คอลัมน์ Agora | กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
www.facebook.com/bintokrit
เมืองไทยในสายตาต่างชาติเป็นอย่างไร?
สวยงามหรือไม่เมื่อแรกเห็น?
หากอยากรู้ว่าคนต่างชาติคิดอย่างไรกับเมืองไทย การที่คนไทยไปถามชาวต่างชาติซึ่งๆ หน้าก็อาจไม่ได้รับคำตอบที่ตรงกับความคิดของเขาจริงๆ เพราะเขาย่อมระมัดระวังไม่ให้กระทบกระเทือนจิตใจคนถาม ดังนั้นจึงมักตอบแบบบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น หรือไม่ก็เลือกหยอดคำหวานล้วนๆ ไปตามมารยาท
คนไทยจำนวนมากจึงไม่อาจล่วงรู้ถึงทัศนะที่แท้จริงของต่างชาติได้เลยว่าคิดเห็นเช่นใดกับเมืองไทยกันแน่
ด้วยเหตุนี้การเข้าไปอ่านบันทึกส่วนตัวของชาวต่างชาติจึงมีโอกาสได้ข้อมูลที่ตรงกับสิ่งที่เขาคิดมากกว่า แม้ว่าบันทึกแต่ละเล่มจะเป็นเพียงแค่สายตาของคนๆ เดียวก็ตาม
ตัวอย่างเช่น “บันทึกการเดินทางของอ็องรี มูโอต์ ในสยาม กัมพูชา ลาว และอินโดจีนตอนกลางส่วนอื่นๆ” ของ “อ็องรี มูโอต์” (Henri Mouhot) นักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาเยือนสยามในอดีตเมื่อ 167 ปีก่อน นับเป็นเอกสารสำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่บอกเล่าทัศนะส่วนตัวของชาวต่างชาติที่มีต่อเมืองไทยในยามแรกเห็น
โดยกล่าวถึงเมืองไทยในสายตาของเขาเอาไว้ว่างดงามและแปลกตาน่าประทับใจ ยิ่งคนต่างถิ่นที่เข้ามาเยือนแดนสยามในสมัยก่อนก็ยิ่งตื่นตาตื่นใจกับภาพที่เห็น เนื่องจากพวกเขาเดินทางเข้ามาจากทางน้ำ ซึ่งต้องล่องผ่านเรือมากมายที่เคลื่อนตัดกันไปมาและทิวทัศน์อันแตกต่างจากดินแดนที่จากมาแบบคนละโลก
ประกอบกับความงดงามทางธรรมชาติ วิถีชีวิตอันหลากหลาย บ้านเรือน วัดวาอาราม ตลอดจนปราสาทราชวังที่มีสถาปัตยกรรมโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ บังเกิดเป็นทัศนียภาพที่งดงามราวภาพฝันหรือคล้ายกับฉากหนึ่งในวรรณคดี ดังที่มูโอต์ได้บรรยายไว้ว่า
“เรือนานาชนิดสัญจรขึ้นล่องไปมา ภาพการเคลื่อนไหวคึกคักเหนือท้องน้ำเป็นสิ่งแรกที่ต้องตาต้องใจคนเดินทางเมื่อแรกล่องเรือเข้าพระนคร จากนั้นไม่นานสิ่งที่ดึงดูดสายตาก็คือภาพหมู่ปราสาทราชวังและวัดวาอาราม มองขึ้นไปบนฟ้าเหนือแนวพืชพันธุ์ไม้เขตร้อนเขียวชอุ่ม เห็นยอดเจดีย์สีทอง หลังคาโค้งประดับกระจกสีสะท้อนจับแสงตะวัน ส่งประกายสีสันงามหลากตา ดังสถาปัตยกรรมที่เราเคยได้ยินได้ฟังจากเรื่องพันหนึ่งราตรี สิ่งปลูกสร้างและเสื้อผ้าอาภรณ์ละลานตา บ่งบอกการมีอยู่ของชาติพันธุ์อันหลากหลาย ณ ผืนโลกจุดนี้ทั้งสรรพดนตรีและฉากการแสดงส่งเสียงสำเนียงไม่รู้จบสิ้น ล้วนเป็นทัศนียภาพแปลกใหม่ประทับใจคนต่างถิ่นผู้มาเยือนเมื่อแรกเห็น”

มูโอต์มองเห็นคนไทยในสมัยนั้นล้วนแล้วแต่ใช้ชีวิตอยู่กับแม่น้ำลำคลองเป็นหลัก โดยมีแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเมือง ขณะที่มีคลองเล็กคลองน้อยมากมายกระจายไปทั่วไม่ต่างอะไรกับตรอกซอกซอยในชุมชน และเป็นเส้นทางสัญจรซึ่งเชื่อมร้อยชีวิตผู้คนทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทั้งยังเป็นแหล่งการค้าพาณิชย์อีกด้วย
ทำให้ชีวิตคนไทยตั้งแต่เด็กจนโตผูกพันกับสายน้ำอย่างแนบชิด จนมูโอต์ถึงกับเรียกว่าเป็น “มนุษย์น้ำ” ที่อาศัยอยู่ริมสองฝั่งน้ำซึ่งเป็นทั้งชุมชนและตลาด ถัดออกไปเป็นที่ราบลุ่มสำหรับทำการเกษตร
ฝั่งน้ำด้านหนึ่งเป็นชนบท (ฝั่งธนบุรี) ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นตัวเมือง (ฝั่งพระนคร) เมื่อมองเผินๆ กรุงเทพฯจึงดูเหมือนเป็นครึ่งเมืองครึ่งชนบท
แต่แท้ที่จริงแล้วคือชุมชนเมืองที่มีลักษณะเฉพาะตัวแตกต่างจากเมืองในยุโรป ดังที่มูโอต์บันทึกไว้ว่า
“อาณาบริเวณรอบๆ เมืองบางกอกนั้นกว้างไกลสุดสายตา เป็นพื้นที่ราบพอๆ กับทุ่งเลี้ยงสัตว์ในฮอลแลนด์ ตัวเมืองเป็นกลุ่มบ้านเรือนปลูกอยู่บนชั้นดินโคลน มีแม่น้ำสายหลักไหลผ่าน ผ่าเมืองออกเป็น 2 ฟาก ทางฝั่งขวาเห็นจะเรียกอย่างอื่นไม่ได้นอกจากชานเมือง ด้วยล้วนเห็นมีแต่กระท่อมและเรือกสวนไร่นา ส่วนวัดและเรือนของคนใหญ่คนโตมีเพียงน้อยนิด ขณะที่ทางฝั่งซ้ายซึ่งเป็นตัวเมืองจริงๆ ล้อมรอบด้วยกำแพงเชิงเทิน มีป้อมค่ายหอสูงตั้งอยู่เป็นระยะๆ ตลอดแนวยาวกว่า 2 ลิเออ ร้านรวงนับพันๆ หลังสร้างบนแพต่อเป็น 2 ชั้นทอดยาวไปตามลำน้ำที่คดเคี้ยว”
และอีกตอนหนึ่งซึ่งกล่าวไว้ว่า
“หากพิจารณาจากสภาพทางภูมิศาสตร์ ก็น่าอยู่ดอกที่พลเมืองของประเทศนี้จะเป็นมนุษย์น้ำ ด้วยว่าทั่วทั้งที่ราบภาคกลางสองฟากฝั่งแม่น้ำนั้นเป็นที่ลุ่ม มีคันคลองหลายสายตัดคั่น น้ำท่วมขังปีละหลายเดือน แม้เมื่อเดินทางถึงใจกลางเมืองหลวงแล้ว ข้าพเจ้ายังเข้าใจเอาว่าเป็นชนบทอยู่เลย จนเมื่อได้เห็นสิ่งปลูกสร้างแบบยุโรป เห็นเรือกลไฟที่จอดอยู่เป็นระยะๆ ในแม่น้ำอันกว้างใหญ่ ตลอดจนบ้านเรือนร้านค้าที่ปลูกบนแพตลอดสองฟากฝั่งนี้แล้ว จึงหวนตระหนักได้ถึงความเป็นจริงแบบพื้นถิ่นดังกล่าว”
“แม่น้ำ” เป็นสิ่งที่มูโอต์ชื่นชมและประทับใจ ตั้งแต่ถ้อยคำที่มีความหมายลึกซึ้งและไพเราะเพราะพริ้ง ตลอดจนความงดงามของวิถีชีวิตผู้คนกับธรรมชาติรายรอบแม่น้ำ ภาพของผืนน้ำ รวมทั้งบรรดาสิงสาราสัตว์ต่างๆ ได้แสดงลีลาอันตราตรึงเป็นภาพประทับใจในความทรงจำของผู้มาเยือน โดยมูโอต์พรรณนาเอาไว้ว่า
“พูดถึงแม่น้ำแล้ว เราอดชื่นชมไม่ได้ว่าเป็นชื่อที่ไพเราะเสียจริง แม่น้ำหมายถึงแม่ของน้ำ ทั้งความกว้างและความลึกทำให้เรือระวางหนักแล่นเลียบสองฟากฝั่งไปได้โดยไม่มีอันตราย กระโดงเรือเสียดสีกับกิ่งไม้ใหญ่ ฝูงนกขยับกระพือปีก ส่งเสียงร้องอยู่เหนือเสากระโดงเรือ แมลงนับร้อยนับพันส่งเสียงหึ่งๆ อยู่กลางสะพานทั้งวันทั้งคืน ภูมิทัศน์ตรงหน้าช่างดูแปลกตา งดงามเป็นที่สุด ตลอดสองฝั่งน้ำมีบ้านเรือนตั้งอยู่เป็นระยะๆ ไกลออกไปแลเห็นหมู่บ้านเรียงราย เรือหลายลำล่องผ่านไปมา ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กพายเรือกันคล่องแคล่วน่าชมนัก”
ในตอนที่มูโอต์มาเยือนเมืองไทยนั้นคือปี ค.ศ.1858 หรือ พ.ศ.2401 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งขณะนั้นรถยนต์เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในยุโรปแล้วแต่เมืองไทยยังไม่มี ชาวสยามจึงไม่รู้จักรถยนต์ กว่าที่ยานพาหนะแบบใหม่จะเข้ามาในไทยก็คือสมัยรัชกาลที่ 5 เพราะฉะนั้นคนไทยเลยอาศัยแม่น้ำลำคลองแทนถนนหนทาง
ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีเสียงเครื่องรถยนต์ดังให้ได้ยินเลยแม้แต่นิดเดียว
นอกจากนั้น การที่เมืองไทยอุดมไปด้วยสายน้ำมากมายและใช้ชีวิตผูกติดกับแม่น้ำลำคลองอย่างแนบแน่นก็ทำให้มูโอต์น่าจะเป็นชาวตะวันตกคนแรกหรืออย่างน้อยก็คนแรกๆ ที่เป็นผู้ขนานนามบางกอกว่าคือ “เวนิสตะวันออก” จนกลายเป็นสมญานามอันโด่งดังที่สุดชื่อหนึ่งของกรุงเทพฯ มาจนถึงปัจจุบัน ตามที่ระบุไว้ในบันทึกว่า
“ยังมีเรื่องชวนแปลกใจอีกอย่าง ที่นี่ไม่มีเสียงรถม้าหรือเสียงเครื่องยนต์ ไม่ว่าจะเดินทางไปธุระหรือพักผ่อนหย่อนใจ ท่านจำต้องลงเรือขึ้นล่องไปตามแม่น้ำ บางกอกคือนครเวนิสแห่งดินแดนตะวันออก เราจะได้ยินก็แค่เสียงร้องของคนแจวเรือที่เรียกกันว่าฝีพาย แม่น้ำเป็นทั้งลานกว้างและบูเลอวาร์ดสายใหญ่ ส่วนคลองใช้สัญจรแทนถนนและตรกซอยซอย สำหรับคนต่างถิ่นที่อยากเฝ้าดูความเป็นไปของบ้านนี้เมืองนี้ มีกิริยาให้เลือกทำอยู่ 2 อย่าง ไม่นั่งเท้าศอกมองจากระเบียงก็นอนเอกเขนกในท้องเรือที่ลอยล่องอยู่เหนือน้ำ”

