bg-single

คดีหุ้น ‘ศักดิ์สยาม’ ป.ป.ช.ยกคำร้อง สวนทางคำวินิจฉัยศาล รธน. ‘2 มาตรฐาน’ ที่สังคม ‘กังขา’

24.04.2026

ในประเทศ

ต้องยอมรับว่า “คดีซุกหุ้น” หรือถือหุ้นแทน (นอมินี) ในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น กลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องร้อนๆ ทางการเมืองตลอดช่วงสัปดาห์นี้ เนื่องจากสังคมและประชาชนต่างหยิบยกคดีนี้ขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์กันอีกครั้งถึง “มาตรฐาน” การวินิจฉัยขององค์กรอิสระ

ภายหลังปรากฏข่าวออกมาว่า ขณะนี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ได้มีมติยกคำร้องคดีที่ “นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถูกกล่าวหาว่าซุกหุ้นหรือถือหุ้นแทน (นอมินี) ในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ

ซึ่งเรื่องนี้ “นายสุรพงษ์ อินทรถาวร” เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยอมรับว่ากระแสข่าว ป.ป.ช.มีมติยกคำร้องข้อกล่าวหานายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กรณีจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ กล่าวหาการถือครองหุ้นแทนใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น

ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ “มีมติยกคำร้องไปเมื่อเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา” ไปแล้ว

สําหรับคดีนี้ ต้องย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยคดีที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ว่า สมาชิกภาพนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ประกอบมาตรา 187 หรือไม่

จากกรณียังคงไว้ซึ่งหุ้นส่วนและเป็นผู้ถือหุ้นและเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ทำให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการหุ้น หรือกิจการของห้างหุ้นส่วนเป็นการกระทำต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 187 ประกอบพระราชบัญญัติการจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี มาตรา 4 (1)

ผลปรากฏว่า องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 1 วินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5)

ทั้งนี้ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า จากข้อพิรุธหลายประการดังกล่าว ประกอบพฤติการณ์แวดล้อมทั้งปวงแห่งคดี ฟังได้ว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ และนายศุภวัฒน์ เกษมสุข (ผู้ถือหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ) ตกลงนำเงินของนายศักดิ์สยาม ทำธุรกรรมต่างๆ ในนามนายศุภวัฒน์ โดยขั้นตอนสุดท้ายนำเงินนั้นซื้อกองทุนต่างๆ ในชื่อนายศุภวัฒน์ แล้วขายกองทุนดังกล่าว ชำระค่าหุ้นแก่นายศักดิ์สยาม เช่นนี้ เงิน 119.5 ล้านบาท ยังเป็นของนายศักดิ์สยาม จึงยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยมีนายศุภวัฒน์ ครอบครองหุ้นของ หจก.บุรีเจริญฯ และดูแล หจก.บุรีเจริญฯ แทนนายศักดิ์สยามมาโดยตลอด

อันเป็นการถือหุ้นของรัฐมนตรีอยู่ในความครอบครอง หรือดูแลของบุคคลอื่น ไม่ว่าโดยทางใดๆ เป็นการกระทำอันเป็นการต้องห้าม มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ดังนั้น ความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม จึงสิ้นสุดลงเฉพาะตัว มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ประกอบมาตรา 187

ฉะนั้น เมื่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญระบุเช่นนี้ จึงทำให้สังคมต่างตั้งคำถามและสงสัยว่า หากคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติออกมาเช่นนี้ เท่ากับว่าสวนทางกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่?

เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ คือ มีผลผูกพันทุกองค์กร

ด้วยเหตุผล จากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฏอยู่ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ยิ่งทำให้สังคมและประชาชนคาใจว่าเหตุใดทางคณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีมติยกคำร้อง

อีกทั้งเมื่อเทียบกับคดีอดีต 44 ส.ส.พรรคก้าวไกล กรณีเสนอชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ก็มีต้นทางมาจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเหมือนกัน

เหตุใดผลการพิจารณาจึงแตกต่างกันเช่นนี้

นอกจากภาคประชาชนและสังคมที่เกิดข้อสงสัยแล้ว พรรคการเมืองต่างๆ ก็ออกมาเคลื่อนไหวเช่นกัน

โดยเฉพาะพรรคประชาชน (ปชน.) นำโดย “เท้ง” นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาตั้งคำถามกรณีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งมีผลออกมาเป็นอีกทางหนึ่ง ทั้งที่มีเส้นทางทางการเงินชัดเจน ส่อเค้าผิดปกติ แต่พวกเราเองที่ใช้กลไกทางนิติบัญญัติโดยชอบกลับถูกดำเนินการอีกแบบ ซึ่งได้มีโอกาสอภิปรายในวาระการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาด้วยว่ารัฐบาลชุดนี้ หลายคนอาจจะรู้สึกว่ามีเสถียรภาพ แต่จริงๆ แล้วการใช้อำนาจที่ถูกต้องก็เป็นสิ่งที่ทุกคนคาดหวัง

“การใช้อำนาจที่ตนเองมีทุกอย่างไปบิดเบือนกลไกทางกฎหมายองค์กรอิสระเพื่อที่จะปกป้องพวกพ้องและทำลายล้างฝั่งตรงข้าม ก็จะเป็นสิ่งที่บ่อนทำลายตัวรัฐบาลเอง” นายณัฐพงษ์ระบุ

ฟากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ออกมาเคลื่อนไหวประเด็นนี้เช่นเดียวกัน โดยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเปิดเผยว่า การประชุม ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา พรรคได้หยิบยกประเด็นที่ ป.ป.ช.มีมติยกคำร้องนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยมองว่าเมื่อ ป.ป.ช. ยกคำร้องที่สวนทางกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดข้อสงสัยมากมายขึ้นว่า กรณีที่มีการยกคำร้องนั้น มีที่มาที่ไปที่มีความซับซ้อน มีประเด็นที่น่าสงสัยหรือไม่

โดยที่ประชุมพรรคอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง 2 ทาง คือ

1. ตั้งข้อสังเกตถึงคำวินิจฉัยหรือมติของ ป.ป.ช. ที่สวนทางกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญเองก็ได้มีแนวทางเอาไว้ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องผูกพันทุกองค์กร

และ 2. ประเด็นรายละเอียดของคำร้องในคดีนี้ เพราะเรื่องนี้มีประเด็นความเกี่ยวข้องกับเรื่องของผลประโยชน์ขัดกันของความเป็นรัฐมนตรีด้วย

ที่ประชุม ส.ส.พรรคได้หารือกันแล้วมีมติว่า ให้ฝ่ายกฎหมายของพรรคไปรวบรวมรายละเอียดของคดีนี้ตั้งแต่ต้น และให้สรุปภายในเวลาหนึ่งสัปดาห์ เพื่อที่ประชุม ส.ส.จะได้มากำหนดท่าทีต่อไปว่า พรรคโดย ส.ส. ของพรรค ควรจะดำเนินการในเรื่องนี้ทางกฎหมายอย่างใดต่อไปหรือไม่

“ยืนยันว่าพรรคไม่ได้วางเฉยต่อเรื่องนี้ ได้ติดตามเรื่องนี้โดยตลอด ขอให้ติดตามดูเรื่องนี้ต่อไปว่า ฝ่ายกฎหมายเสนอที่ประชุม ส.ส.แล้วจะมีมติดำเนินการอย่างไรหรือไม่ต่อไป” นายสาทิตย์ระบุ

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ระบุว่า เท่าที่รับทราบจากรายงานข่าวนั้น ป.ป.ช.มุ่งไปที่เจตนาของนายศักดิ์สยาม ทั้งที่ ป.ป.ช.ไม่สามารถปฏิเสธคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ แต่หาก ป.ป.ช.มุ่งไปที่เจตนาของนายศักดิ์สยาม แล้วเหตุใดจึงไม่แสดงบัญชีทรัพย์สินตามข้อเท็จจริง

“กรณีนี้ยังไม่จบลงเฉพาะการยื่นบัญชีทรัพย์สิน เพราะยังมีกฎหมายอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งที่ประชุม ส.ส.พรรค ปชป.ให้ไปรวบรวมข้อเท็จจริงว่า จะดำเนินการต่อได้อย่างไร เพราะเรื่องดังกล่าวกระทบต่อความน่าเชื่อถือและซ้ำเติมข้อกล่าวหาการรวบอำนาจผ่านองค์กรต่างๆ” นายอภิสิทธิ์ระบุ

ทุกคำถามและข้อสงสัยที่สังคมคาใจว่าเหตุใดมติของ ป.ป.ช.จึงสวนทางกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช.ในฐานะองค์กรอิสระ จำเป็นต้องอธิบาย ชี้แจงเหตุผล เคลียร์ให้ชัดเจน

โดยเฉพาะกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการทำงาน 2 มาตรฐาน

อย่างน้อยๆ เพื่อเรียกศรัทธาและความน่าเชื่อถือขององค์กรในสายตาประชาชนกลับคืนมา



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สูตรแคร์ : บทเรียนสิบปีของบอร์ดที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อใคร
ส่องลึกอิหร่าน: 11) ชนชาติส่วนน้อยกลุ่มต่างๆ ในอิหร่าน
ประวัติศาสตร์ไม่น่ากลัว
ซีซาร์สลัดอะโวคาโดไส้กรอก
พาส่อง JAECOO 6T REEV เอสยูวี ราคาต่ำล้าน-เด่นที่ขุมพลัง
เจาะลึกผลงาน ‘ตบสาวไทย’ เปลี่ยนผ่านคืนสู่ทีมชั้นนำโลก?
Cash is King
ราตรีสีทอง
ฟีฟ่ากับแนวทางฟุตบอลโลก 64 ทีม ให้โอกาสหรือเพิ่มรายได้?
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 17-23 กรกฎาคม 2569
E-DUANG | กรณี TH-AI PASSPORT คือ เทคโนโลยี ผสาน การเมือง
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาหันคา 1 ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”