ผลการเลือกตั้งกลางวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ปรากฏออกมาน่าสนใจอย่างยิ่ง
ไคลด์ รัสเซลล์ ผู้สื่อข่าวด้านพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ของสำนักข่าวรอยเตอร์ ให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้สอดคล้องกับความต้องการของบรรดาประเทศในเอเชียพอดี พวกเขาคาดหวังว่า พรรคเดโมแครต จะสามารถช่วยบรรเทาความยุ่งยากจากสงครามอิหร่านและกำแพงภาษีที่เอเชียกำลังแบกรับอยู่ในเวลานี้ให้ลดน้อยลงได้ในที่สุด
จากผลการเลือกตั้งเบื้องต้นที่รายงานกันออกมา แสดงให้เห็นว่า พรรคเดโมแครตอาจสามารถครองเสียงข้างมากได้ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา
แม้ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จะยังคงดำรงตำแหน่งอยู่ต่อไป แต่ชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ก็ช่วยให้เดโมแครตสามารถกำกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ในหลายทาง
อาทิ ควบคุมอำนาจในการใช้จ่ายของรัฐบาล และสามารถเปิดการสอบสวนทั้งต่อทรัมป์, ครอบครัว และพันธมิตรของประธานาธิบดีผู้นี้โดยอาศัยอำนาจของรัฐสภา
ปัญหาเรื่องความขัดแย้งกับอิหร่าน ถือเป็นเรื่องที่กดดันต่อชาติในเอเชียมากที่สุด โดยเฉพาะบรรดาประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานจากฟอสซิล อาทิ น้ำมันดิบ, ผลิตภัณฑ์จากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ซึ่งทั้งหมดได้รับอิทธิพลจากสงคราม ที่เริ่มต้นตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาพุ่งสูงขึ้นทั่วทั้งเอเชีย
โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลที่เป็นพลังงานตั้งต้นสำหรับหลายสิ่งหลายอย่าง พุ่งสูงขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 199.89 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อ 30 มีนาคมที่ผ่านมา แม้ในเวลาต่อมาจะอ่อนตัวลงมาเล็กน้อยก็ยังอยู่ที่ 164.18 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงกว่าระดับ 91.42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนสงครามมากมายนัก
ราคาแอลเอ็นจีก็ทำนองเดียวกัน ราคาก๊าซสำหรับส่งมอบต่อภูมิภาคเอเชียเหนือพุ่งขึ้นเกือบ 3 เท่าตัวมาอยู่ที่ 32.50 ต่อ 1 ล้านบีทียู เช่นเดียวกับถ่านหินสำหรับให้ความร้อนซึ่งใช้กันมากในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ก็พุ่งสูงขึ้น 30 เปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ 151.15 ดอลลาร์ต่อตัน
ไม่ใช่เรื่องราคาแต่อย่างเดียวที่ทำให้บรรดาชาติในเอเชียกลัวกัน เรื่องที่กังวลมากเช่นกันก็คือปัญหาเรื่องปริมาณของพลังงาน ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ เพราะภูมิภาคเอเชียที่แล้วมาเป็นจุดหมายปลายทางของน้ำมันดิบและกลั่นแล้วจากตะวันออกกลางมากถึง 80 เปอร์เซ็นต์
ตัวอย่างเช่น ออสเตรเลีย พันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐอเมริกา คือประเทศที่นำเข้าน้ำมันดีเซลที่ใหญ่ที่สุดในโลก จำเป็นต้องวิ่งวุ่นพยายามทำสัญญาให้ได้น้ำมันในปริมาณที่เพียงพอในช่วงเดือนแรกๆ ของสงคราม
จนจำเป็นต้องส่งออกถ่านหินและแอลเอ็นจี เพื่อแลกเปลี่ยนกับการขอซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงให้ได้ตามปริมาณที่ต้องการ
บรรดาประเทศในเอเชียส่วนใหญ่แล้วคาดหวังว่า พรรคเดโมแครตจะสามารถยับยั้งไม่ให้ทรัมป์ก่อสงครามกับอิหร่านต่อเนื่องต่อไปยาวนานนัก ในเวลาเดียวกันก็ต้องการกระตุ้นให้หันมาใช้แนวทางการทูตเพื่อยุติความขัดแย้งครั้งนี้ลงโดยเร็ว เพราะเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อเลี่ยงไม่ให้ชาติของตนตกเข้าสู่สภาวะเศรษฐกิจถดถอย
พันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐอเมริกา อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย ยังคาดหวังว่าพรรคเดโมแครตในสภาคองเกรสจะหาหนทางบรรเทาผลกระทบที่เลวร้ายจากกำแพงภาษีที่ทรัมป์นำมาใช้เป็นเครื่องมือกำหนดนโยบายการค้า ด้วยการบังคับใช้ฝ่ายเดียว และให้สัญญาลมๆ แล้งๆ ว่าจะเปิดเจรจาเพื่อทำความตกลงทางการค้าสำหรับใช้บรรเทาภาระทางภาษีดังกล่าวลง
แต่ในเวลาเดียวกันก็มีบางนโยบายของทรัมป์ที่ชาติในเอเชียเหล่านี้อยากให้คงดำเนินการต่อไป เช่น การดำเนินความพยายามเพื่อสร้างห่วงโซ่ซัพพลายของสารแร่หายากที่ไม่ต้องไปเกี่ยวข้องกับจีนเป็นต้น
เพราะนโยบายที่ว่านี้ ทำให้สหรัฐอเมริกาหันมาลงทุนในเหมืองแร่และกระบวนการผลิตแร่หายาก ทำให้ชาติในเอเชียมีเงินทุนสำหรับโครงการใหม่ๆ ทั้งหลายไปด้วย
ที่ผ่านมา นโยบายนี้ได้รับการสนับสนุนจากทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครต ดังนั้น จึงเป็นไปได้ว่าเดโมแครตอาจจะยังคงการสนับสนุนการลงทุนในเหมือง “แร์เอิร์ธ” ทังสเตนและลิเธียม
เพียงแต่อาจจำเป็นต้องมีการทบทวนสอบสวนบางบริษัทที่ดำเนินการไปก่อนหน้านี้ โดยต้องมีส่วนเชื่อมโยงกับได้ประโยชน์จากทรัมป์
กล่าวโดยรวมแล้ว ชาติที่เป็นพันธมิตรในเอเชียต้องการยุติแนวทางการทูตแบบลูกพี่ใหญ่ของทรัมป์, ยุติสงครามตะวันออกกลาง และยกเลิกกำแพงภาษี กับหันมาปฏิบัติต่อพันธมิตรให้แน่นอนมั่นคงอีกครั้ง ส่วนประเทศที่เป็นมิตรกับสหรัฐอเมริกาน้อยๆ อาทิ จีน แค่สหรัฐหันกลับมาหาแนวนโยบายทางการต่างประเทศและการค้าที่แน่นอน ไม่กลับไปกลับมา
แค่นั้นก็ถือว่าคุ้มค่าแก่การรอคอยอีก 2 เดือนเพื่อให้รัฐสภาใหม่ของสหรัฐอเมริกาเริ่มเปิดการประชุมครั้งแรกกันแล้ว
