หากเราตัดตอนเวลาของปี 2569 แล้ว จะเห็นได้ชัดเจนว่า สถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นสิ่งที่เกิดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีใหม่ โดยเริ่มต้นด้วยการระเบิดปั๊ม ปตท. 11 จุดพร้อมกันในวันที่ 11 มกราคม และตามมาด้วยการแขวนป้ายประกาศเอกราชของ BRN ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ รวมทั้งมีเหตุการณ์อื่นตามมา
อีกทั้ง ในขณะโผรัฐบาลใหม่ เริ่มปรากฏตัวชัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ ก็มีข่าวเกิดคู่ขนานตามมาในวันนี้เช่นกัน และดูจะเป็นข่าวที่นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกุล ไม่อยากฟังเท่าใดนัก … คนร้ายลอบวางระเบิด 7 จุดพร้อมกันในจังหวัดนราธิวาส ซึ่งก็โชคดีว่า การวางระเบิดครั้งนี้ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่ก็ชวนให้ฝ่ายการเมืองและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องคิดกันต่อในมิติด้านความมั่นคง …

ข้อสังเกต
การวางระเบิดดังกล่าวชวนให้เราตั้งข้อสังเกตบางประการ ดังนี้
1) หากพิจารณาโดยเงื่อนเวลาทางประเพณีของพี่น้องประชาชนในพื้นที่แล้ว อาจกล่าวได้ว่า เป็นการก่อเหตุเพื่อรับกับการมาของ “เทศกาลถือศีลอด” ที่จะเริ่มขึ้นในวันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ หรืออาจตีความว่า เป็นการส่งสัญญาณการเริ่มต้นก่อเหตุของเทศกาลนี้
2) แต่หากพิจารณาจากบริบทการเมืองไทยแล้ว คงต้องถือว่า การก่อเหตุเป็นการ “รับน้อง” รัฐบาลใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะในขณะที่ส่วนกลางกำลังตามข่าวการจัดตั้งรัฐบาลใหม่นั้น ก็ได้เกิดเหตุระเบิด 7 จุดเป็นข่าวแทรกเข้ามา แต่อาจจะไม่มีใครสนใจ เพราะตอนนี้ ทุกคนดูเหมือนมีแต่คำถามเรื่อง ครม. ใหม่ จนแทบไม่มีใครสนใจปัญหาความมั่นคง เว้นแต่จะยังมีการปลุกกระแสชาตินิยมไทย-กัมพูชา
3) เสียงระเบิด 7 จุดนี้ ตอกย้ำอีกครั้งถึงสถานการณ์ความรุนแรงที่เริ่มส่งสัญญาณตั้งแต่ปีใหม่ 2569 และตอกย้ำถึงรัฐบาลใหม่ที่กรุงเทพฯ ว่า “อย่าลืมปัญหาใต้” เพราะยังคงมีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง และเป็นคำถามโดยตรงถึงรัฐบาลใหม่ในเรื่องของ “นโยบายภาคใต้”
4) สัญญาณความรุนแรงนับจากการเผาปั๊มน้ำมัน ปตท 11 แห่ง และมีเหตุอื่นเกิดตามมา จนเหมือนเป็นการทำลายภาพลักษณ์ด้านความมั่นคงของรัฐบาลไปอย่างน่าเป็นห่วง และเป็นสัญญาณจาก BRN ว่า พวกเขาจะยังคงดำเนินการใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือในการแยกดินแดนต่อไป และน่าแปลกว่า ฝ่ายขวาไทยกลัวแต่เสียดินแดนด้านกัมพูชา แต่ไม่เห็นมีฝ่ายขวาคนไหน สนใจปัญหาภาคใต้ที่มีนัยเสียดินแดนจริงจัง ดังจะเห็นได้ว่า ฝ่ายขวาไทยทุ่ม “พลังด่า-พลังต้าน” อยู่กับปัญหากัมพูชาเท่านั้น
5) การเจรจาสันติภาพที่รัฐบาลนายกฯ อุทิน ชาญวีรกุล มอบให้แก่ พล. อ. สมศักดิ์ รุ่งสิตา อดีตเลขาฯ สมช. นั้น ถูกมองจากผู้ที่เกี่ยวข้องในหลายส่วนว่า เป็นเพียง “รายการตลกคั่นเวลา” เพราะมองไม่เห็นถึงศักยภาพของ พล. อ. สมศักดิ์ ในการรับมอบภารกิจนี้ และบรรดาที่ปรึกษาที่ปรากฏชื่อ ก็เป็นเพียง “คนเก่า-ชื่อเดิม” วนเวียนเสวยสุขไปมากับการแก้ปัญหาภาคใต้
6) พล. อ. สมศักดิ์ เปิดตัวอย่างน่ากังวล ด้วยการประกาศท่าทีแบบ “ยอมจำนน” ในการยอมรับหลักการเดิมของเอกสารที่ดำเนินการโดยเอ็นจีโอยุโรป ภายใต้องค์กรที่ชื่อ “Human Dialogue” และร่วมกับ สมช. ไทย โดยคณะเจรจาฝ่ายไทยที่นำโดย พล. อ. สมศักดิ์ ได้ถือเอกสารนี้เป็นแนวทางหลักในการเจรจาคือ “แผนปฏิบัติการร่วมเพื่อนำไปสู่การสร้างสันติสุขแบบองค์รวม” หรือที่เรียกชื่อย่อในวงงานความมั่นคงภาคใต้ว่า “JCPP” (ผู้เขียนเรียกแผนนี้ว่า JCP- Joint Collapsing Plan หรือ “แผนแห่งความล้มเหลวร่วมกัน)
7) เพื่อลดแรงกดดันที่ JCPP ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก จึงได้มีการ “สร้างภาพ” ด้วยการจัดทำ “JCPP ฉบับปรับปรุงใหม่” และเรียกอย่างสวยหรูว่า “PDPIF” หรือ “กรอบการเจรจาสันติภาพที่นำไปสู่การปฏิบัติ” แต่ก็มีสาระหลักในแบบเดิม ที่เอื้อให้ประโยชน์แก่ BRN ด้วยเงื่อนไขเช่นนี้จึงเป็นเหตุให้ BRN เรียกร้องหาการเจรจาในกรอบดังกล่าว เพราะเชื่อว่า การเจรจาเป็นความได้เปรียบทางการเมืองสำหรับการแบ่งแยกดินแดนในอนาคต
8) การประกาศเอกสารใหม่เช่นนี้ อาจจะดูเป็นของใหม่สำหรับสังคมไทย แต่ในความเป็นจริงของแผนนี้ ทำให้ พล. อ. สมศักดิ์ เป็นเพียงพ่อค้าขาย “เหล้าเก่าในขวดใหม่” เพราะเป็น “เหล้า BRN” ที่มีฝรั่งช่วยปรุงรสที่เบอร์ลิน และที่เจนีวา โดยมี สมช. ไทย รับหน้าที่เป็น “คนขนเหล้าเก่าขวดใหม่” ข้ามจากยุโรปมาขายในตลาดความมั่นคงไทย ไม่น่าเชื่อว่า สมช. บางส่วน และทหารบางคน เสพเหล้านี้จน “ติดงอมแงม” เหมือนเป็นยาเสพติดอีกแบบในทางความมั่นคง จนทำให้คนในวงการความมั่นคงไทย ล้อกันเล่นๆ ว่า “เหล้า BRN” ที่ฝรั่งผสมให้จากยุโรปนั้น ทำไมรสดีเลิศ จนเสพติดกันไม่เลิก และไม่ยอมเลิกด้วย
9) ถ้าการจัดตั้ง ครม. ใหม่เสร็จลง ก็น่าจะถึงเวลาที่นายกฯ อนุทิน อาจต้อง “หาเวลา” ทำความเข้าใจกับปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้บ้าง โดยเฉพาะ รัฐบาลใหม่คงทำตัวเป็น “เอเยนต์ขายเหล้าเก่าในขวดใหม่” ไม่ได้แล้ว เว้นเสียแต่จะยึดถือเอากระแส “ชาตินิยม” กับปัญหากัมพูชา เป็นหลัก จนไม่สนใจเรื่องอื่นๆ จนเหมือนกับ กระแสชาตินิยมกลายเป็น “นโยบายหลัก” ของรัฐบาลไทยไปโดยปริยาย
10) รัฐบาล/นายกฯ ต้องไม่ลืมว่า แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ได้กำหนดชัดว่า จะต้องมีการสับเปลี่ยนกำลังพลที่กำลังของ อส. จากกระทรวงมหาดไทย จะเข้าแทนที่กำลังพลทหารในปี 2570 ดังนั้น รัฐบาลคงต้องตอบให้ชัดเจนว่า จะดำเนินการอย่างไรในเรื่องนี้ เพราะปีนี้คือ “ปี 2569” แล้ว … ปีนี้ไม่ใช่ “ปี 2559” ที่ฝ่ายรัฐจะยังมีเวลาเหลือพอสมควรในการเตรียมการในทางความมั่นคง
11) ผู้มีอำนาจในกองทัพบก อาจต้อง “แบ่งเวลา” มองโจทย์ภาคใต้บ้าง อย่าไปติดกับดักกับ “โจทย์ชาตินิยม” ที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จนลืมสถานการณ์จริงที่ ทบ. ต้องแบกรับในภาคใต้ และต้องไม่คิดว่า ปัญหา 3 จังหวัด เป็น “ปัญหาทัพภาค 4” ไม่ใช่โจทย์ของ ทบ. จนทำให้นายทหารและผู้ปฏิบัติงานหลายคนในสนามของภาคใต้ มีความรู้สึกคล้ายกันว่า พวกเขาถูกผู้บังคับบัญชาระดับสูงในกรุงเทพฯ ทิ้ง และสนใจแต่ปัญหากัมพูชา ที่ดูจะมี “แสง” มากกว่าปัญหาใน 3 จังหวัด
12) ทบ. ต้องกล้ามองปัญหาภาคใต้ด้วย “ความรู้และความเข้าใจ” เพราะสงครามก่อความไม่สงบ และการก่อการร้ายของ BRN เป็นภัยคุกคามที่แท้จริงในมิติความมั่นคงไทย ดังนั้น จึงอยากเห็น “นายทหารชั้นผู้ใหญ่” ของไทย กล้าพูดแบบการสร้าง “กระแสชาตินิยม” ที่ชายแดนกัมพูชาว่า “จะทำลายศักยภาพทางทหารของ BRN ให้หมดไป” ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็คือ ภาพสะท้อนว่า ผู้บังคับบัญชาระดับสูงที่กรุงเทพฯ มีแต่เรื่องกัมพูชาในสมอง และทิ้งงานความมั่นคงในภาคใต้ เพราะไม่มีความชัดเจนในเชิงยุทธศาสตร์และนโยบายจาก ทบ. และรวมทั้งไม่มีอะไรจากหน่วยงานในระดับนโยบายของรัฐไทย เพราะองค์กรถูกกลืนกินโดยเอ็นจีโอฝรั่ง (ไม่ใช่ประเด็นว่า ความรู้สึกเช่นนี้ถูกหรือผิด แต่คนทำงานในสนามกำลังรู้สึกเช่นนั้น วีรบุรุษในสนามรบในภาคใต้ทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร ดูจะไม่เคยได้รับการยกย่องเหมือน “ทหารชาตินิยม” บางคนเลย !)

เสรี BRN!
บทความนี้ เขียนขึ้นเพื่อฝากข้อความถึง ท่านนายกฯ รัฐบาลใหม่ และผู้มีอำนาจในกองทัพ รวมทั้งผู้มีอำนาจอื่นๆ ว่า อย่าเกาะอยู่แต่กับปัญหากัมพูชา จนละเลย “ปัญหาใต้” เพราะในหลายปีที่ผ่านมา ขบวนการก่อการร้าย BRN ขยายกิจกรรม และขยายแนวร่วมเข้ามาอยู่กับการเมืองของรัฐสภาไทย จนวันนี้ สงครามแบ่งแยกดินแดนของ BRN มาถึงรัฐสภาไทยแล้ว และเคลื่อนไหวทับซ้อนกับการเมืองไทยในบางส่วนอย่างแยกไม่ออก
การเคลื่อนไหวทางการเมืองของพวกเขาปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนจากการกล่าวเชิดชู “มือสังหาร” ของ BRN กลางรัฐสภาไทย โดยไม่มีเสียงคัดค้านแม้เพียงเสียงเดียว (น่าสนใจว่าคนมีตำแหน่งทางการเมืองที่ด่าประนามรัฐไทย และยกย่องนักรบของขบวนการแบ่งแยกดินแดนเหล่านี้ พอถึงเวลาสิ้นเดือนก็ไปรับเงินเดือนจากรัฐไทย 555)
ในอีกทางหนึ่ง ก็เกิดการสร้าง “วาทกรรม BRN” ทั้งในรัฐสภาและในสังคมไทย จนเป็นเสมือนการอนุญาตให้เกิด “การเคลื่อนไหวอย่างเสรี” ของ BRN ที่กรุงเทพฯ ที่แม้พรรคคอมมิวนิสต์ไทยในยุคสงครามเย็นก็ยังไม่กล้าทำ และทำไม่ได้ด้วย !
