“บัง” ไม่มิด จาก “บิ๊กจ๊อด” ถึง “บิ๊กบัง” รวยแบบ คมช. คณะ “มั่งมี” แห่งชาติ
หมายเหตุ : บทความพิเศษโดยศัลยา ประชาชาติ เผยแพร่ครั้งแรกในฉบับวันที่ วันที่ 02 ตุลาคม พ.ศ. 2552
ในช่วงครบรอบ 3 ปี แห่งการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ข่าวชิ้นหนึ่งที่หลุดมาจากโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย ในงานสัมมนา “3 ปี…หลังปฏิวัติ 19 กันยา ประชาชนได้อะไร” ซึ่งพรรคเพื่อไทยร่วมกับมูลนิธิ 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย จัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2552 ระบุว่า การรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน คนไทยไม่ได้อะไรเลยนอกจากได้เศรษฐีใหม่ส่วนใหญ่เป็นยศพลเอกและได้ทหารที่เข้มแข็งมีอาวุธมากขึ้น
แม้ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้เจาะจงชื่อผู้โค่นอำนาจเขา แต่ถ้าจับการเคลื่อนไหวของกลุ่มพรรคเพื่อไทยที่ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปรามปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบความมั่งคั่งของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เครือญาติ ตลอดจนนายทหารร่วมกันยึดอำนาจ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็จะเข้าใจนัยของอดีตนายกฯทันที
ขณะที่ พล.อ.สนธิ ซึ่งมีทีท่าว่าจะลงสนามการเมืองได้ให้สัมภาษณ์ในเวลาต่อมาว่าพร้อมให้ตรวจสอบ เพราะได้แจ้ง ป.ป.ช. ไปหมดแล้ว
เท่ากับจนถึงขณะนี้ภาระการพิสูจน์ความจริงถูกโยนไปที่ ป.ป.ช. เรียบร้อยแล้ว
จากกรณีดังกล่าว หากเปิดกรุสมบัติของอดีตผู้นำ คมช. ที่ยื่นแสดงต่อ ป.ป.ช. ตอนรับตำแหน่งรองนายกฯ ในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ พบข้อมูลที่น่าสนใจ
เพราะว่านายทหารอาชีพ 1 คน ภรรยา 2 คน ไม่ได้ทำธุรกิจ และบุตรไม่บรรลุนิติภาวะ 1 คน รวม 4 คน มีทรัพย์สินรวมกันกว่า 90 ล้านบาท (ไม่รวมบุตรที่บรรลุนิติภาวะแล้ว 4 คน) ถือว่าไม่น้อย เมื่อเทียบกับนายทหารชั้นยศพลอากาศเอก และพลเรือเอก ที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันที่มีทรัพย์สินแค่ 30 ล้านบาท
ทั้งนี้ วันที่ 5 ตุลาคม 2550 ตอนรับตำแหน่งรองนายกฯ พล.อ.สนธิแจ้งว่ามีทรัพย์สิน 38.7 ล้านบาท นางสุกัลยาคู่สมรสคนที่หนึ่ง 14 ล้านบาท นางปิยะดาคู่สมรส คนที่สอง 36.9 ล้านบาท น.ส.ศศินภา บุตรไม่บรรลุนิติภาวะ 3 แสนบาทเศษ รวม พล.อ.สนธิ นางสุกัลยา และ น.ส.ศศินภา 53.1 ล้านบาท แต่ถ้ารวมนางปิยะด้วยเท่ากับ 90.1 ล้านบาท
วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551 ตอนพ้นตำแหน่ง ทรัพย์สินของ พล.อ.สนธิ นางสุกัลยา และ น.ส.ศศินภา เพิ่มเป็น 60.1 ล้านบาท
กระทั่งพ้นตำแหน่งครบ 1 ปีวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2552 ทรัพย์สินของ พล.อ.สนธิ นางสุกัลยา และ น.ส.ศศินภา เพิ่มเป็น 62.2 ล้านบาท น่าสังเกตว่าการยื่นบัญชีฯ 2 ครั้งหลัง พล.อ.สนธิ มิได้แจ้งทรัพย์สินของภรรยาคนที่สองแต่อย่างใด
หากเปรียบเทียบครั้งแรกกับครั้งหลัง ช่วงเวลาเพียงปีเศษเพิ่มประมาณ 9 ล้านบาท ถือว่าพอสมควร (ถ้าการยื่นบัญชีฯ ครั้งแรก ไม่คลาดเคลื่อนหรือหลงลืม)

เมื่อเจาะลึกพบว่า พล.อ.สนธิมีเงินลงทุน ได้แก่ หุ้นการบินไทย, กองทุนเปิดทหารไทยพันธบัตร และ หุ้นสหกรณ์ออมทรัพย์ นสค. รวม 11.2 ล้านบาท ไม่เปลี่ยนแปลง แต่รายการที่เพิ่มขึ้นคือ “ที่ดิน” และ “เงินฝาก”
เงินฝากตอนรับตำแหน่ง พล.อ.สนธิแจ้งว่ามี 23.5 ล้านบาท นางสุกัลยา 3.9 ล้านบาท ตอนพ้นตำแหน่ง พล.อ.สนธิ มี 29.3 ล้านบาท นางสุกัลยาลดลงเหลือ 1.3 ล้านบาท ตอนพ้นตำแหน่ง 1 ปี พล.อ.สนธิมี 26.6 ล้านบาท นางสุกัลยาเพิ่มเป็น 1.6 ล้านบาท
ส่วนที่ดิน ตอนรับตำแหน่ง พล.อ.สนธิแจ้งว่าไม่มี นางสุกัลยามี 1 แปลง 1.3 ล้านบาท ตอนพ้นตำแหน่ง พล.อ.สนธิ มี 1 แปลง มูลค่า 3.3 ล้านบาท นางสุกัลยา 4 แปลง 5.2 ล้านบาท ตอนพ้นตำแหน่ง 1 ปี พล.อ.สนธิมีที่ดิน 6 แปลง 6.3 ล้านบาท ส่วนนางสุกัลยามี 4 แปลง
เบ็ดเสร็จที่ดินของคนทั้งสองเพิ่มขึ้นประมาณ 9 แปลง
ขุมทรัพย์ของ “บิ๊กบัง” (เท่าที่แจ้งต่อ ป.ป.ช.) ถ้าวางเทียบกับ บุรุษเสื้อคับอย่าง พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ อดีตประธานสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่โค่นอำนาจ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ถือว่าจิ๊บจ๊อยเป็นอย่างยิ่ง

มีข้อมูลระบุว่า “บิ๊กจ๊อด” ผู้ให้สัมปทาน “ดาวเทียมสื่อสาร” แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ รวยนับพันล้านบาท
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามการดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินของ พล.อ.สุนทร ชุด นายทองใบ ทองเปาด์ อดีต ส.ว.มหาสารคาม ได้ตรวจสอบพบว่า “บิ๊กจ๊อด” มีทรัพย์สินอยู่ในการครอบครองของ นางอัมพาพันธ์ ธเนศเดชสุนทร ภรรยา (อีกคน) ของ พล.อ.สุนทร ประมาณ 1,000 ล้านบาท
ภายหลังจาก พล.อ.สุนทร เสียชีวิตเกิดศึกแย่งชิงมรดกระหว่าง นางอัมพาพันธ์ กับ พ.อ.(หญิง) คุณหญิงอรชร คงสมพงษ์ ภรรยาของ พล.อ.สุนทร นางอัมพาพันธ์ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลแห่งกรุงเทพใต้ ขอให้มีคำสั่งเป็นผู้จัดการมรดก โดย พ.อ.(หญิง) คุณหญิงอรชร และบุตรชาย 2 คน ยื่นคัดค้าน พร้อมเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางอัมพาพันธ์กับพวก รวม 12 คน เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนนิติกรรม และเรียกคืนทรัพย์สินประมาณ 3,900 ล้านบาท
คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เข้าไปตรวจสอบสินมูลค่า 1,000 ล้านบาท และมีข้อสังเกตว่า ช่วงก่อน-หลัง เป็นประธาน รสช. บัญชีเงินฝากของ พล.อ.สุนทร มีกระแสเงินไหลเวียนเข้า-ออก สูงถึง 122.6 ล้านบาท และ จำนวน 127.3 ล้านบาท ตามลำดับ
นางอัมพาพันธ์ไม่ได้ประกอบธุรกิจ นอกจากเล่นหุ้นในบางครั้งแต่กลับมีทรัพย์สินในครอบครองมูลค่าถึง 1,000 ล้านบาท และไม่สามารถตอบได้ชัดเจนว่าได้ทรัพย์สินมาอย่างไร
ต่อมากรมสรรพากรได้เรียกนางอัมพาพันธ์มาชี้แจงแหล่งที่มาของเงินฝากใน 29 บัญชี ประมาณ 500 ล้านบาท ปรากฏว่านางอัมพาพันธ์ ชี้แจงได้ประมาณ 400 ล้านบาท อีก 100 ล้านบาทชี้แจงไม่ได้ กรมสรรพากรจึงเรียกเก็บเสียภาษี พร้อมชดเชยค่าปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมายกำหนด รวม 75 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ความมั่งคั่งของ “บิ๊กจ๊อด” ถ้าเทียบกับ จอมพลสฤดิ์ ธนะรัชต์ กับ จอมพลถนอม กิตติขจร อาจใกล้เคียงกัน

ภายหลังการอสัญกรรมของจอมพลสฤดิ์มีข้อมูลระบุว่า จอมพลผ้าขะม้าแดงสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเองและครอบครัวถึง 2,800 ล้านบาท
จอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งเคยเป็นลูกน้องจอมพลสฤษดิ์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในขณะนั้นถึงเหตุผลในการยึดทรัพย์จอมพลสฤษดิ์เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2507 จำนวน 604.5 ล้านบาท ว่าอดีตเจ้านายของเขาใช้อำนาจโดยมิชอบกระทำการเบียดบังและยักยอกทรัพย์สินของรัฐ
และให้เหตุผลในการประกาศใช้ มาตรา 17 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร ยึดทรัพย์จอมพลสฤษดิ์ว่าต้องการมาใช้หนี้รัฐ เพราะจอมพลสฤษดิ์นำเงินของรัฐไปใช้ประโยชน์ส่วนตน ซึ่งเป็นเงินฝากในธนาคารประมาณ 400 ล้านบาท ไม่รวมเงินฝากในต่างประเทศอีกหลายร้อยล้านบาท
ขณะที่จอมพลถนอมซึ่งถูก นายสัญญา ธรรมศักดิ์ นายกฯ คนที่ 12 ใช้อำนาจตามมาตราเดียวกันยึดทรัพย์พร้อมกับ จอมพลประภาส จารุเสถียร และ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2517 มีมากกว่าพันล้านบาท
ในจำนวนนี้เป็นเงินฝากกว่า 472 ล้านบาท แบ่งเป็นจอมพลถนอม 24 ล้านบาท ท่านผู้หญิงจงกล กิตติขจร 98 ล้านบาท พ.อ.ณรงค์ 32 ล้านบาท นางสุภาภรณ์ กิตติขจร 32 ล้านบาท ไม่รวมทรัพย์สินอื่น 700-800 ล้านบาท
เห็นได้ว่าผู้โค่นอำนาจในยุคอดีตแต่ละคนล้วนมั่งคั่ง ขณะที่นายทหาร คมช. ผู้โค่นอำนาจ พ.ต.ท.ทักษิณเมื่อวันที่ 19 กันยายน หลายคนอู้ฟู่ บางคนเป็นนักธุรกิจ ทำให้การจัดซื้ออาวุธนับหมื่นล้านบาทถูกนำมาพูดถึง
“คณะความมั่นคงแห่งชาติ” เลยถูกเหน็บแบบเอาคืนว่าเป็น “คณะมั่งมีแห่งชาติ” ไปโดยพลัน
หมายเหตุ : เพิ่มเติมเนื้อหา

ครั้งแรกรอบ 9 ปี!
เปิดบัญชีทรัพย์สิน “พล.อ.ประยุทธ์”
ร่วมร้อยล้าน คู่สมรส 31 ล้าน
เมื่อวันที่ 24 พ.ย.2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ในโอกาสพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งนี่ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี ที่สาธารณชนมีโอกาสเห็นทรัพย์สินของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัย และอดีตหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
โดยพบว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีทรัพย์สิน 98,663,683.38 บาท ขณะที่คู่สมรส มีทรัพย์สิน 31,527,479.54 บาท รวมทรัพย์สินทั้งสิ้น 130,191,162.92 บาท
โดยแบ่งเป็นเงินฝากของพล.อ.ประยุทธ์ 13 ล้านบาท เงินลงทุน 64 ล้าน ที่ดิน 3.2 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 1.8 ล้านบาท ยานพาหนะ 10 ล้านบาท และทรัพย์สินอื่นๆ 5 ล้านบาท
ส่วนภรรยา มีเงินฝาก 10 ล้านบาท ที่ดิน 5.8 ล้านบาท ยานพาหนะ 1.2 ล้านบาท และทรัพย์สินอื่นๆ 12 ล้านบาท ทั้งคู่ไม่มีหนี้สิน
ทั้งนี้พบว่ามีที่ดิน 5 แปลง ทั้งที่อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
ส่วนรถยนต์ พบว่ามีรถฟอร์ดเรนเจอร์ เบนซ์ รถปอร์เช่ รุ่น พานาเมร่า โตโยต้าอัลพาร์ด 2 คัน
แหวนและกำไลข้อมือ 10 วง นาฬิกา 9 เรือน สร้อยคอทองคำพร้อมพระ 6 เส้น ปืน 9 กระบอก ชุดเครื่องประดับ แหวน ต่างหู และสร้อย 25 ชุด มูลค่า 10 ล้านบาท
พล.อ.ประยุทธ์ แจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน กรณีเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2557 มีทรัพย์สินรวมคู่สมรสทั้งสิ้น 128,664,535 บาท มีหนี้สินทั้งสิ้น 654,745 บาท
ก่อนเป็นนายกฯ มีทรัพย์สิน 128 ล้าน
ทรัพย์สิน พล.อ.ประยุทธ์ ณ วันที่ 4 กันยายน 2557 มีรายละเอียดดังนี้
เป็นของ พล.อ.ประยุทธ์ 102,317,152 บาท แบ่งเป็น เงินฝาก 6 บัญชี 58,967,022 บาท, เงินลงทุน 9 แห่ง 23,072,380 บาท, ที่ดิน 2 แปลง 2,284,750 บาท, โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 2 ล้านบาท, ยานพาหนะ 4 คัน 11.8 ล้านบาท, ทรัพย์สินอื่นฯ 4 รายการ 4,193,000 บาท
ส่วนนางนราพร จันทร์โอชา คู่สมรส มีทรัพย์สิน 26,347,382 บาท (เงินฝาก 6 บัญชี 7,977,382 บาท, ที่ดิน 3 แปลง (1 แปลงร่วมกรรมสิทธิ์กับผู้อื่น) 5,350,000 บาท, โรงเรือนฯ 2 ล้านบาท, ยานพาหนะ 1 คัน 3.5 ล้านบาท, ทรัพย์สินอื่นฯ 1 รายการ 7,520,000 บาท)
มรดก 600 ล้าน
นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ แจ้งต่อสำนักงาน ป.ป.ช. เมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (สมัยแรก 2557) ว่า พ.อ.ประพัฒน์ จันทร์โอชา (บิดา) อายุ 89 ปี มอบเงินจำนวน 540 ล้านบาทในการขายที่ดิน (จากยอดการขาย 600 ล้านบาท) ให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ เนื่องจากเป็นบุตรชาย มีสิทธิอย่างสมบูรณ์ในการดูแลเงินจำนวนนี้ ให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องของผู้รับ
โดย พล.อ.ประยุทธ์ ได้แบ่งเงินก้อนนี้ (600 ล้าน) ให้กับบุตรสาว 2 ราย และมอบให้ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา น้องชาย อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม รวมถึงพี่น้องรายอื่น ๆ คือ นายประคัลภ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.ต.ประกายเพชร จันทร์โอชา
สำหรับบริษัทรับซื้อที่ดินของบิดา พล.อ.ประยุทธ์ วงเงิน 600 ล้านบาท คือบริษัท 69 พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทเครือของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี
นอกจากนี้ ในปี 2564 มีข้อมูลว่า น.ส.ธัญญา จันทร์โอชา และ น.ส.นิฏฐา จันทร์โอชา หรือพลอย-เพลิน บุตรสาว พล.อ.ประยุทธ์ ร่วมกันทำธุรกิจใน บริษัท พอว์พอว์ อีโคเพ็ท จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2561 ทุน 1 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่ 3/66 หมู่บ้าน เศรษฐสิริ ประชาชื่น ถนนประชาชื่น ต.ท่าทราย อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี วัตถุประสงค์ที่ส่งงบการเงินปีล่าสุด การขายทิสชูเปียกสำหรับสัตว์เลี้ยง
และมีชื่อนางสาววัฒนา เกษภู นางสาวธัญญา จันทร์โอชา นางสาวนิฏฐา จันทร์โอชา ร่วมเป็นกรรมการ โดยแจ้งรายชื่อผู้ถือหุ้นล่าสุดเมื่อ 30 เม.ย. 2562 น.ส.ธัญญา จันทร์โอชา ถือหุ้นใหญ่สุด 40% น.ส.นิฏฐา จันทร์โอชา ถือ 35% และ น.ส.วัฒนา เกษภู ถือ 25%
มีนำส่งงบการเงินล่าสุดเมื่อปี 2563 โดยมีสินทรัพย์รวม 706,925 บาท หนี้สินรวม 217,961 บาท ขาดทุนสะสม 11,036 บาท รายได้รวม 1,363,999 บาท รายจ่ายรวม 1,249,006 บาท กำไรสุทธิ 114,993 บาท
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
