกมทางการเมืองจากปัญญาชนอนุรักษนิยมและปฏิบัติการจิตวิทยา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งให้ค่ายสีส้มพ่ายเลือกตั้งที่ผ่านมาได้อย่างไร?
หลังจากนี้ ไม่ว่าต้น วีระยุทธ จะนำพรรคส้มเดินไปในทิศทางใด เป้าหมายการเข้าสู่อำนาจรัฐก็ยังคงห่างไกล
แม้จะเลือกเดินเกมประนีประนอม ผสานกับการรุกการเมืองเชิงพื้นที่ ก็ยังไม่มีสัญญาณว่าพรรคส้มจะได้รับใบอนุญาตให้เข้าสู่อำนาจโดยง่าย
ยิ่งมีรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นเครื่องมือ ยิ่งง่ายต่อการสกัดกั้น
หรือจะกัดฟันหวังจะชนะในเกมเดิมให้ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง การเลือกตั้งครั้งนี้ก็พิสูจน์แล้วว่า เป็นไปได้ยาก-เครือข่ายบ้านใหญ่ชนะ
หากพรรคส้มจะเล่นเกมล้มรัฐธรรมนูญปี 2560 สร้างรัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตยสากลโลก ก็ยิ่งเป็นไปได้ยาก เพราะรัฐบาลสีน้ำเงินได้ประโยชน์อยู่จึงไม่เอาด้วยได้โดยง่าย
หรือจะหันมาเล่นเกมหลังพิงประชาชน รอบนี้ก็ไม่ได้ง่ายเหมือนยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
เพราะพรรคภูมิใจไทยก็เป็นพรรคที่โตมาจากท้องถิ่น นายอนุทินและแกนนำก็เป็นผู้นำสไตล์ประชานิยม ว่องไวต่อกระแสสังคมพอสมควร ก็คงสามารถอ่านเกม ประคองคะแนนนิยมจากปัญหาต่างๆ ได้
กลายเป็นพรรคประชาชนต่างหาก ที่วันนี้ถูกเปรียบเทียบว่าเป็นฝ่ายค้านที่หยิบยกปัญหาชาวบ้านมาพูดช้ากว่าพรรคประชาธิปัตย์เสียอีก
ยิ่งพรรคส้มไม่มีอำนาจรัฐ ไม่มีทรัพยากร หากวาระทางการเมือง-อุดมการณ์ทางการเมืองไม่ชัดอีก การลุกขึ้นใหม่จากอาการพ่ายแพ้ศึกเลือกตั้งจึงไม่ได้เกิดขึ้นโดยง่าย
ทั้งหมดคือความท้าทายของบรรดาผู้นำเจน 5 ของพรรคส้ม นำโดย อ.ต้น วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร
เป็นการลุกขึ้นมาใหม่อีกครั้งของต้นส้มต้นเดิมที่ถูกพายุพัดถล่มล้มซ้ำแล้วซ้ำอีก
และก็เป็น “ต้นส้ม” ที่ชนชั้นนำอนุรักษนิยมแสนจะไม่รักเช่นเดิม
ส่วนจะกลับมาเป็น “ต้นส้ม” ที่ประชาชนรักเหมือนเดิมหรือไม่
ไม่นานเดี๋ยวรู้
