นักวิเคราะห์ทางการเมืองในสหรัฐอเมริกาเชื่อว่า พรรคเดโมแครตจะสามารถกุมเสียงข้างมากได้ทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร หลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้งกลางเทอม โดยสามารถกวาดชัยชนะในรัฐที่เคยเป็น “ฐานที่มั่น” ของรีพับลิกัน ในการเลือกตั้งที่นักวิเคราะห์เชื่อว่าเป็นการออกมาเพื่อ “ตำหนิ” ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นการเฉพาะ
หลายคนยอมรับว่า ยังไม่รู้แน่ชัดว่า ขนาดและความกว้างขวางของสิ่งที่เรียกกันว่า เป็น “คลื่นประชาธิปไตย” ในครั้งนี้เป็นอย่างไรกันแน่
แต่การที่เดโมแครตได้ชัยชนะในรัฐที่เคยเป็นฐานที่มั่นแข็งแรงของรีพับลิกัน อย่างในรัฐเซาท์ แคโรไลนา หรือเท็กซัส หรือไอโอวา คลื่นประชาธิปไตยในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงชาวอเมริกันผิดหวังและคับข้องใจกับการเป็นผู้นำของทรัมป์มากมายแค่ไหน
โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจและการตัดสินใจที่จะเปิดสงครามกับอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันในประเทศพุ่งสูงขึ้นอย่างฮวบฮาบ จนต้องใช้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเครื่องแสดงความโกรธต่อวิธีที่ทรัมป์จัดการกับเรื่องเหล่านั้น
ตัวอย่างเช่น ในรัฐแคนซัส อดัม เฮมิลตัน บาทหลวงอเมริกัน กลายเป็นเดโมแครตคนแรกที่ได้ชัยชนะในการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกของรัฐนี้ นับตั้งแต่สมัยวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในประเทศที่เรียกว่า “เดอะ เกรต ดีเปรสชั่น” ซึ่งเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้นานเกือบศตวรรษแล้ว
หรือในกรณีของรัฐโอไฮโอ ที่เชอร์ร็อด บราวน์ ตัวแทนของพรรคเดโมแครต สามารถครองตำแหน่งจากการเลือกตั้งในรัฐนี้ ซึ่งเดิมเคยเป็นของ เจ.ดี. แวนซ์ เมื่อ 2 ปีก่อนหน้า
ในขณะที่ ส.ส.เดโมแครตของรัฐเท็กซัส อย่างเจมส์ ทาลาริโก สามารถฝ่าฟันข้อกล่าวหาผิดๆ และการใช้เงินมหาศาลจนสามารถเอาชนะเคน แพ็กซ์ตัน อดีตอัยการของพรรครีพับลิกัน ทั้งๆ ที่เมื่อ 2 ปีก่อน ทั้งโอไฮโอและเท็กซัสเคยลงคะแนนให้ทรัมป์ได้ชัยชนะในทั้งสองรัฐไปแบบท่วมท้น
ในเซาท์แคโรไลนา รัฐที่ทรัมป์เคยชนะด้วยสัดส่วนคะแนนสูงถึง 18 จุด ในปี 2024 ตำแหน่งกลับตกเป็นของแอนนี่ แอนดรูว์ กุมารแพทย์จากพรรคเดโมแครต ที่คว่ำดาร์ลีน แกรห์ม น้องสาวของลินด์ซีย์ แกรห์ม อดีต ส.ส.ผู้วายชนม์
ทรัมป์เป็นคนดึงดันที่จะเลือกแพ็กซ์ตันและแกรห์มเป็นผู้สมัคร ทั้งๆ ที่มีตัวเลือกที่ดีกว่าให้คัดสรร แพ็กซ์ตันตกอยู่ในวังวนของเรื่องอื้อฉาว รวมทั้งการถูกอิมพีชเมนต์เมื่อปี 2023 จากข้อกล่าวหาว่า ฉ้อโกงหลักทรัพย์ ในขณะที่ตัว แกรห์มเองยอมรับมาโดยตลอดว่า ตนไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองใดๆ ส่งผลให้มีแต่ข่าวในทางลบมาโดยตลอด
โดยรวมทั้งหมดแล้ว เดโมแครตสามารถพลิกความคาดหมายเอาชนะรีพับลิกันได้ในการเลือกตั้งวุฒิสมาชิก รวม 6 รัฐ ทำให้ไม่จำเป็นต้องสนใจแต่อย่างใดว่าตัวแทนพรรคในมิชิแกนและมินนิโซตาจะรักษาที่นั่งไว้ได้หรือไม่
ในขณะที่สามารถพลิกเอาชนะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเดิมของรีพับลิกันได้ในอย่างน้อย 8 รัฐ รวมทั้งรัฐที่เป็นรีพับลิกันจ๋าอย่างเคนทักกี, นิวเจอร์ซีย์ และนอร์ทแคโรไลนา
นอกจากนั้น อิทธิพลของพรรคยังแผ่ไปถึงการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐอีกด้วย อาทิ เกร็ก แอบบอท ผู้ว่าการรัฐเท็กซัสที่อยู่ในตำแหน่งมา 3 สมัย กลับแพ้ให้กับจีนา ฮิโนโจซา แถมยังแพ้ในการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐในรัฐอนุรักษ์อย่างไอโอวาและโอไฮโออีกด้วยต่างหาก
นักวิเคราะห์ทางการเมืองอเมริกันบอกตรงกันว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนถึงความไม่พอใจต่อทรัมป์เป็นสำคัญ
จอน ออสซอฟฟ์ วุฒิสมาชิกที่ได้ชัยชนะในจอร์เจีย บอกอย่างมั่นใจว่า นี่เป็นชัยชนะที่เด็ดขาดและกว้างขวาง เมื่อประชาชนออกมาแสดงความคิดเห็น ตำหนิคนอย่างทรัมป์ ที่ไร้ความสามารถ คอร์รัปชั่น และไม่มีความเหมาะสมอย่าง โดนัลด์ เจ. ทรัมป์
ผู้สันทัดกรณีทางการเมืองชี้ให้เห็นว่า แม้แต่ในรัฐที่ทรัมป์เคยชนะแบบสบายๆ ถึง 13 จุดเมื่อปี 2024 แอชลีย์ มูดี้ ตัวแทนรีพับลิกันกลับได้ชัยชนะเหนือเดโมแครตอย่างแองจี้ นิกซัน ได้แบบหืดขึ้นคอเพียง 3 จุดเท่านั้น
เป็นการสะท้อนให้เห็นชัดว่า บรรดารัฐรีพับลิกันจ๋าทั้งหลายเริ่มเปลี่ยนความคิดหันมาหาเดโมแครตกันมากอย่างเหลือเชื่อ
ที่ฟลอริดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเดโมแครต 3 คนรักษาที่นั่งของตัวเองไว้ได้สบายๆ ด้วยคะแนนเสียงที่เหนือกว่าคู่แข่งมากถึง 9 จุด
ในขณะที่การสำรวจความคิดเห็นหน้าคูหาเลือกตั้ง ที่ดำเนินการโดยบรรษัทสื่อรวม เอสเอสอาร์เอส พบว่า ราวครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในครั้งนี้มองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะ “ตำหนิ” ประธานาธิบดี
โดยที่ 3 ใน 4 ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งบอกว่า พวกตน “โกรธ” หรือไม่ก็ “ไม่พอใจ” ต่อทิศทางที่ประเทศดำเนินไปอยู่ในเวลานี้
นอกจากนั้น ราว 70 เปอร์เซ็นต์ยืนยันว่า พวกตนต้องการให้สภาคองเกรสเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุลประธานาธิบดีทรัมป์
ในตอนกลางคืนวัน
