เมื่อกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือกระทรวง อว. ออกประกาศเรื่อง “แนวปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา ฉบับที่ 2” ตามที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษาแล้วในวันที่ 19 ธันวาคม 2565 นั้น
เห็นได้ชัดว่า จากมุมมองของรัฐบาลตามประกาศดังกล่าว รัฐบาลโดยกระทรวง อว. ต้องการเห็นสถาบันอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัย มีความเป็น “ธรรมาภิบาล” ในการปฏิบัติและการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ดังที่ถือเป็นหลักการว่า “สภาสถาบันอุดมศึกษาต้องปฏิบัติหน้าที่ตามหลักธรรมาภิบาล”
หลักการนี้ จึงมีนัยว่า นายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภาฯ ฝ่ายบริหาร บุคลากร นิสิต นักศึกษา มีพันธะที่ต้อง ”ยึดถือและปฏิบัติตามประมวลจริยธรรม รวมถึงเป็นการแสดงให้เห็นเจตนารมณ์ที่จะแสดงความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่”
สาระสำคัญ
แน่นอนว่า หัวใจของประกาศนี้คือ ความคาดหวังที่จะเห็น การดำเนินการของสภามหาวิทยาลัยที่จะต้อง“ตระหนักถึงประโยชน์ส่วนรวมที่จะเกิดขึ้น ความโปร่งใส การป้องกันและการขจัดการขัดกันแห่งผลประโยชน์การทุจริตและประพฤติมิชอบ รวมถึงการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมที่ดีให้แก่บุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาเพื่อนำพาสถาบันอุดมศึกษาสู่ความเป็นเลิศทางด้านวิชาการและการบริหารจัดการที่ดี …”
ที่ต้องเน้นแนวปฏิบัติสำหรับสภามหาวิทยาลัยเป็นส่วนหลัก เพราะสภาฯ มีสถานะเป็น “องค์กรสูงสุด” ในโครงสร้างการบริหารมหาวิทยาลัย เนื่องจากสภาฯ มี “หน้าที่และอำนาจในการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา”
ข้อความที่ปรากฏในข้างต้นมีความชัดเจนในฐานะของการเป็น “หลักการและกติกา” ที่จะใช้กำกับการดำเนินการของมหาวิทยาลัย จนอาจต้องกล่าวว่า เมื่อแนวปฏิบัตินี้ ได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วย่อมมีสถานะเป็นดัง “กฎหมาย” ที่จะใช้บังคับกับนายกสภาฯ กรรมการสภาฯ ฝ่ายบริหาร และบุคลากร อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ว่าที่จริง กติกาในความหมายของแนวทางปฏิบัตินี้ เป็นที่รับรู้กัน และเป็นกรอบการปฏิบัติที่สภาฯ และฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัย จะต้องนำไปดำเนินการ ไม่ใช่การหาช่องโต้แย้ง และเกี่ยงงอนที่จะไม่ปฏิบัติตาม เพียงเพื่อต้องการดำรงอำนาจของฝ่ายบริหารให้อยู่ได้อย่างมั่นคง และไม่ถูกตรวจสอบ หรือถูกโต้แย้ง
โจรแบ่งแยกดินแดนในมหาวิทยาลัย
ที่ลา ลา แลนด์ยูนิเวอร์ซิตี้ มักจะมีเรื่องตลกให้เราหัวเราะขบขันด้วยความน่าอนาจใจกับชุดความคิดของฝ่ายบริหารที่นี่เสมอ จนบางครั้งอดสมเพชไม่ได้กับวิธีมองปัญหาที่เอาแต่ประโยชน์ส่วนตน ครอบครัว และพรรคพวกใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหาช่องทางที่จะไม่ดำเนินการตามแนวปฏิบัติของกระทรวง
ฝ่ายบริหารที่ลา ลา แลนด์ มักเชื่อตามคำแนะ “นักกฎหมาย” ที่ตีความเพื่อหาช่องทางในการมีอำนาจให้ได้มากที่สุด ทั้งยังมีพยายามสร้างวาทกรรมแบบชาตินิยมว่า ระเบียบของลา ลา แลนด์ ต้องถือเป็นเอก และเป็นองค์อธิปัตย์ของการบังคับใช้ และสร้างความเชื่อในแบบ “สวะกฎหมาย” ว่า ถึงเกิดการขัดกันระหว่างระเบียบมหาวิทยาลัยกับแนวทางปฏิบัติของ อว. ก็ให้ถือว่า ระเบียบของลา ลา แลนด์เท่านั้น ที่ใหญ่สุด
อีกทั้งยังมีการโฆษณาแบบ “นักกฎหมายสามานย์” ว่า ถ้าถูกฟ้องในศาลปกครอง พวกเราจะชนะ เพราะผู้พิพากษาจะถือระเบียบของมหาวิทยาลัยเป็นตัวชี้ขาด ข้อเสนอของนักกฎหมายเหล่านี้ก็คือ ฝ่ายบริหารดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้เลย โดยไม่ต้องไปสนใจอะไรกับกติกาและข้อกำหนดของกระทรวง อว.
สำหรับผมที่เป็นนักเรียนรัฐศาสตร์ ผมเรียกนักกฎหมายและผู้บริหารเช่นนี้ว่าเป็นเสมือน “พวกแบ่งแยกดินแดน” เพราะเท่ากับพวกเขากำลังเสนอว่า กติกาที่เป็นระเบียบเก่าของมหาวิทยาลัยเป็น “อำนาจสูงสุด” และพวกเขาสามารถ “ปฏิเสธ” การบังคับใช้ข้อกำหนดของกระทรวง ที่ประกาศในราชกิจจาฯ ได้
ผมอดคิดในแบบนักความมั่นคงไม่ได้ว่า พวกเขากำลังเสนอให้เกิดการปฏิเสธอำนาจทางกฎหมายของรัฐไทยใช่หรือไม่ จนเสมือนว่า อำนาจกฎหมายของลา ลา แลนด์ใหญ่กว่ากฎหมายที่ออกโดยองค์กรของรัฐไทยต้องยอมรับว่า เป็นการตีความที่ท้าทายอำนาจรัฐเป็นอย่างยิ่ง …
ฉะนั้น ผมจึงอดคิดเล่นๆ ต่อไปอีกว่า ผมมีสิทธิ์เสนอขอหน่วยงานความมั่นคง “เข้าจับกุม” ผู้บริหารและนักกฎหมายสามานย์เหล่านี้ในข้อหา “กบฏ” ได้หรือไม่ พวกเขาไม่ยอมรับกฎกติกาที่ประกาศในราชกิจจาฯ จะตีความได้ไหมว่า พวกเขากำลังเสนอวาทกรรม “ปฏิเสธรัฐไทย” … อดคิดไม่ได้ เพราะพวกขบวนการแบ่งแยกดินแดนทั่วโลก ก็มีลักษณะเช่นนี้ในการไม่รับกฎหมายของรัฐบาลกลาง ซึ่งผมรู้ดีว่าทำไม่ได้หรอกในทางปฏิบัติ
แต่ก็เป็นคำถามที่อยากขอส่งต่อถึง อว. ว่า จะทำอย่างไรกับผู้บริหาร และนักฎหมายที่คิดเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักกฎหมายบางคนมาจากหน่วยราชการ ผมมีสิทธิ์ทำคำร้องเรียนถึงหน่วยราชการต้นสังกัดในปัญหา “พฤติกรรม” ของคนพวกนี้หรือไม่ หรือว่าถึงเวลาแล้ว ที่พวกเราในมหาวิทยาลัยควรต้องสำรวจ“พฤติกรรม” บรรดานักกฎหมายจากหน่วยราชการที่เข้ามา “หากิน-หาตำแหน่ง” ในมหาวิทยาลัยกันเสียทีไหม
ยุทธวิธีเตะลูกออกข้างสนาม
จากปัญหาในข้างต้น วิธีสามานย์ที่ใช้เป็นจุดเริ่มต้นของ “รัฐประหารมหาวิทยาลัย” ในบริบทเช่นนี้คือ การ“เตะถ่วง” การแก้ไขกฎระเบียบของมหาวิทยาลัย เพื่อไม่ให้เกิดกติกาที่สอดรับกับแนวปฏิบัติของกระทรวง และหลังจากนี้ ก็คือ “การลาก” ไปเรื่อยๆ เช่น เมื่อมีการดำเนินการในส่วนของสภาฯ ด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการจัดทำระเบียบนี้ และมีรองอธิการเป็นองค์ประกอบด้วย ก็จะต้องทำให้ร่างระเบียบนี้ไม่ถูกนำเข้าสภา
เมื่อระเบียบเสร็จเรียบร้อยและจะต้องนำเข้าสู่กระบวนการของสภามหาวิทยาลัย ผู้บริหารและกรรมการสภาบางคน จะรับบทเล่นเป็น “กองหลัง” ของทีมฟุตบอล ที่เมื่อฝ่ายแก้ไขดำเนินการจนครบถ้วนกระบวนความแล้วการจะไม่ให้ระเบียบนี้ ย่างกรายเข้ามาในสภาเป็นอันขาด จะต้องใช้วิธีการเดียวคือ “เตะลูกออก” ข้างสนามไปก่อน หรืออีกนัยหนึ่งคือ การจับระเบียบใหม่ “แขวนไว้ในอากาศ” เมื่อหลายปีก่อน
ถ้าจะถูกถามจาก อว. หรือจากภายนอกว่า ทำไมฝ่ายบริหารไม่ดำเนินการให้กฎระเบียบเป็นไปตามแนวทางของ อว. ก็จะมีข้อแก้ตัว (อย่าหน้าด้านๆ) ว่า อยู่ในระหว่างดำเนินการ … แก้ตัวไปได้เรื่อยๆ เพราะคำตอบนี้ไม่ผิดอะไร เนื่องจากไม่ได้ถูกถามว่า จะเอาเข้าสภาเมื่อใด
วิธีการเช่นนี้คือ การ “สร้างภาพตบตา” กระทรวง อว. เพื่อป้องกันข้อหาเป็น “กบฏ” ที่จะไม่ยอมรับแนวปฏิบัติดังกล่าว และการไม่เอาระเบียบใหม่เข้าสู่สภา จะทำให้ผู้บริหารใช้อำนาจได้อย่างเต็มที่ในหลายเรื่อง ที่แม้การปฏิบัติอาจจะแย้งกับระเบียบของ อว. แต่ก็จะมีข้อแก้ตัวจากนักกฎหมายในสภาฯ ว่า ไม่มีระเบียบห้ามไว้จึงเป็นอำนาจที่อธิการบดีสามารถกระทำได้ เช่น การแต่งตั้งบุคคลในตำแหน่ง “รักษาการ” เต็มไปหมด จนต้องเรียกลา ลา แลนด์ว่าเป็น “มหาวิทยาลัยแห่งการรักษาการ” และในบางกรณี ก็มักจะมีเสียงร้องเรียนตามมาอีกว่า ผู้รักษาการชอบใช้อำนาจกลั่นแกล้งฝ่ายที่เห็นต่างในคณะนั้นๆ อีกด้วย
นอกจากนี้ การตีความของนักกฎหมายสามานย์ ที่เอื้อให้เกิดการใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลของฝ่ายบริหารนั้นเป็นเพราะในสภามหาวิทยาลัยลา ลา แลนด์ มีนักนิติศาสตร์ที่สวมวิญญาณ “ศรีธนญชัย” โดยใช้ช่องทางกฎหมายเพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการใช้อำนาจที่ไม่เหมาะสม และอาจเกินเลยได้ในหลายกรณี ประกอบกับฝ่ายบริหารที่ลา ลา แลนด์ มีความเชื่อในแบบอำนาจนิยมว่า “อธิการใหญ่สุด … อธิการมีอำนาจสูงสุด” จนไม่อาจคิดเป็นอื่นได้เลย ทั้งหมดนี้คือ เรากำลังเห็นปรากฏการณ์ “เผด็จการมหาวิทยาลัย” อย่างสมบูรณ์แบบเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อต้องถึงเวลาที่จะต้องเอาระเบียบนี้เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ อีกครั้งก็จะมีบรรดาสมุนออกมาส่งเสียงร้องให้ “ต้องทำประชาพิจารณ์” ก่อน ซึ่งก็คือ กระบวนการเตะถ่วงอีกครั้ง ทั้งที่ระเบียบเช่นนี้ผ่านที่ประชุมของฝ่ายบริหารกันมาแล้วในปี 2566 … การเตะถ่วงจึงเป็นการ “เตะลูกออก” ข้างสนามอีกวาระหนึ่ง
อีกทั้ง ถ้ามีการเอาระเบียบใหม่เข้ามาสู่สภามหาวิทยาลัย พวกเขาก็จะใช้ “เล่ห์กลทางกฎหมาย” ด้วยการขอออก “บทเฉพาะกาล” เพื่อเป็นช่องทางให้การมีอำนาจของฝ่ายบริหารถูกกระทบน้อยที่สุด ดังนั้น หากสภาฯของลา ลา แลนด์ ออกบทเฉพาะกาลในเรื่องระเบียบมหาวิทยาลัยแล้ว ก็แสดงถึงการดิ้นรนต่อการหวงอำนาจอย่างถึงที่สุดของฝ่ายบริหาร ซึ่งต้องถือเป็นเรื่อง “น่าสมเพช” ของผู้บริหารมหาวิทยาลัย
ฉะนั้น วิธีการเตะลูกออก จึงเป็นยุทธวิธีที่ใช้ง่าย และใช้ได้ผล เพราะเมื่อสภามหาวิทยาลัยถูกยึดอำนาจด้วยการพาพรรคพวกและคนใกล้ชิดเข้ามาเป็นกรรมการ และอาจารย์อีกส่วนในสภานี้ ก็พร้อมจะกระโดดเกาะ“ขบวนผู้บริหาร” ด้วยเหตุผลต่างๆ ซึ่งสุดท้ายแล้ววิธีการเช่นนี้ จะทำให้การแก้ไขกฎระเบียบของมหาวิทยาลัยไม่เกิดขึ้น และจบลงด้วยการคงอำนาจไว้ในมือของฝ่ายบริหารต่อไป … ผมอยากเสนอให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยนี้ เปิดสอนวิชา “อำนาจนิยม” เพื่อใช้เป็นกรณีศึกษาทางวิชาการสืบต่อไปในอนาคต
เลือดข้นกว่าน้ำ
ที่กล่าวมาแล้วในข้างต้นชี้ชัดว่า มหาวิทยาลัยนี้กำลังเกิด “วิกฤตใหญ่” อย่างมีนัยสำคัญ และวิกฤตนี้กำลัง“ทำให้เกิดความเสียหายแก่สถาบันอุดมศึกษาอย่างร้ายแรง” (คำในแนวปฏิบัติของ อว.) จึงน่าที่จะต้องแจ้งให้สำนักงานปลัดกระทรวงรับทราบ ตามที่กำหนดไว้ในวรรคสุดท้ายข้อ 5 ของแนวปฏิบัติดังกล่าว
ดังนั้นสุดท้ายนี้ จึงอยากเห็นและอยากขอให้กระทรวง อว. ทำตัวเป็น “รัฐมหาอำนาจ” ตัดสินใจใช้อำนาจเข้า “แทรกแซง” ปัญหาใน “วิกฤตการณ์ลา ลา แลนด์” และทั้ง ควรสนับสนุนและสั่งการให้นายกสภาฯ ดำเนินการทุกอย่างในสภาฯ ให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติของ อว. เพราะฝ่ายบริหารขณะนี้กำลังคิดการใหญ่ในการยึดอำนาจมหาวิทยาลัยให้ได้อย่างเบ็ดเสร็จยิ่งกว่าเดิม ตามวาทกรรมของคณบดีบางท่านที่ว่า “เลือดข้นกว่าน้ำ”
ฉะนั้นเพื่อดำเนินการ “รักษาเลือดให้ข้น” จึงต้องเอาพวกคนนอกในสภาที่มาจากกรุงเทพฯ ที่ไม่ใช่พวกเราออกไป และต้องเอาแต่พวกเราเข้ามา เพราะ “เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ” แต่คนที่เป็นพวกเราต้องขอเก็บไว้ เพราะคนพวกนี้จะคอยอนุมัติโครงการใหญ่ๆ ในสภาฯ ให้พวกเราได้มีความสุขกัน ซึ่งต้องระวัง อย่าให้กลายเป็นการ“รักษาเลือดชั่ว” ไว้ในมหาวิทยาลัย เพียงเพราะเชื่อว่า ฝ่ายบริหารที่เป็นพรรคพวกเรา “ถูกทุกอย่าง ดีทุกเรื่อง”
ตอนนี้ เขาลือกันว่ามีการสร้างวาทกรรมใหม่ในลา ลา แลนด์ ใครที่อ่านบทความนี้จะถูกป้ายว่าคือ “พวกไม่รักมหาวิทยาลัย” ถ้ารักมหาวิทยาลัย ต้องเงียบ ต้องไม่พูด ต้องไม่วิจารณ์ … ไม่คิดว่าจะมาเจอวาทกรรม “น้ำเน่า-ล้าหลัง” เช่นนี้ในอาณาบริเวณที่เรียกว่ามหาวิทยาลัย … น่าอนาถจิตมากครับ เพราะเสมือนคนในมหาวิทยาลัยกำลังตกอยู่บรรยากาศทางการเมืองเช่นในพม่า หรือในเกาหลีเหนือเลย ฉันใด ฉันนั้น !
