กลายเป็นประเด็นร้อนอีกครั้งกับคดี “การลักพาตัว” ของเกาหลีเหนือ หลังจากที่นายกรัฐมนตรี “ชินโซะ อาเบะ” แห่งญี่ปุ่น เรียกร้องให้สหรัฐอเมริกาช่วยคลี่คลายบาดแผลนี้ ซึ่งเป็นปมในใจชาวญี่ปุ่นมานานกว่า 50 ปี โดยเปิดประเด็นการลักพาตัวกับประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ในระหว่างการเยือนรัฐฟลอริดา ในวันที่ 17-20 เม.ย.ที่ผ่านมา เพื่อต้องการให้นำสู่การเจรจาในการประชุมสุดยอดครั้งประวัติศาสตร์ ระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์ และผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ “คิม จอง อึน” ที่คาดว่าจะพบกันช่วงปลายเดือน พ.ค. หรือต้นเดือน มิ.ย.นี้
นายกฯอาเบะกล่าวก่อนเดินทางไปฟลอริดาว่า “ไม่ใช่เพียงชาวญี่ปุ่นที่ตกเป็นเหยื่อของความอัปยศนี้ แต่อีกหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะเกาหลีใต้ ที่ตกเป็นเหยื่อจำนวนมากที่สุด ต้องร่วมกันกดดันเกาหลีเหนือในประเด็นนี้ด้วย ผมหวังว่าการพบกันระหว่างผู้นำเกาหลีเหนือ และเกาหลีใต้ ในวันที่ 27 เม.ย.นี้ จะมีการพูดถึงในคดีนี้ ซึ่งถูกละเลยมานาน”
ขณะเดียวกันก็มีการเผยแพร่รายงานวิจัยของ ดร.โก เมียง ฮยุน และ ดร.เบน ฟอร์เนย์ จากสถาบันเพื่อการศึกษานโยบายเอเชียในกรุงโซล ระบุว่า ระหว่างที่ทั่วโลก คาดหวังจะเห็นท่าทีของผู้นำสูงสุด คิม จอง อึน ระหว่างการพบปะกับผู้นำเกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา ในประเด็นโครงการทดลองขีปนาวุธ มีหลายประเทศยังคงเจ็บปวดอยู่กับบาดแผลที่เกาหลีเหนือได้กระทำไว้กับพลเรือน คดีการลักพาตัวที่ยังไม่สามารถคลี่คลายได้ แม้ว่าองค์กรระหว่างประเทศอย่างสหประชาชาติ (UN) จะรับรู้ก็ตาม
รายงานระบุว่า นับตั้งแต่ปี 1946 หรือช่วงปลายสงครามเกาหลี ผู้นำสูงสุด คิม อิล ซุง เริ่มปฏิบัติใช้นโยบาย “การลักพาตัว” พลเรือนของคู่อริเก่าอย่าง “เกาหลีใต้” เป็นจำนวนทั้งหมดในตอนนั้น 3,835 คน ซึ่งตามข้อมูลที่บันทึกได้ระบุว่า หลังจากนั้นไม่นาน เหยื่อได้รับการปล่อยตัวและหลบหนีกลับประเทศสำเร็จ 3,319 คน แต่ยังถูกกักตัวอยู่ในดินแดนโสมแดงอีกราว 516 คน
ขณะที่ในปี 1977 ทางการเกาหลีเหนือเริ่มลักพาตัวชาวญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก โดยทางการญี่ปุ่นประเมินเบื้องต้นว่า ผู้ที่ถูกลักพาตัวมีจำนวน 17 ราย โดยเหยื่อมีอายุตั้งแต่ 13-42 ปี และส่วนใหญ่เป็นกลุ่มมีการศึกษา โดยสันนิษฐานว่าเหตุผลในการลักพาตัวคนญี่ปุ่น เพื่อเป็นครูสอนภาษาญี่ปุ่นให้สปายเกาหลีเหนือ และส่งเข้ามาแทรกซึมในญี่ปุ่น
แม้ว่าในปี 2002 มีการปล่อยตัวกลับญี่ปุ่นแล้ว 5 คน ซึ่งเป็นผลจากการเจรจาของรัฐบาลสมัย นายโคะอิสุมิ จุนอิจิโร่ ทว่านายชินโซะ อาเบะ เชื่อว่าเหยื่อชาวญี่ปุ่นในเกาหลีเหนืออาจมีมากกว่านั้น
ที่น่าสนใจคือกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่ตกเป็นเหยื่อ ล้วนเป็นกลุ่ม “ปัญญาชน” ซึ่งมีหลากหลายสาขาอาชีพ เช่น ชาวประมง ที่เป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ถูกลักพาตัว โดย ดร.โก เมียง ฮยุน สันนิษฐานว่า ในสมัยนั้นชาวประมงเป็นอาชีพที่ขาดแคลนในเกาหลีเหนือ ทั้งยังสามารถลักพาตัวได้ง่ายจากเขตน่านน้ำที่อยู่ติดกัน

นอกจากนี้ กลุ่มคนในอาชีพอื่น ๆ ที่ถูกลักพาตัว ได้แก่ เกษตรกร ลูกเรือจากหลายสายการบิน นักวิทยาศาสตร์ นักเรียน พยาบาล นักข่าว รวมถึงนักแสดงด้วย อย่างกรณีการลักพาตัว “ชอย อิน ฮี” นักแสดงเกาหลีใต้ และ “ชิน ซัง โอก” สามีที่เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ โดยทางการเกาหลีเหนือบังคับให้ช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของเกาหลีเหนือ ตามคำสั่งของคิม จอง อิล
ตามรายงานระบุว่า คู่สามีภรรยาได้สร้างภาพยนตร์ให้กับเกาหลีเหนือกว่า 10 เรื่อง ทั้งยังสามารถคว้ารางวัลมากมาย อาทิ รางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์มอสโก จากเรื่อง Salt ในปี 1985 ก่อนที่จะวางแผนหลบหนีได้สำเร็จระหว่างการร่วมเทศกาลภาพยนตร์ที่ออสเตรีย ในปี 1986
ซอยอินฮี” และ “ชินซังโอก” ผู้เป็นสามีถูกกักตัวที่เกาหลีเหนือนานถึง 8 ปี สร้างหนังที่ประสบความสำเร็จคือ “Pulgasari” (1985) หนังเกี่ยวกับก็อซซิลล่า ได้ฉายทั้งในเกาหลีเหนือและญี่ปุ่นและเสียงตอบรับก็ดีเกินคาดส่วน ชอยอินฮี ยังคว้ารางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์มอสโคจกาเรื่อง saltในปีเดียวกัน
รางวัลความสำเร็จที่ “คิม จอง อิล”มอบให้สองสามีภรรยาคือ การได้ออกไปร่วมเทศกาลภาพยนตร์ที่ออสเตรีย ทั้งคู่จึงวางแผนหลบหนีด้วยรถแท็กซี่ไปส่งยังสถานทูตสหรัฐอเมริกาในกรุงเวียนนาออสเตรีย ด้วยความช่วยเหลือของนักข่าวญี่ปุ่น และทั้งสองก็เป็นอิสระ
คดีการลักพาตัวยังเกิดขึ้นในเขตแดนของหลายประเทศที่มีพลเรือนญี่ปุ่นและเกาหลีใต้อาศัยอยู่ เช่น ในอิรัก เยอรมนี นอร์เวย์ กรุงปารีส ฮ่องกง เมืองการาจี เมืองเบรุต ออสเตรีย อียิปต์ และลิเบีย เป็นต้น และยังมีหลักฐานชี้ว่า ทางการเกาหลีเหนือได้ลักพาตัวชาวต่างชาติกว่า 12 ประเทศทั่วโลกด้วย โดยเป็นการสันนิษฐานจากองค์กรระหว่างประเทศ และหน่วยข่าวกรองประเทศต่าง ๆ ได้แก่ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เลบานอน
โรมาเนีย จีน มาเลเซีย สิงคโปร์ ฝรั่งเศส อิตาลี เนเธอร์แลนด์ จอร์แดน และอเมริกา แม้แต่คนไทยที่หายตัวไป 1 ราย ขณะที่ทำงานเป็นพนักงานนวดในมาเก๊า
บทสรุปของการศึกษานี้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ประเทศเล็ก ๆ ที่ปิดล้อมการทำธุรกิจจากทั่วโลก มีเพียงมิตรทางการค้ากับจีนเท่านั้น เหตุใดถึงสามารถพัฒนานวัตกรรมต่าง ๆ อย่างขีปนาวุธ จนสามารถเขย่าประเทศมหาอำนาจของโลกได้ ทั้งยังพัฒนาระบบสาธารณสุขและโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ได้ทัดเทียมกับหลายประเทศ
และอาจเป็นไปได้ว่าการลักพาตัวบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญในสายอาชีพต่าง ๆ เป็นหนึ่งในการสนับสนุนแผนการพัฒนาชาติของเกาหลีเหนือ

