‘รบ.อนุทิน’ พลิกเกมปรับกลยุทธ์สื่อสาร ผุดรายการ ‘คุยกับ ครม.’ ตั้ง ‘หมอเอก’ โฆษกรัฐคนใหม่
ในประเทศ
ต้องยอมรับว่าตลอดระยะเวลา 6 เดือน รัฐบาลของ “นายกฯ หนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องเผชิญกับสารพัดปัญหารุมเร้าหลายเรื่อง
ไม่ว่าจะเป็นคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ซึ่งพรรคภูมิใจไทยถูกอ้างว่ามีความเชื่อมโยงกับคดีฮั้วเลือก ส.ว. เนื่องจากมีรายชื่อบุคคลสำคัญ “ระดับบิ๊กเนม” ในรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นผู้ถูกกล่าวหาคดีนี้
ขณะที่การทุจริตโกงสอบเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่นล็อตใหญ่ ก็ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและความเชื่อมั่นโดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย
รวมทั้งโครงการ TH-AI Passport ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโครงการที่รัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
สอดรับกับความคิดเห็นของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้าโพล) ซึ่งเปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “ปัญหามากมาย จะรอดไหมเนี่ย” สำรวจระหว่างวันที่ 18-20 สิงหาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล
โดยประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พบว่า 62.75% ระบุว่า การทุจริตการสอบเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น (ทุจริตสอบท้องถิ่น) รองลงมา 55.88% ระบุว่า การถูกกล่าวหา คดีฮั้ว ส.ว. 42.29% ระบุว่า การโดน ส.ส.ตรวจสอบคดีเขากระโดง 37.33% ระบุว่า ความผันผวนในราคาพลังงาน
และเมื่อถามถึงความอยู่รอดของรัฐบาลเกี่ยวกับประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพ พบว่า ตัวอย่าง 37.86% ระบุว่า จะไม่รอดแน่ๆ รองลงมา 26.03% ระบุว่า รอด แต่จะบอบช้ำมาก ส่วน 17.94% ระบุว่า รอด แต่จะบอบช้ำเล็กน้อย ส่วน 17.71% ระบุว่า รอดแบบสบายๆ แน่นอน
ภาวะที่ถูกรุกเช่นนี้ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวของรัฐบาล ภายหลังเข้ามาทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน 6 เดือนแล้ว
ล่าสุด มีการขยับปรับการสื่อสารรัฐบาล ผุดรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” รายการที่จะเปิดมุมคิด เจาะนโยบาย เบื้องหลังการทำงาน และทิศทางการบริหารประเทศ ผ่านการพูดคุยกับรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบโดยตรง เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้และเข้าใจว่ารัฐบาลกำลังทำอะไร มีเป้าหมายอย่างไร และจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างไร
รายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” จะชวนรัฐมนตรีมาพูดคุยแบบตรงไปตรงมาในประเด็นสำคัญที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ทั้งแนวคิดเบื้องหลังการกำหนดนโยบาย การขับเคลื่อนงานในแต่ละด้าน ตลอดจนคำถามและข้อสงสัยที่ประชาชนต้องการคำตอบ รัฐบาลต้องการเพิ่มช่องทางการสื่อสารที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลจากผู้กำหนดและรับผิดชอบนโยบายโดยตรง เพราะนอกจากการรับรู้ว่านโยบายคืออะไรแล้ว สิ่งสำคัญคือประชาชนควรได้ทราบถึงเหตุผล เป้าหมาย และผลที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินงานของรัฐบาล
ทั้งนี้ รายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” จะออกอากาศทุกเช้าวันเสาร์ เริ่มประเดิมเทปแรกไปเมื่อวันเสาร์ที่ 6 กันยายน โดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งมาพูดคุยเกี่ยวกับการปฏิรูประบบราชการ ปรับระบบราชการจากระบบที่ซับซ้อน สู่ราชการที่คล่องตัว สู่บริการที่ประชาชนเข้าถึงง่าย
โดยหลังจากนี้ก็จะมีคณะรัฐมนตรีสลับหมุนเวียนกันมาพูดคุยบอกเล่าเกี่ยวกับการทำงานและนโยบายของรัฐบาลให้ประชาชนได้รับทราบ
นอกจากนี้ รัฐบาลยังปรับเปลี่ยนการสื่อสารเชิงรุก โดยการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา มีมติแต่งตั้ง “หมอเอก” นายเอกภพ เพียรพิเศษ ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมกันนี้ ยังแต่งตั้ง น.ส.รัชดา ธนาดิเรก อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไปเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี
โดยโฆษกป้ายแดง “เอกภพ เพียรพิเศษ” เปิดเผยถึงการทำงานว่าในฐานะโฆษกรัฐบาลว่า จะเน้นเรื่องข้อมูลที่มีความเข้มข้น รวมถึงความรวดเร็วและฉับไวในการให้ข้อมูล โดยจะให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง เป็นประโยชน์ต่อประชาชนเป็นหลัก
การทำงานของโฆษกจะไม่เน้นการโต้วาที และไม่เน้นการใส่อารมณ์ทางการเมือง แต่จะเน้นการตอบโต้ด้วยข้อมูลและข้อเท็จจริง นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ควรทำงานเพื่อประชาชน ไม่ว่าประชาชนจะเลือกหรือไม่เลือกพรรคใดก็ตาม โดยหน้าที่ของรัฐบาลคือการให้ข้อมูลแก่ประชาชนอย่างเต็มที่ และเป็นข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ
ดังนั้น สิ่งที่จะทำคือ หากเป็นเรื่องที่ดีจะนำมาสื่อสารให้ประชาชนได้รับทราบ แยกเรื่องการเมืองออกจากการทำงานเพื่อประชาชน แทนที่จะตอบโต้กันทางการเมือง เพราะการตอบโต้ทางการเมืองไม่ได้เกิดประโยชน์
“การสื่อสารของเราไม่ได้เน้นว่าเป็นการตอบโต้หรือโต้วาทีทางการเมือง แต่เน้นให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงต่อประชาชนซึ่งเป็นข้อมูลข้อเท็จจริงที่ตอบโต้ข้อมูลที่บิดเบือน โดยไม่ได้เป็นการโต้วาที เพราะไม่จำเป็นที่โฆษกฯ ต้องมาพูดว่าถนนเส้นนั้นตัดถนนเส้นนี้ เพราะผมเป็นคนเชียงราย ไม่รู้จักถนนในกรุงเทพฯ และเป็นเรื่องที่ไม่มีผลประโยชน์กับประชาชน จึงอยากชวนพรรคการเมืองและคนที่ทำงานทางการเมือง ที่อยากเห็นความท้าทายการทำงานทางการเมือง ด้วยการปักธงทางความคิด ทำให้สร้างประเด็นใหม่กับสังคม ทำให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด”
“มากกว่ามาดูการเมืองหรือสภาที่คนทะเลาะกัน” โฆษกรัฐบาลระบุ
ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุสาเหตุของการปรับใหญ่ด้านการสื่อสารของรัฐบาลว่า รายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ที่ออกอากาศทุกวันเสาร์ เนื่องจากรัฐบาลเข้ามาทำงานครึ่งปีแล้ว กรมประชาสัมพันธ์ โดยนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้หารือ สมัยก่อนเคยมีรายการลักษณะนี้เพื่อสื่อสารกับประชาชน เช่น รายการ “นายกฯ พบประชาชน” และรัฐบาลนี้ต้องการให้รัฐมนตรีได้ทำงานและสื่อสารกับประชาชน ในแต่ละสัปดาห์จึงได้จัดรัฐมนตรีเพื่อไปออกรายการดังกล่าว เพื่อชี้แจงการทำงานและให้ประชาชนรับทราบ โดยจะพยายามทำให้มากที่สุด
ส่วนโฆษกรัฐบาลคนใหม่จะต้องเน้นด้านการโต้ตอบทางการเมืองหรือไม่นั้น นายกฯ ระบุว่า “อย่าไปใช้คำว่าตอบโต้ทางการเมืองเลย ขอใช้คำว่ามีอะไรก็ให้ชี้แจงข้อสงสัยและข้อกังวลให้ทุกฝ่ายได้รับทราบ”
อย่างไรก็ตาม หลังจากปรับกลยุทธ์การสื่อสารครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวรายการใหม่ รวมทั้งการเปลี่ยนตัวโฆษกรัฐบาล เพื่อมุ่งชี้แจงผลงาน สร้างความเข้าใจแก่ประชาชนแล้ว จะช่วยให้เรตติ้งและความน่าเชื่อถือของ “นายกฯ” และ “รัฐบาล” เพิ่มขึ้นได้หรือไม่นั้น
คงต้องรอดูผลลัพธ์กัน
