bg-single

ฐากูร บุนปาน | ถ้าไม่ทำอะไรเลย และปล่อยให้สถานการณ์ค่าเงินเละเทะอย่างนี้ ต้องเปลี่ยน….

20.01.2020

หลังค่าเงินบาททะลุด่านจิตวิทยา 30 บาท/ดอลลาร์ ไปอยู่ที่ 29.92 บาท/ดอลลาร์ ในวันปิดตลาดปี 2562

อันเป็นค่าเงินบาทที่แข็งที่สุดในรอบ 6 ปี

แล้วเกิดความตระหนกกันทั้งตลาด

เปิดตลาดมาหลังปีใหม่ แบงก์ชาติเข้าแทรกแซงตลาดอย่างหนัก

จากการแถลงของแบงก์ชาติเอง เรื่องฐานะเงินและเงินสำรองระหว่างประเทศ ณ วันที่ 3 มกราคม 2563

เงินสำรองระหว่างประเทศ ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 2.27 แสนล้านดอลลาร์

ถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

เพิ่มขึ้นมาราว 4.52 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 2.02% จากวันที่ 27 ธันวาคม 2562

และฐานะเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าสิทธิ หรือ Forward ก็ปรับตัวมาอยู่ที่ 3.58 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 1.43 พันล้านดอลลาร์

หรือ 4.17%

แปลเป็นภาษาคนธรรมดาก็คือ

แค่เปิดตลาดปีใหม่มา 2 วัน แบงก์ชาติเก็บดอลลาร์สดๆ เข้ามาแล้ว 4.53 พันล้านดอลลาร์

อาจเป็นได้ว่ามีทั้งเงินจากการส่งออกและการท่องเที่ยว

และมีส่วนที่แบงก์ชาติเข้าไปซื้อดอลลาร์เพื่อให้ค่าแข็งขึ้น บาทจะได้อ่อนลง

รวมทั้งส่วนที่ต่างชาติ (หรือแม้กระทั่งไทยด้วยกันเอง) เอาเงินเข้ามาเก็งกำไร

แต่ที่ชัดเจนว่าแบงก์ชาติทุ่มเงินซื้อดอลลาร์ชัดๆ

ก็คือตัวเลขการซื้อ forward ที่เพิ่มขึ้นถึง 1.43 พันล้านดอลลาร์

ถามว่าทำขนาดนี้แล้วได้ผลไหม

ตัวเลขอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อวันศุกร์ที่ 3 มกราคม อยู่ที่ 30.18 บาท/ดอลลาร์

นี่ขนาดซื้อดอลลาร์เข้ามาแล้ว 5.96 พันล้านดอลลาร์ (4.53+1.43)

มาถึงศุกร์ที่ 10 มกราคม ค่าเงินบาทอยู่ที่ 30.25 บาท/ดอลลาร์

แต่ถามว่าจะใช้เงินแบบนี้ได้อีกนานขนาดไหน

เนื่องจากว่าทุกดอลลาร์ที่แบงก์ชาติเข้าไปแทรกแซงตลาดเพื่อซื้อมา นำมาซึ่งการขาดทุนของแบงก์ชาติเอง

เพราะต้นทุนของเงินบาทที่เอาไปซื้อดอลลาร์มาเก็บ (ก็คืออัตราดอกเบี้ยของบาท) อยู่ที่ 1.25%

แต่ดอลลาร์เมื่อแบงก์ชาติไปลงทุน ส่วนใหญ่ (หรืออาจจะทั้งหมด) ก็คือซื้อพันธบัตรสหรัฐ (ในยุโรปดอกเบี้ยติดลบ ไม่รู้จะไปลงทุนอะไร ที่อื่นในโลกก็เงินล้นจนไม่อยากสูบเงินเข้าไปให้เป็นภาระเพิ่ม)

ซึ่งผลตอบแทนอยู่ที่ประมาณ 0.25%

แปลว่าทุกดอลลาร์ที่แบงก์ชาติเข้าไปซื้อมา

ท่านขาดทุนแล้วอย่างน้อย (คือขาดทุนจากอัตราดอกเบี้ย) 1% ต่อ 1 ดอลลาร์

ยังไม่นับว่าอาจจะมีโอกาสขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนอีกต่อหนึ่งด้วย

ถามว่า ขนาดทุ่มมหาศาลยังทำได้แค่นี้

คือยังค้างๆ คาๆ

บาทจะอ่อนก็ไม่อ่อน แค่ตรึงไม่ให้แข็งกว่านี้ได้เท่านั้น

แบงก์ชาติจะมีกำลังหรือปัญญาทำไปได้นานอีกแค่ไหน

งั้นถ้าไม่ใช่วิธีที่ทำอยู่ จะใช้วิธีไหน

มีผู้รู้เสนอแนะว่าวิธีง่ายที่สุด ก็คือให้แบงก์ชาติหยุดออกพันธบัตรดูดซับสภาพคล่อง

เพราะกว่าครึ่งของเงินเก็งกำไรที่ทะลักเข้ามานี่ มาซื้อพันธบัตรเป็นหลัก

(วิธีเดียวกันกับแบงก์ชาตินั่นแหละ แต่กลับข้างกัน คือเอาเงินดอลลาร์ที่ต้นทุนหนึ่งสลึง มาซื้อเงินบาทที่ให้ผลตอบแทนห้าสลึง ทุกดอลลาร์ก็กำไรบาทนึง-ยังไม่นับว่าจะกำไรต่อที่สองจากค่าเงินอีกเท่าไหร่)

ไม่ออกพันธบัตร (ชั่วคราว) ก็ตัดทางนักเก็งกำไรไปครึ่งหนึ่ง

วิธีต่อมา ถ้าสกัดเงินเข้าไม่ได้

ก็ต้องใช้เงินที่เข้ามาให้เป็นประโยชน์ และเกิดผลตอบแทนสูงสุด

วิธีหนึ่งเคยเรียนไปแล้วว่า รัฐบาลและแบงก์ชาติต้องร่วมกันจัดตั้ง Sovereign Fund

หรือกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ อย่างที่ประเทศเกือบทั่วโลกเขาทำกัน

ถ้ากลัวว่า การจัดตั้ง Sovereign Fund จะช้า

เพราะขั้นตอนการร่าง-ออกกฎหมายอืดอาด

ที่แบงก์ชาติ-รัฐบาลสามารถหารือและร่วมมือกันทำได้เลย

ก็คือแบงก์ชาติเอาทุนสำรองส่วนเกินที่มีอยู่มากเกินความจำเป็น มาให้รัฐบาลกู้ยืมเพื่อไปลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐาน หรือโครงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

เช่น รถไฟทางคู่ การปรับปรุงถนนสายหลักสายรองทั่วประเทศ

หรือแม้แต่การเปลี่ยนพื้นที่ที่ประสบภัยแล้ง ให้ลงทุนเรื่องน้ำ หรือปรับเปลี่ยนการผลิตเป็นพื้นที่เกษตรอินทรีย์

ฯลฯ

แบงก์ชาติก็ไม่ขาดทุนจากการรับซื้อดอลลาร์

รัฐบาลก็ไม่ต้องเป็นหนี้ต่างประเทศเพิ่ม

แปลงเงินที่ไหลเข้ามาเก็งกำไร ให้กลายเป็นเงินลงทุนเสีย

ถ้าทำ 2-3 อย่างที่ว่านี้ได้

เราอาจจะไม่ต้องไปไกลสุดทางถึงขนาดต้องเปลี่ยนผู้บริหารแบงก์ชาติ

แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลย และปล่อยให้สถานการณ์ค่าเงินเละเทะอย่างนี้

ท่าทางเปลี่ยนแค่แบงก์ชาติที่พาคนทั้งประเทศลงเหว (อีกแล้ว) คงไม่พอ

อาจจะต้องเปลี่ยนรัฐบาล “บ่มิไก๊” ไปด้วยกันเลย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ภาษาไทย “อุบัติ”—ไม่ “วิบัติ”
PEA ครบรอบ 66 ปี แห่งความไว้วางใจ ประกาศก้าวใหม่ “Powering Every Life” ขับเคลื่อนพลังงานไทยสู่อนาคต
ถึงสถานีปลายทางสุขภาพ! “BEM Care 2026 Health Station สถานีสุขภาพ” ปิดฉากอย่างคึกคัก
นิรโทษกรรม 6 ตุลาฯ | สุรชาติ บำรุงสุข
“พิชัย” ชื่นชม “แบงก์ชาติ” ยุค “วิทัย” เดินถูกทาง ย้ำเสถียรภาพต้องคู่การเติบโต เชื่อแก้ทุนเทา–คอร์รัปชัน ช่วยเศรษฐกิจไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูง
“หมู่บ้านศีล 5” บ้านเจ็ดริ้ว “คึกคัก” สมเด็จเอื้อน-พระพรหมเสนาบดี” มาให้กำลังใจ ด้าน ครูสลา ร้องสด กราบสมเด็จช่วงด้วยดวงใจ ยก”สมเด็จช่วง” เป็นบิดาแห่งหมู่บ้านศีล 5
รถไฟและไฮเวย์: เมกะโปรเจกต์เชื่อมลาว–เวียดนามภายใต้ความสัมพันธ์แบบพิเศษ
โลกและอาเซียนในอนาคต จากมุมมอง ‘อมิตาฟ อาชาเรีย’
Songs in the Key of Life : รักบังตา
โทษประหารชีวิต : ข้อถกเถียงทางปรัชญา (2)
บทวิจารณ์เรื่องสั้น ‘เพื่อนข้างบ้าน’ จากรอยแตกร้าวริมรั้ว… สู่ภาพสะท้อนสงครามเย็นในสังคมไทย
‘ขอให้ความจริงปรากฏ’ ชุติมา นวลพลับ สู้มาราธอน ทวงงานศิลป์ ‘พระพุทธบาท’