bg-single

ภารกิจลับฝังตัวในกัมพูชาของทหารไทยสมัยสงครามเย็น

25.12.2025

คอลัมน์ Agora | กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์
วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ www.facebook.com/bintokrit

ไทยกับกัมพูชาเป็นประเทศที่มีอาณาเขตติดกันประมาณ 800 กิโลเมตร ทำให้มีความสัมพันธ์ติดต่อกันในด้านต่างๆ อย่างแยกไม่ออกมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน

ย้อนไปในอดีตเมื่อประมาณห้าสิบปีก่อนสมัยสงครามเย็นชายแดนของสองประเทศตกอยู่ในสถานการณ์ไม่สงบอันเนื่องมาจากการสู้รบระหว่างกองกำลังเขมรฝ่ายต่างๆ

กัมพูชาขณะนั้นแตกแยกออกเป็นฝักฝ่ายแล้วทำการสู้รบกันเอง ซึ่งไทยจำเป็นต้องเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับสงครามนั้นด้วย

เนื่องจากมีผลต่อความมั่นคงของไทยทั้งเรื่องอธิปไตย เขตแดน และอุดมการณ์ทางการเมือง

ช่วงสงกรานต์ของ พ.ศ.2518 กองทัพเขมรแดงสามารถพิชิตกรุงพนมเปญ ขับไล่รัฐบาลลอนนอลที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาได้สำเร็จ ส่วนรัฐบาลไทยกำลังทำสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ซึ่งมีทั้งภายในประเทศคือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) รวมทั้งภายนอกประเทศคือจากลาวและกัมพูชา

โดยรัฐบาลไทยในขณะนั้นมีนายกรัฐมนตรีคือ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาได้ออกปฏิบัติการลับต่อต้านเขมรแดงขึ้นที่แนวชายแดนทั้งด้านที่ติดกับลาวและด้านกัมพูชา

เรื่องราวเหล่านี้ถ่ายทอดอยู่ในหนังสือ “โลกสีขาวของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ” เขียนโดยบุญกรม ดงบังสถาน และคณะ เผยแพร่เมื่อปี พ.ศ.2547 ในตอนที่พลเอกชวลิตได้เข้ามาสู่แวดวงการเมืองและเคยผ่านการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาแล้ว โดยบอกเล่าอยู่ในภาคการเมือง หัวข้อ “ภารกิจลับ ฝังตัวในกัมพูชา” หน้า 94 – 102 ซึ่งบอกเล่าที่มาที่ไปของการก่อตั้งภารกิจนี้ว่า

“ประเทศไทยซึ่งมีพื้นที่ชายแดนติดกับกัมพูชาต้องรับภาระผู้อพยพชาวกัมพูชาหลายแสนคนที่หนีภัยสงครามเข้ามาและด้วยความตระหนักถึงภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ กองทัพจึงตั้งหน่วยหาข่าวชายแดนด้านกัมพูชาโดยมีพันเอกชวลิตรับผิดชอบ”

หน้าที่ของหน่วยที่จัดตั้งขึ้นมานี้ไม่ได้มีเพียงแค่การหาข่าวเท่านั้น แต่ยังต้องช่วยสนับสนุนและทำให้เกิดกองกำลังต่อต้านเขมรแดงที่เป็นชาวเขมรเองอีกด้วย ซึ่งเป็นภารกิจที่อันตรายมาก ตามที่บรรยายไว้ในหนังสือว่า

“การเข้าไปทำงานในพื้นที่เขมรเสี่ยงอันตรายมาก เพราะอำนาจรัฐบาลของนายพลลอนนอลกำลังคลอนแคลนถูกเขมรแดงรุกหนัก ต้องระมัดระวังในการติดต่อสื่อสารเป็นพิเศษ”

และอีกช่วงหนึ่งซึ่งระบุว่า “สักแต่หาข่าวอย่างเดียวก็หาไม่ ภารกิจอีกอย่างของพันเอกชวลิตคือให้การสนับสนุนกลุ่มต่อต้านเขมรแดง และหลายครั้งต้องแฝงตัวเข้าไปในเขมรเพื่อให้ความช่วยเหลือและหาข่าวฝ่ายตรงข้ามด้วยความยากลำบากและเสี่ยงภัย”

แนวคิดพื้นฐานของปฏิบัติการลับนี้คือความต้องการให้พื้นที่ชายแดนมีเขตกันชนระหว่างรัฐบาลไทยกับเขมรแดง โดยลดโอกาสสูญเสียชีวิตและทรัพยากรของไทยให้อยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้ จึงทำการสนับสนุนเขมรฝ่ายที่ต่อต้านเขมรแดงให้มีศักยภาพที่จะยันกองกำลังเขมรแดงได้ด้วยตัวเอง แทนที่จะใช้กองทัพไทย

แนวคิดดังกล่าวนี้มาจากพลเอกชวลิตซึ่งในขณะนั้นยังอยู่ในยศพันเอก ตามที่บอกเล่าไว้ในหนังสือว่

“พลเอกชวลิตจึงเสนอความคิดให้กับพลเอกบุญชัย บำรุงพงศ์ ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น โดยมีพลเอกประยุทธ จารุมณี เป็นเสนาธิการทหารบก ว่าเราน่าจะสร้างบัฟเฟอร์หรือกันชนขึ้นโดยจัดตั้งกองกำลังขึ้นต่อต้านเขมรแดงไม่ให้รุกล้ำเข้ามาในเขตไทย วิธีที่ดีที่สุดคือเอาทหารเก่าของนายพลลอนนอลที่หนีอพยพเข้ามานั่นแหละตั้งเป็นกองกำลัง แล้วติดอาวุธให้ไปต่อสู้กับคนของเขาเอง เราไม่ต้องสูญเสียอะไร”

ต่อมาหน่วยลับนี้ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างโดยมีการแต่งตั้งผู้รับผิดชอบอย่างเป็นทางการ มีเป้าหมายของภารกิจที่ชัดเจน และมีพื้นที่ปฏิบัติงานอยู่ในแถบพรมแดนด้านทิศตะวันออก ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีจังหวัดสระแก้ว มีแต่เพียงจังหวัดปราจีนบุรี ส่วนอำเภออรัญประเทศในตอนนั้นก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของปราจีนบุรี ตามที่ข้อมูลระบุไว้ในหนังสือว่า

“…ที่อรัญประเทศ จังหวัดปราจีนบุรี ได้ตั้ง บก.506 ขึ้นตรงต่อศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก 315 (ศปก.ทบ.315) มีพันเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นหัวหน้ารับผิดชอบทางด้านเขมร ทีมงานหรือลูกน้องมีพันโทวันชัย อัมพุนันทน์ พันโทพิรัช สวามิวัศดุ์ พันตรีอภิชัย วารุณประภา ร้อยโทจิรศักดิ์ (เทพทัต) พรหโมปกรณ์… และร้อยโทวิชิต ยาทิพย์ ภารกิจหลัก บก.506 มี 2 ประการคือ หนึ่ง หาข่าวในกัมพูชา สอง จัดตั้งกองกำลังต่อต้านเขมรแดง ส่งอาวุธและเสบียงสนับสนุน”

ภารกิจเสี่ยงตายของพันเอกชวลิต (ยศในขณะนั้น) ก็คือการแทรกซึมเข้าไปในกัมพูชาเพื่อหาข่าวและสนับสนุนกองกำลังเขมรที่ต่อต้านเขมรแดง ด้วยความที่เป็นงานสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนชื่อนามสกุลทั้งหมดเพื่อเก็บความลับและไม่ให้เกิดผลกระทบตามมาหากถูกจับตัวได้ ดังนั้นจึงต้องใช้ชื่อจัดตั้ง (นามแฝง) ว่า “ไชโย สมุทร” ซึ่งมีที่มาตามที่หนังสือได้อธิบายไว้ว่า

“พันเอกชวลิตต้องปลอมตัวทุกครั้งที่เข้าไปปฏิบัติการในกัมพูชา เปลี่ยนชื่อจากชวลิตเป็นชื่อจัดตั้งไชโย สมุทร… คำว่าไชโยมาจากตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวหน้าของชวลิต ยงใจยุทธ ส่วนคำว่าสมุทรเพราะปฏิบัติการในพื้นที่ชายแดนแถวเกาะกงและจังหวัดตราดซึ่งมีทะเลจึงใช้คำว่าสมุทร”

ผลจากภารกิจนี้นอกจากช่วยปกป้องผลประโยชน์และความมั่นคงของไทยไว้ได้แล้ว ยังทำให้พลเอกชวลิตได้มีความสัมพันธ์อันดีกับผู้นำเขมรหลายคน ซึ่งในเวลาต่อมาได้ขึ้นมากุมอำนาจในรัฐบาลกัมพูชา ดังที่กล่าวในหนังสือว่า

“การเข้าไปฝังตัวในกัมพูชา ให้ความช่วยเหลือกลุ่มต่อต้านเขมรแดงซึ่งปัจจุบันขึ้นมาเป็นผู้นำรัฐบาลกัมพูชา ทำให้พลเอกชวลิตมีความสัมพันธ์กับผู้นำเขมรอย่างลึกซึ้ง”

นายทหารอีกคนหนึ่งซึ่งมีบทบาทสูงในภารกิจนี้คือพลเอกวิชิต ยาทิพย์ สมัยยังเป็นนายทหารหนุ่มไฟแรงยศร้อยโทที่เพิ่งจบการศึกษามาได้ไม่นาน การเข้ามาของร้อยโทวิชิตทำให้งานก้าวหน้าขึ้นมาก เขาต้องเข้าไปฝังตัวอยู่ในกัมพูชานานสองปีกว่า โดยปลอมตัวเป็นพ่อผ้าผักสดและผลไม้ชื่อว่า “รณยุทธ์” เดินทางข้ามพรมแดนเข้าๆ ออกๆ ระหว่างไทยกับกัมพูชา ตามที่ระบุในหนังสือว่า

“การเข้าไปปฏิบัติการลับในกัมพูชาจะสวมเครื่องแบบทหารไม่ได้ ร้อยโทวิชิต ยาทิพย์ ต้องทำเรื่องลาออกจากราชการตัดปัญหาความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในภายหลัง ต้องเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นชื่อจัดตั้ง – รณยุทธ์ – ปลอมตัวเป็นคนขายผัก ผลไม้ หาข่าว แลหนีการไล่ล่าของกลุ่มเขมรแดง นอกจากนั้นยังขนเอาอาหารไปช่วยกลุ่มต่อต้านเขมรแดง รวมทั้งอาวุธด้วย”

ภารกิจของร้อยโทวิชิตเป็นความเสี่ยงขั้นสูงสุดและต้องปฏิบัติการแบบกองโจรร่วมกับทหารเขมร ตามคำบอกเล่าในหนังสือว่า “ร้อยโทวิชิต ยาทิพย์ นำกำลังทหารเขมร 12 คนเข้าไปในพื้นที่กัมพูชาทางอำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี โดยมีพันเอกชวลิตเดินทางไปส่ง” และ “ผมได้รับหน้าที่เดินทางไปเป็นหัวหน้ากลุ่มกองโจรคนแรกของเขมรก็ว่าได้ ผมนำกำลังทหารเขมร 12 คนมีปืนอยู่ 8 กระบอก ผมเป็นนายทหารคนแรกที่เข้าไปในกัมพูชาช่วงเขมรแดงกำลังมีอิทธิพลครองกัมพูชาอยู่”

ภารกิจลับที่ต่อเนื่องยาวนานทำให้กองกำลังเขมรกลุ่มนี้เติบโตและกล้าแข็งพอต่อกรกับเขมรแดงได้ ตามที่บรรยายไว้ว่า “ก็เข้าไปฝังตัวในเขมรตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จากที่รู้จักเขมรไม่กี่คน เอากำลังไป 12 คน จนกระทั่งผมสามารถที่จะจัดฝึกกำลังเขมรได้ 500 – 600 คนให้ไปหาข่าวกับกลุ่มเขมรแดง”

นอกจากนั้นยังได้ทำให้ร้อยโทวิชิตมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับชาวกัมพูชาคนหนึ่งซึ่งในกาลต่อมาได้กลายมาเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญทางการเมืองและการทหารของกัมพูชาในปัจจุบันด้วย ซึ่งก็คือ “พลเอกเตียบันห์” นั่นเอง

ตามที่หนังสือบรรยายว่า

“ช่วงที่ทำงานในเขมรทำให้รู้จักพลเอกเตียบันห์… ขณะนั้นยังไม่มียศทหารและใส่รองเท้าแตะ เป็นคนเกาะกง… หลังจากเขมรแดงเข้ายึดครองกัมพูชา พลเอกเตียบันห์หนีเล็ดลอดมานั่งเรือออกไปทางมหาชัยขอกำลังทหารเวียดนามเข้ามาช่วยขับไล่กลุ่มเขมรแดง”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เหยี่ยวถลาลม | หนูไม่รู้
50 ปี 6 ตุลาฯ | สุรชาติ บำรุงสุข
บททดสอบสุดท้าย’บิ๊กต่าย’ ระบบตั๋วปะทะระบบคุณธรรม ระวังคลื่นลูกใหญ่ใน ก.พ.ค.ตร.
การกลับมาโสดอีกครั้งของ ปันปัน สุทัตตา
ออสเตรเลีย ยกระดับคุมปืน รับซื้ออาวุธปืนคืนจากประชาชน
เส้นทางความรัก นก อุษณีย์ จนถึงวัน ขอ ‘ม่วย’ แต่งงาน
แนวคิดของมาเคียเวลลีเรื่องการตบตีเทพีแห่งโชค
MatiTalk รมช.คมนาคม โต้ง สิริพงศ์ ว่าด้วย KPI กำแพง อุปสรรค และสิ่งที่ไม่คาดฝัน
ธงทอง จันทรางศุ | ‘ช่องว่าง’ ในครอบครัว
เจาะปมสังหาร ‘นายกฯ เด’ เลือดล้างสัมพันธ์เก่าแก่ อดีต ส.ส.ฉลอง-อ้างหนี้ แต่เบื้องลึกพลิกอีกมุม!
ศ.สุชาติ ชี้แก้คอร์รัปชันไทย ต้องเริ่มจากผู้นำที่สะอาด ใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม
E-DUANG | จังหวะภาพ ทักษิณ ชินวัตร ชุมนุม มังกร ทาง การเมือง