อำนาจ เงินตรา มหาวิทยาลัย (Ep 23) | สุรชาติ บำรุงสุข
สงสัยเราคงต้องกลับออกจากศาลไคเฟิงไปก่อน เพราะท่านเปาบุ้นจิ้นได้รับข้อมูลเพิ่มเติม ล้วนแต่เป็นข้อมูลที่ทำให้ท่านเปาต้องร้อง “ไอหยา ๆๆๆ” อยู่หลายรอบ …
จะชวนท่านทั้งหลายกลับมาที่ลา ลา แลนด์ยูนิเวอร์ซิตี้ เนื่องจากมีสัญญาณว่า ลา ลา แลนด์ กำลังเกิดอาการปั่นป่วน เพราะเรื่องหลายๆ เรื่อง ทำท่าจะถูกเปิดเผยมากขึ้น
คำถามที่น่าสนใจว่า อะไรเป็นมูลเหตุของการแสวงหาอำนาจของผู้บริหารมหาวิทยาลัย … ทำไมพวกเขาดิ้นรนที่จะต้องมีอำนาจมากๆ … ทำไมเกิด “รัฐประหาร” ในสภามหาวิทยาลัย ด้วยการพาพวกพ้องและคนใกล้ชิดเข้ามาคุมเสียงในสภาฯ อันเป็นการกระทำยิ่งกว่านักการเมืองในสภา ที่นักวิชาการชอบด่ากัน
ความอุดมสมบูรณ์ของมหาวิทยาลัย
วันนี้ อาจจะต้องยอมรับว่า มหาวิทยาลัยเป็นแหล่งของความ “อุดมสมบูรณ์” ในทางเศรษฐกิจ และอำนาจของผู้บริหารที่มี “มากขึ้นๆ” นั้น จำเป็นต้องมีการตรวจสอบในการดำเนินการในบางเรื่อง มิเช่นนั้นแล้ว อำนาจการบริหารมหาวิทยาลัยของท่านผู้นำ จะกลายเป็น “อำนาจที่ไร้ขอบเขต” ของการแสวงหาประโยชน์ในมหาวิทยาลัยอย่างไร้ขอบเขตด้วย
อำนาจแบบไร้ขอบเขตเช่นนี้ ทำให้เกิดคำถามในแบบการเมืองไทย คือ เราจะสร้างระบบ “ตรวจสอบ-ถ่วงดุล” กับการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารในมหาวิทยาลัยอย่างไร
หลายท่านอาจจะคิดในแบบวิชาหลักรัฐศาสตร์ที่เป็นอุดมคติว่า บทบาทเช่นนั้นเป็นหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัย แต่ในความเป็นจริง เมื่อท่านผู้นำสามารถเอา “พรรคพวก-คนใกล้ชิด” ตามกันเข้าในสภา เพื่อเปลี่ยนสัดส่วนของ “จำนวนมือ” ในสภา ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการคุม “เสียง สส.” ในสภา … อย่าแปลกใจครับ
ผลจากความสำเร็จเช่นนี้ทำให้ในที่สุดแล้ว สภานี้ก็เป็นเพียง “องค์กรหุ่นยนต์” ที่ผู้บริหารจะคอยกดรีโมทให้เดินไปในทิศทางใดตามที่ต้องการ ดังนั้น ความหวังให้สภาได้ทำหน้าที่ในเชิงอุดมคติ จึงเป็นเพียงอาการ “ฝันกลางแดด” ที่เราอยากเห็น แต่ก็ไม่เป็นจริง และเป็นความ “ขมขื่นใจ” ของคนที่เข้ามาทำงานในสภามหาวิทยาลัย ที่เข้ามาด้วยความปรารถนาที่จะเห็นมหาวิทยาลัยเดินไปข้างหน้า หรือมาเพื่อช่วยด้วยความหวังในการพัฒนางานกิจการมหาวิทยาลัย
แต่ในความเป็นจริงของ งานสภาฯ คือ การ “รบ” กับการใช้อำนาจอย่างไม่ถูกต้องของฝ่ายบริหาร ที่มี “ลูกขุนพลอยพยัก” เป็นลูกคู่ อีกทั้ง มีความพยายามในการสร้างวาทกรรมเข้าข้างตัวเองว่า มหาวิทยาลัยเป็นของ “พวกเรา” ที่เป็นฝ่ายบริหารและประธานสภาฯ และ “คนนอก” ห้ามยุ่ง
และเปรียบเปรยว่า นายกสภาฯ และกรรมการสภาฯ เป็น “คนนอก” ไม่ควรมาขัดขวางการดำเนินการของพวกเขาแม้แต่น้อย ถึงขนาดมีคณบดีบางคณะที่มีปัญหาด้านสุขภาพประกาศว่า “เลือดข้นกว่าน้ำ” เพราะพวกเขาเป็นเลือด และพวกสภาฯ เป็นน้ำ … ผมไม่รู้ว่า ท่านผู้อ่านคิดอย่างไร แต่ผมว่าวาทกรรมเลือดข้นกว่าน้ำนี้ “ตลกสิ้นดี” และสะท้อนถึงภูมิปัญญาที่เป็นปัญหาของอาจารย์บางท่านในมหาวิทยาลัยแห่งนี้
ในบริบทเช่นนี้ อาจกล่าวได้ว่า การทำลายระบบตรวจสอบ-ถ่วงดุลในมหาวิทยาลัย จะเป็นจุดเริ่มต้นของการแสวงหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจของฝ่ายบริหาร … ถ้าใครเชื่อว่า อาจารย์ที่เป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัย “สะอาด บริสุทธิ์ โปร่งใส” ยิ่งกว่าผู้ทรงศีลแล้ว เลิกคิดไปได้เลยครับ … การหากินและ/หรือหาประโยชน์จากความอุดมสมบูรณ์และความมั่งคั่งของมหาวิทยาลัย เป็นหนึ่งในปัญหาการ “ฉ้อราษฎร์-บังหลวง” ในระบบราชการไทยที่ไม่เคยมีใครเข้ามาตรวจสอบอย่างจริงจัง … อยากเห็นองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นเข้ามาก็ได้ครับ
เรื่องราวที่ลา ลา แลนด์
วันนี้ ที่ลา ลา แลนด์ เริ่มมีการพูดถึงปัญหา “ความไม่โปร่งใส“ มากขึ้น พอๆ กับการพูดถึง “ความผิดปกติ” ในโครงการของท่านผู้นำกันอย่างสนุกสนาน วันนี้ จะขอยกมาแสดงเพียง 2 กรณี คือ
– เราจะทำอย่างไรเมื่อบริษัทครอบครัวท่านผู้นำ ฟ้องท่านผู้นำ ในคดีความขัดแย้งระหว่างบริษัทของท่านกับมหาวิทยาลัย ดูเล่นๆ ก็เหมือนเรื่อง “ตลกขบขัน” ในมหาวิทยาลัย เพราะเป็นคดีในแบบ “ผัวฟ้องเมีย-เมียฟ้องผัว” จนกลายเป็นเรื่อง “เม้าท์มอย” สนุกปากกันในมหาวิทยาลัย
ที่ต้องหยิบเรื่องนี้มาเป็นประเด็นหลายครั้ง เพราะเป็นเรื่องที่ประชาคมลา ลา แลนด์ ให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจากเป็นเรื่องที่คนรู้สึกถึง “ความผิดปกติ” และผู้คนต่างรอดูว่า คดีนี้จะจบอย่างไร และต้องบันทึกว่าเรื่องนี้ ไม่ได้ถูกรายงานให้สภามหาวิทยาลัยได้รับทราบ แต่เป็นเรื่องที่ “ขาเม้าท์” เอามาเป็นอาหารปากกันในมหาวิทยาลัย เพราะส่วนที่ต้องจ่ายนั้น มากกว่า 20 ล้านบาท (ไม่ใช่แค่แสนสองแสน หรือล้านสองล้าน !) จนบัดนี้ ก็ไม่ชัดเจนว่า คดีดังกล่าวดำเนินไปอย่างไร คดีอยู่ในขั้นตอนไหน …
คดีนี้ย่อมไม่ใช่ “อัฐย้าย ซื้อขนมยาย” เพราะถ้ามหาวิทยาลัยแพ้คดี เงินที่ต้องจ่ายเป็น “เงินหลวง” ที่มาจากงบประมาณแผ่นดินในนามของงบมหาวิทยาลัย และแน่นอนว่า เงินนี้มาจากภาษีของพี่น้องประชาชน
– ที่ลา ลา แลนด์ กำลังทำเรื่องพลังงาน แต่โครงการมีระยะผูกพันงบประมาณนาน 12 ปี และเป็นการใช้งบประมาณผูกพันเป็นจำนวนมาก วันนี้ คนในประชาคมเริ่มตั้งคำถามถึง “ความผิดปกติ” ที่กำลังมีมากขึ้นในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ และโครงการพลังงานเช่นนี้ กำลังท้าทายอย่างมากว่า ท่านผู้นำจะเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ให้แก่ประชาคมอย่างไร เพราะเป็นการซื้อไฟฟ้าจากเอกชน แทนการซื้อจากรัฐ อันทำให้เกิดคำถามตามมาว่า การตัดสินใจเช่นนี้ มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับท่านผู้นำ กรรมการสภามหาวิทยาลัย หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องหรือไม่ และในทำนองเดียวกัน การตัดสินใจดังกล่าว มีส่วนเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทับซ้อนกับของบริษัทเอกชนเพียงใด เรื่องราวเหล่านี้ ชวนให้ต้องคิดอย่างมากถึงระบบ “ตรวจสอบ” ในมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะในเวลาท่านผู้นำและพรรคพวกเสียประโยชน์ หรือเมื่อพบกับอะไรที่ไม่ถูกใจในมหาวิทยาลัย พวกเขาจะเรียกร้องให้มี “ประชาพิจารณ์” แต่ถ้าพวกเขาได้ประโยชน์แล้ว จะไม่คำนี้หลุดออกมาจากปากฝ่ายบริหารเลย ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่โครงการพลังงานของมหาวิทยาลัยจะถูกเก็บเงียบ และลงนามกันอย่างรวดเร็วเสมือนกับการเดินทางของ “รถไฟความเร็วสูง” แต่เวลามีเรื่องที่ท่านผู้นำไม่เอา ไม่เห็นด้วยแล้ว เช่น เรื่องของการทำระเบียบมหาวิทยาลัยให้สอดคล้องกับความเป็นสากลตามหลักธรรมาภิบาลแล้ว การผลักดันระเบียบเช่นนี้ จะมีอาการเป็น “รถหวานเย็น” ที่ “ถึงก็ชั่ง … ไม่ถึงก็ชั่ง” และถ้าหวังให้สภาฯ ตรวจสอบแล้ว ก็คงไม่ง่ายนักเลย เพราะโครงการมาแบบ “มาเร็ว เคลมเร็ว ไปเร็ว” อีกทั้ง สภาเองก็ไม่มีขีดความสามารถที่จะตรวจสอบข้อมูล/ตัวเลขที่ถูกนำเสนอได้จริง ซึ่งในที่สุดแล้ว โครงการในวาระเช่นนี้ จะผ่านการประชุมสภาไปอย่างรวดเร็ว เสมือนเรายืนอยู่บนชานชลา แล้วรถไฟความเร็วสูงวิ่งผ่านหน้าเราไปอย่างรวดเร็ว ฉันใด ฉันนั้น
ท้ายบท
เรื่องที่กล่าวมาใน 2 กรณีข้างต้น เป็นภาพสะท้อนของความสัมพันธ์ 3 ปัจจัยในลา ลา แลนด์ คือ “อำนาจ-เงินตรา-มหาวิทยาลัย” อย่างน้อยรูปธรรมที่เกิดบอกเราว่า มหาวิทยาลัยกำลังถูกแปรให้เป็น “บริษัทส่วนบุคคล” ของท่านผู้นำและพรรคพวก และทั้ง ยังอาจนำมาซึ่งผลตอบแทนแบบคู่แฝดคือ “อำนาจ-เงินตรา” อีกด้วย … การมีอำนาจในมหาวิทยาลัยจึงเป็น “ความหอมหวาน” ในแบบที่เรานึกไม่ถึง
นอกจากนี้ ถ้าท่านคาดหวังให้ฝ่ายธรรมาภิบาลในโครงสร้างของสภามหาวิทยาลัย จัดการปัญหาเช่นนี้ให้ได้แล้ว ตอบได้ง่ายๆ ว่า เป็นไปได้ยากมาก … งานธรรมาภิบาลไม่ได้มีอำนาจทางกฎหมายในการจัดการกับปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง และยิ่งเมื่อฝ่ายกฎหมายมหาวิทยาลัย กลายเป็นเพียง “เด็กน้อย” เดินตามหลัง “ขุนนางกฎหมาย” ที่เป็นผู้ใกล้ชิดของท่านผู้นำในสภาฯ ด้วยหวังในสิ่งต่างๆ แล้ว งานธรรมาภิบาลที่ไม่มีฝ่ายกฎหมายมหาวิทยาลัยเป็นกลไกช่วยจัดการ จะทำได้ลำบากยิ่ง
ประกอบกับ งานธรรมาภิบาลจะเดินได้มาก ถ้า ปปช. และ อว. รับเรื่องราวร้องเรียน และดำเนินการอย่างรวดเร็ว เพราะงานธรรมาภิบาลมักจะเป็นเรื่องการตรวจสอบ “ความผิดปกติ” ที่เกิดจากการดำเนินงานของฝ่ายบริหาร ซึ่งมักต้องอาศัยองค์กรทั้ง 2 ในการช่วยผลักดันในกระบวนการตรวจสอบเช่นนี้เกิดขึ้นจริง
บางที อยากขอร้องให้ทั้ง ปปช. และกระทรวง อว. ช่วยส่ง “พนักงานทำความสะอาด” เข้ามาชำระล้างความสกปรกในมหาวิทยาลัยหน่อยครับ … “ขยะหลายกอง” ชักเริ่มส่งกลิ่นแล้ว … อย่าบอกนะครับว่า ท่านไม่มีอำนาจ เพราะมหาวิทยาลัยยังเป็น “มหาวิทยาลัยรัฐ” ไม่ใช่ “บริษัทส่วนบุคคล” ของท่านผู้นำ !
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
