หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว | มุกดา สุวรรณชาติ
ในวาระครบรอบ 50 ปีเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ผู้เขียนเป็นคนหนึ่งที่รอดชีวิตมาได้ และติดตามค้นคว้าหาความจริงของเหตุการณ์ทางการเมืองที่เคยเข้าร่วมนับแต่ 14 ตุลาคม 2516 จึงได้พบการวางแผนและการใช้ความรุนแรงมาตั้งแต่ปี 2517 ซึ่งได้เขียนรายละเอียดของเหตุการณ์ต่างๆ ในหนังสือปฏิวัติบนสายรุ้งมากกว่า 500 หน้า และได้เขียนแบบย่อลงในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับที่แล้ว ตอนตามรอยเลือดก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519
ฉบับนี้เราจะพูดถึงเหตุการณ์ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 โดยตรง
ผ่านการบอกเล่าของผู้อยู่ในเหตุการณ์และคำให้การของพยานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในวันที่ 6 ตุลาคม 2519
ทำให้สามารถวิเคราะห์และได้ข้อสรุปดังนี้
1. เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 คือแผนสร้างสถานการณ์เพื่อทำการรัฐประหาร
รูปแบบนี้นำมาใช้ในการรัฐประหารปี 2549 มีการสร้างสถานการณ์ให้ดูเหมือนว่าประชาชนไม่พอใจรัฐบาล และนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร จากนั้นก็ทำการรัฐประหารในเดือนกันยายน 2549
การรัฐประหารในปี 2557 ก็ทำแบบเดียวกันโดยมี กปปส. มาปฏิบัติการปิดกรุงเทพฯ สุดท้ายก็เกิดการรัฐประหารโดยคณะ คสช. ในเดือนพฤษภาคม 2557
แต่การรัฐประหารในปี 2519 ไม่มีคนรับผิดชอบในการควบคุมความสงบอย่างเป็นจริงเป็นจัง ตชด.บางหน่วยและตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษจำนวนหนึ่งถูกสั่งให้มารับงานแบบงงๆ ไม่มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารในเครื่องแบบแม้แต่หน่วยเดียว
2. การนัดชุมนุมที่สนามหลวงของกลุ่มหัวรุนแรง ขวาจัด ไม่ได้มีผู้นำอย่างเป็นทางการ
เป็นการนัดผ่านสื่อวิทยุและมีการแจกแถลงการณ์ซึ่งกำหนดเวลานัดหมายไว้ถึง 9.00 น. วันที่ 6 ตุลาคม แต่มีการกระตุ้นให้มาชุมนุมกันตั้งแต่ตอนเย็นและตอนค่ำของวันที่ 5 ตุลาคม
ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เฝ้าอยู่หน้าธรรมศาสตร์ตลอดตั้งแต่ค่ำของวันที่ 5 ตุลาคม ประเมินว่าฝ่ายขวาที่วางแผนก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าจะทำอย่างไร จะสร้างสถานการณ์แบบไหน เพราะนักศึกษาชุมนุมกันอย่างสงบอยู่ภายในรั้ว ม.ธรรมศาสตร์ มียามเฝ้าประตูทุกแห่ง นักศึกษากลุ่มสุดท้ายมาจาก ม.รามคำแหงเข้ามาเสริม ประมาณ 5 โมงเย็น 25-30 คันรถ ประมาณ 1,800 คน ทำให้ใน ม.ธรรมศาสตร์มีจำนวนคนเพิ่มเกือบ 4,000 คน มากกว่าผู้ที่มาชุมนุมที่สนามหลวง มีไม่กี่ร้อยในตอนค่ำ
ดังนั้น จึงไม่มีเหตุการณ์อะไรรุนแรงเรื่อยมา ฝ่ายที่นำการชุมนุมวางแผนจะสลายตัวออกตอนเช้า เพื่อเลี่ยงการปะทะ
3.แผนการยิงระเบิด M79 เข้ามาตกกลางที่ชุมนุม ทำเพื่ออะไร?
ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญได้อธิบายให้ฟังว่า น่าจะยิงเฉียงข้ามช่องระหว่างตึกสังคมกับหอประชุมซึ่งทำให้ตกลงกลางเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ เพราะคนยิงเป็นมืออาชีพ มีผู้บาดเจ็บสาหัสที่ต้องหามไปส่งโรงพยาบาลทันที 4 คน และบาดเจ็บเล็กน้อยอีกจำนวนมาก
ภายหลังมาวิเคราะห์ดูแล้วน่าจะเป็นการยิงขู่บีบให้ผู้นำการชุมนุมพาขบวนหนีออกในช่วงเช้าเมื่อสว่างแล้ว และคิดว่าปลอดภัย ซึ่งเส้นทางหนีออกคือประตูท่าพระจันทร์ และวิ่งไปผ่านท่าเตียน ไปปากคลองตลาด ซึ่งจะมีบางหน่วยของฝ่ายตรงข้ามซึ่งซ่อนตัวอยู่ในวัดมหาธาตุฯ สามารถขว้างระเบิดมือเข้าใส่ขบวนที่วิ่งหนี จะทำให้เกิดการปะทะตามถนน มีบาดเจ็บล้มตายวุ่นวาย เป็นไปตามความต้องการของผู้ที่ต้องการทำการรัฐประหาร
แต่ฝ่ายนำของ ศนท.ไม่ขยับพามวลชนหลบหนี กลับส่งตัวแทนไปพบนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ตอน 6 โมงเช้า
ถ้าเหตุการณ์มาถึงตรงนี้แล้วฝ่ายรัฐบาลนำตำรวจมาปฏิบัติตามปกติ เหมือนเมื่อครั้งจอมพลประภาส จารุเสถียร เดินทางกลับเข้าประเทศไทยเดือนสิงหาคม ก็สามารถให้นักศึกษากลับออกไปหรือจับกุมทั้งหมดขึ้นรถเมล์
แต่ชุดตัวแทนนักศึกษาที่ส่งไปพบนายกฯ กลับถูกส่งไปกองปราบ
และอีกประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมาก็มีปฏิบัติการบุกเข้ากวาดล้างในธรรมศาสตร์
4. รอจนถึง 7 โมงเช้า นศ.ยังนิ่งเงียบอยู่ใน ม.ธรรมศาสตร์ ไม่มีการเจรจา ไม่มีการประกาศให้มอบตัว หรือออกจากสถานที่ แต่ยิงใส่เหมือนสงคราม
คำให้การของพยานปากที่ 8 คือพลตำรวจสุริยะ…สายตรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษนครบาล ให้การว่า วันเกิดเหตุได้รับคำสั่งจาก ร.ต.อ.สพรั่ง…ให้ไประงับเหตุพร้อมเพื่อนตำรวจ 30 นาย ไปถึงธรรมศาสตร์เวลาตี 4 มีอาวุธประจำกายคือปืน HK33
พยานปากที่ 9 คือ ส.ต.อ.อากาศ…ตำรวจพลร่มจากค่ายเสือดำ หัวหิน
ในคืนวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เวลาประมาณ 2.00 น. ได้รับคำสั่งให้มารวมพลเพื่อเข้ามาปฏิบัติการในกรุงเทพฯ โดยไม่รู้ว่ามาทำไมเบิกปืน HK33 พร้อมกระสุน 70-80 นัด เดินทางมาพร้อมพวก 50-60 คน โดยมี พ.ต.ต.สาโรจน์… และ ร.ต.อ.บุญชัย…เป็นผู้บังคับบัญชา มาถึงกรุงเทพฯ ในเวลา 6 โมงเช้า ได้รับคำสั่งให้ไปรักษาการณ์ที่ มธ. และบริเวณข้างเคียง
สืบพยานโจทก์ปากที่ 10 คือ พ.ต.ต.สพรั่ง…สารวัตรแผนกอาวุธและอุปกรณ์พิเศษ (S.W.A.T.) กองกำกับการตำรวจนครบาล (ขณะเกิดเหตุ 6 ตุลาคม 2519 มียศ ร.ต.อ.) พยานให้การว่า ได้รับคำสั่งมาจาก พ.ต.ท.ทิพย์ ผกก.สายตรวจปฏิบัติการพิเศษให้นำกำลังออกไประงับเหตุที่ มธ. โดยนำกำลังไป 45 นาย มีอาวุธปืน HK33 กระสุน 60 นัด พร้อมระเบิดแก๊สน้ำตา เวลา 6 โมง รับคำสั่งให้นำกำลัง 20 กว่าคนไปสังเกตการณ์บริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เห็นนักศึกษาใช้โต๊ะเป็นที่กำบัง ยิงปืนใส่ฝูงชนที่กำลังฝ่าเข้าไปในมหาวิทยาลัย พยานกลับลงจากชั้นสองมาชั้นล่างเพื่อรายงานผู้บังคับบัญชา เวลา 6 โมงกว่า
“ขึ้นไปบนพิพิธภัณฑ์สังเกตการณ์แล้วกลับลงมา ยังไม่มีการยิงเข้าไปภายในมหาวิทยาลัย พอกลับขึ้นไปก็มีการยิงกันแล้ว”
5. ตั้งแต่หัวค่ำถึงเช้าไม่มีเหตุการณ์รุนแรง ไม่มีการปะทะ แต่ต้องทำให้มีเรื่อง
มีแต่คนพยายามสร้างสถานการณ์โดยยิง M79 แต่ที่ชุมนุมยังสงบ
ฝ่ายนักศึกษาเล่าถึงเหตุการณ์ว่า “ตอน 6 โมงกว่า พวกเราเดินไปห้องน้ำ มองเห็นตำรวจกลุ่มหนึ่งอยู่บนชั้นสองของพิพิธภัณฑ์ ไม่รู้ว่าเป็นหน่วยสวาท เห็นแต่งเครื่องแบบสีน้ำเงินเข้ม พวกเขายืนสูบบุหรี่ คุยกันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
“ช่วงก่อน 7 โมงเช้า มีพวกเราที่อยู่บนตึกนิติชั้น 3 มองลงไปในพิพิธภัณฑ์ชั้นล่าง ก็เห็นผู้บังคับบัญชาระดับพลตำรวจโทสองคนอยู่ในบริเวณนั้นด้วย ตั้งแต่เช้ามืดจนถึงสว่าง ไม่มีฝ่ายไหนยิงปืนหรือก่อความรุนแรง”
“แต่อยู่ดีๆ 7 โมงเช้า พวกเขาก็คว้าปืนมากราดยิงเข้าใส่พวกเรา”
วิเคราะห์ร่วมกับคำให้การของพยานฝ่ายตำรวจว่าลงบันไดไปหาผู้บังคับบัญชาแล้วกลับขึ้นมาชั้นบนอีกครั้ง จึงน่าจะเป็นการลงไปเพื่อยืนยันคำสั่งจะบุกหรือไม่ เพราะตอนนั้น 7.00 น. แล้ว ที่ไม่กล้าใช้วิทยุสั่งการถามเพราะมันจะได้ยินไปทั่ว พอได้รับคำสั่งยืนยันแน่นอน เขาจึงขึ้นมาสั่งยิง
6. คดี 6 ตุลา ขึ้นศาลทหาร ปี 2521 สืบพยานฝ่ายโจทก์ได้เพียง 10 ปาก รัฐบาลยอมแพ้ ออกกฎหมายนิรโทษกรรมกลบฝังความจริงใน 24 ชั่วโมง ฝ่ายที่ถูกฆ่าไม่มีโอกาสพูดชี้แจง
ทนายจำเลยซักว่า พยานได้รับมอบหมายให้ไปป้องกันเหตุร้าย แต่ทำไมยกกำลังเข้ากวาดล้างนักศึกษา
พยานให้การว่า ที่เดินทางไปก็ได้รับคำสั่งไประงับเหตุ ด้วยการกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใน ม.ธรรมศาสตร์ แต่ได้รับคำสั่งใหม่ให้เข้าเคลียร์พื้นที่ โดยอ้างว่า พล.ต.ท.วิเชียร…เป็นผู้สั่ง จึงเข้าไปพร้อมผู้บังคับบัญชา คือ พล.ต.ต.เสริม…พ.ต.อ.โกศล…พ.ต.อ.ทิพย์…พ.ต.ท.พิโรธ พร้อมเจ้าหน้าที่
แต่พยานยอมรับว่า การที่พยานนำกำลังบุกเข้าไปนั้นเป็นการกระทำที่ขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา แต่ก็ไม่ได้ถูกตั้งกรรมการสอบสวนแต่อย่างใด
สรุปได้ว่า ถ้าหากฝ่ายตำรวจไม่ต้องการให้เกิดเหตุสังหารหมู่ก็สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะฝ่ายนักศึกษาได้ตรึงกำลังตั้งแต่ช่วงกลางคืนจนถึงเช้า โดยไม่มีผู้เสียชีวิตเลยแม้แต่คนเดียว ทั้งยังเตรียมสลายการชุมนุมและมอบตัวอยู่แล้ว
ฝ่ายรัฐบาลคงเห็นแล้วว่า ยิ่งสืบพยานมากไปเท่าใด ความจริงจะถูกเปิดเผยมากขึ้น ใครมาจากหน่วยไหน? ใช้อาวุธอะไร? มาล้อมฆ่านักศึกษา ใครสั่ง?
ถ้าได้สืบพยานต่อ ความจริงจะต้องถูกเปิดเผยออกมาแน่
ฝ่ายที่วางแผนอยู่เบื้องหลังจึงรีบจัดการปิดเกม โดยออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมในวันรุ่งขึ้นนั้นเอง
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
