‘สีส้ม’ หลังพ่ายเลือกตั้ง เผชิญปัญหาทั้งภายใน – ภายนอก ไม่เหลืออะไรให้ ‘Compromise’ จ่อถูกยื่นยุบพรรคอีกรอบ
ในประเทศ
นับตั้งแต่การก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล ต่อเนื่องมาจนถึงพรรคประชาชน ผ่านการเลือกตั้งใหญ่รวม 3 ครั้ง อาจกล่าวได้ว่าผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นความถดถอยทางการเมืองครั้งแรกของพรรคสีส้ม
ฝุ่นยังไม่ทันหายตลบก็โดนเหยียบซ้ำ เมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2569 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ลงมติชี้มูลความผิดคดีอดีต 44 ส.ส.พรรคก้าวไกล ถูกร้องในความผิดฐานฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีร่วมกันลงชื่อยื่นแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่ากระทำผิด และเตรียมยื่นส่งฟ้องต่อศาลฎีกา
หากศาลประทับรับคำร้อง จะทำให้ว่าที่ ส.ส. พรรคประชาชน (ปชน.) 10 คน จากกลุ่มอดีต 44 ส.ส. ดังกล่าว ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ได้จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา
แบ่งเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ 8 คน คือ 1. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ 2. น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ 3. นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล 4. นายณัฐวุฒิ บัวประทุม 5. นายวาโย อัศวรุ่งเรือง 6. นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ 7. นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ 8. นายรังสิมันต์ โรม
และ ส.ส.แบบแบ่งเขต 2 คน คือ นายธีรัจชัย พันธุมาศ ว่าที่ ส.ส.กทม.เขต 18 และนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ว่าที่ สส.กทม.เขต 33
ขณะที่สถานการณ์ภาพในพรรค ปชน.เอง ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2569 จะมีการประชุมใหญ่ของพรรค และเป็นไปได้ที่จะมีการปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรค
รวมถึงมีการจับตาว่าตำแหน่งหัวหน้าพรรคต้องมีการปรับเปลี่ยนด้วยหรือไม่ เพื่อไม่ให้กระทบกับการทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ในกรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
ภายใต้ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น พรรค ปชน.ยังต้องรับมือกับอดีตคนใน เมื่อ น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต ส.ส.กทม.เขต 2 ออกมาโจมตีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ที่ไม่สามารถนำทีมชนะเลือกตั้งได้ ว่าไม่มีศักยภาพในการเป็นผู้นำ ไม่ได้เป็นคนเก่ง ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ก็ไม่ได้แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก ยึดติดกับตำแหน่งกระหายอำนาจทั้งๆ ที่ไม่มีศักยภาพ
และต่อมายังกล่าวหาว่าพรรค ปชน.มีศูนย์บัญชาการในการทำสงครามข้อมูลข่าวสารฝ่ายตรงข้าม และคอยสนับสนุนพรรคผ่านเครือข่ายโซเชียลมีเดีย โดยมีวอร์รูมคือ สเปกเตอร์ ซี ชั้น 4 ตึกอนาคตใหม่ ที่ทำการพรรคประชาชน ที่มีลักษณะการทำงานแบบไอโอ หากต้องการถล่มฝ่ายตรงข้ามก็จะใช้ทีมงานระดมเข้าไปคอมเมนต์ โดยมีระบบการทำงานที่มีทีมคอยมอนิเตอร์ข่าวสาร รวมถึงทำหน้าที่ชี้แจงแก้ตัวให้กับพรรค
ต่อมานายศรีสุวรรณ จรรยา ประธานองค์การรักชาติรักแผ่นดิน เดินทางมายื่นหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และนายทะเบียนพรรคการเมือง ให้ยุบพรรคประชาชน จากกรณีดังกล่าว
เช่นเดียวกับนายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ออกมาส่งสัญญาณถึง กกต.เช่นกัน ระบุหากผิดจริงเข้าข่ายยุบพรรค
ด้าน น.ส.พรรณิการ์ วาณิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า กล่าวในรายการ The Politics ทาง Youtube Matichon TV กรณีอดีต ส.ส.ออกมาเปิดเผยข้อมูลภายในต่างๆ พรรค ปชน.ต้องจัดการอย่างไรว่า มองว่าคล้ายกรณีการรับมือกับข่าวปลอม (Fake News) ซึ่งผู้สนับสนุนพรรค ปชน.อาจรู้สึกว่าพรรคต้องตอบโต้ทุกข้อกล่าวหา
แต่หากนึกตามความเป็นจริง เวลาผลิตเฟกนิวส์ พูดหนึ่งประโยคก็เป็นเฟกนิวส์ได้แล้ว แต่เป็นภาระในการชี้แจงของพรรค ปชน. และยังทำให้เรื่องที่จะเข้าสู่ความรับรู้ของประชาชน จะมีแต่เรื่องพรรค ปชน. แก้ข่าวลือ ดังนั้น แทนที่จะมานั่งแก้ข่าวรายวัน จะทำอย่างไรให้ประชาชนรู้ว่ามันมีกระบวนการดิสเครดิตแบบนี้อยู่จริง
น.ส.พรรณิการ์กล่าวต่อว่า ครั้งนี้พรรคประชาชนแพ้การเลือกตั้งก็จริง แต่ผลการเลือกตั้งที่ออกมามีปัญหามาก เพราะฉะนั้นจึงมีกระบวนการดิสเครดิตเหล่านี้เพื่อที่จะเบี่ยงเบนความสนใจของสังคม
หรือในกรณีสเปกเตอร์ ซี แน่นอนว่าเริ่มต้นจากคุณแก้วตา (น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ) แต่ส่วนตัวมองว่าคุณแก้วตาเองในแง่หนึ่งก็ตกเป็นเหยื่อของการถูกหยิบยกมาปั่นต่อแบบมหาศาล โดยที่เจ้าตัวอาจจะไม่ได้คิดว่ามันจะไปถึงขนาดนี้
อีกเรื่องหนึ่งคือกรณีที่ รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยว่า พรรค ปชน.มีการเก็บรหัสหลังบัตรประจำตัวประชาชน (Laser ID) ในการสมัครสมาชิกพรรค
ซึ่ง พรรค ปชน.ชี้แจงว่า พรรคประชาชนยืนยัน Laser ID เป็นกลไกยืนยันตัวตนที่ปลอดภัยและใช้โดยทั่วไป พรรคไม่มีการเก็บหรือใช้ข้อมูล Laser ID เพื่อวัตถุประสงค์อื่น – ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเชื่อมระบบกับกรมการปกครอง หลังต้องขออนุญาตใหม่เมื่อมีการยุบพรรค
1. พรรคประชาชนยืนยันว่าการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลในการสมัครสมาชิกพรรคประชาชนมีความปลอดภัยสูง และเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายทุกประการ
2. การตรวจสอบ Laser ID หรือรหัสหลังบัตรประจำตัวประชาชน เป็นกระบวนการยืนยันตัวตนรูปแบบหนึ่งที่ถูกใช้อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทำธุรกรรมที่จำเป็นต้องมีความถูกต้องรัดกุม เช่น การทำธุรกรรมทางการเงินผ่านแอพพลิเคชั่น Mobile Banking
สำหรับในกรณีของการสมัครสมาชิกพรรคการเมืองนั้น ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตรวจสอบว่าผู้ประสงค์สมัครสมาชิกมีตัวตนจริง ไม่ได้ถูกผู้อื่นสวมสิทธิ์ มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามในการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง
3. ในอดีต พรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล ก็เคยมีการขอ Laser ID จากผู้ประสงค์สมัครสมาชิกพรรค เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลกับกรมการปกครอง โดยการทำงานของระบบเป็นเพียงการส่งข้อมูลไปตรวจสอบกับระบบของกรมการปกครอง เพื่อให้ระบบของกรมการปกครองส่งข้อมูลกลับมายังพรรคว่า “ถูกต้อง” หรือ “ไม่ถูกต้อง” โดยพรรคไม่มีการบันทึกข้อมูล Laser ID ของผู้ประสงค์สมัครสมาชิกพรรคไว้แต่อย่างใด
4. ปัจจุบันพรรค ปชน.อยู่ระหว่างกระบวนการขออนุญาตจากกรมการปกครองในการตรวจสอบข้อมูล Laser ID ใหม่อีกครั้ง เนื่องมาจากการยุบพรรคก้าวไกล โดยระหว่างที่กระบวนการขออนุญาตยังไม่เสร็จสิ้น พรรคประชาชนไม่มีการเก็บรวบรวม ใช้ เผยแพร่ หรือส่งต่อข้อมูล Laser ID แต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม เพื่อมีกลไกในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ พรรคได้มีระบบยืนยันตัวตนอื่นๆ เช่น ระบบ OCR ในการยืนยันว่าบุคคลผู้ประสงค์สมัครสมาชิกพรรคเป็นเจ้าของบัตรประชาชนจริง
5. พรรคประชาชนขอย้ำว่า การขอข้อมูล Laser ID เป็นสิ่งที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในกระบวนการยืนยันตัวตน (ไม่ว่าจะเป็นกรมสรรพากร หรือธนาคารพาณิชย์) และเป็นกลไกที่เป็นประโยชน์และปลอดภัยในการยืนยันตัวตน ที่เชื่อมกับระบบของกรมการปกครอง โดยพรรคไม่มีการบันทึก Laser ID ของพี่น้องประชาชนไว้ในฐานข้อมูลของพรรคแต่อย่างใด
ด้าน ศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น สรุปบทเรียนของพรรค ปชน. ผ่านเฟซบุ๊ก Pavin Chachavalpongpun ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้คือการปรับตัวครั้งใหญ่ของชนชั้นนำไทย แทนที่จะเป็นปฏิปักษ์กับระบบประชาธิปไตยแบบโจ่งแจ้ง โดยการขนรถถังออกมาขยี้รัฐบาลพลเรือน แต่วิธีใหม่คือการลงทุนในระบบเลือกตั้ง พร้อมกับการ co-opting หรือการร่วมมือกับพรรคฝ่ายอนุรักษนิยม ในการครอบงำกลไกทางการเมือง ที่จะทำให้ทั้งอีลีตไทยและพรรคอนุรักษนิยมเหล่านั้นมีความชอบธรรม ทั้งในสายตาคนไทยและในสายตาต่างประเทศ ใช้วิธีที่เรียกว่า Sophisticated ซึ่งเป็นหัวใจของสิ่งที่เรียกว่า Sophisticated Autocrats หรือ “เผด็จการทันสมัย”
ศ.ดร.ปวินระบุว่า อยากให้ถึงเวลาที่พรรค ปชน.ต้องปรับเปลี่ยนจุดยืนใหม่ กลับไปเป็นพรรคส้มวันแรกที่ก่อตั้งพรรค ที่พุ่งเป้าไปที่การเปลี่ยนโครงสร้างการเมืองไทย ความพังรอบนี้มันพิสูจน์แล้วว่า สิ่งที่เรียกว่าเป็น grand compromise มันไม่เวิร์ก คุณจะ compromise ได้ก็ต่อเมื่อคุณ “มีของ” ที่จะ compromise แต่วันนี้คุณไม่มีอะไรเหลือในมือ คุณต้องกลับไปสู่จุดเดิมของคุณ
นอกจากนี้ ศ.ดร.ปวินยังคาดหวังว่าจะเห็นผู้นำรุ่นเก่าของพรรค หรือคณะโปลิตบูโรของพรรค ปชน. จะปล่อยให้ผู้นำรุ่นใหม่ทำงานด้วยตัวเอง ตัดสินใจนโยบายด้วยตัวเอง
ทั้งหมดนี้คือสถานการณ์ทั้งภายในและภายนอกที่พรรคส้มต้องฝ่าฟัน ในวันที่บ้านเมืองกำลังถูกย้อมด้วยสีน้ำเงิน
