คอลัมน์ Agora | กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์
วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ www.facebook.com/bintokrit
ไทยกับกัมพูชาเป็นประเทศที่มีอาณาเขตติดกันประมาณ 800 กิโลเมตร ทำให้มีความสัมพันธ์ติดต่อกันในด้านต่างๆ อย่างแยกไม่ออกมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน
ย้อนไปในอดีตเมื่อประมาณห้าสิบปีก่อนสมัยสงครามเย็นชายแดนของสองประเทศตกอยู่ในสถานการณ์ไม่สงบอันเนื่องมาจากการสู้รบระหว่างกองกำลังเขมรฝ่ายต่างๆ
กัมพูชาขณะนั้นแตกแยกออกเป็นฝักฝ่ายแล้วทำการสู้รบกันเอง ซึ่งไทยจำเป็นต้องเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับสงครามนั้นด้วย
เนื่องจากมีผลต่อความมั่นคงของไทยทั้งเรื่องอธิปไตย เขตแดน และอุดมการณ์ทางการเมือง
ช่วงสงกรานต์ของ พ.ศ.2518 กองทัพเขมรแดงสามารถพิชิตกรุงพนมเปญ ขับไล่รัฐบาลลอนนอลที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาได้สำเร็จ ส่วนรัฐบาลไทยกำลังทำสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ซึ่งมีทั้งภายในประเทศคือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) รวมทั้งภายนอกประเทศคือจากลาวและกัมพูชา
โดยรัฐบาลไทยในขณะนั้นมีนายกรัฐมนตรีคือ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาได้ออกปฏิบัติการลับต่อต้านเขมรแดงขึ้นที่แนวชายแดนทั้งด้านที่ติดกับลาวและด้านกัมพูชา
เรื่องราวเหล่านี้ถ่ายทอดอยู่ในหนังสือ “โลกสีขาวของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ” เขียนโดยบุญกรม ดงบังสถาน และคณะ เผยแพร่เมื่อปี พ.ศ.2547 ในตอนที่พลเอกชวลิตได้เข้ามาสู่แวดวงการเมืองและเคยผ่านการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาแล้ว โดยบอกเล่าอยู่ในภาคการเมือง หัวข้อ “ภารกิจลับ ฝังตัวในกัมพูชา” หน้า 94 – 102 ซึ่งบอกเล่าที่มาที่ไปของการก่อตั้งภารกิจนี้ว่า
“ประเทศไทยซึ่งมีพื้นที่ชายแดนติดกับกัมพูชาต้องรับภาระผู้อพยพชาวกัมพูชาหลายแสนคนที่หนีภัยสงครามเข้ามาและด้วยความตระหนักถึงภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ กองทัพจึงตั้งหน่วยหาข่าวชายแดนด้านกัมพูชาโดยมีพันเอกชวลิตรับผิดชอบ”
หน้าที่ของหน่วยที่จัดตั้งขึ้นมานี้ไม่ได้มีเพียงแค่การหาข่าวเท่านั้น แต่ยังต้องช่วยสนับสนุนและทำให้เกิดกองกำลังต่อต้านเขมรแดงที่เป็นชาวเขมรเองอีกด้วย ซึ่งเป็นภารกิจที่อันตรายมาก ตามที่บรรยายไว้ในหนังสือว่า
“การเข้าไปทำงานในพื้นที่เขมรเสี่ยงอันตรายมาก เพราะอำนาจรัฐบาลของนายพลลอนนอลกำลังคลอนแคลนถูกเขมรแดงรุกหนัก ต้องระมัดระวังในการติดต่อสื่อสารเป็นพิเศษ”
และอีกช่วงหนึ่งซึ่งระบุว่า “สักแต่หาข่าวอย่างเดียวก็หาไม่ ภารกิจอีกอย่างของพันเอกชวลิตคือให้การสนับสนุนกลุ่มต่อต้านเขมรแดง และหลายครั้งต้องแฝงตัวเข้าไปในเขมรเพื่อให้ความช่วยเหลือและหาข่าวฝ่ายตรงข้ามด้วยความยากลำบากและเสี่ยงภัย”
แนวคิดพื้นฐานของปฏิบัติการลับนี้คือความต้องการให้พื้นที่ชายแดนมีเขตกันชนระหว่างรัฐบาลไทยกับเขมรแดง โดยลดโอกาสสูญเสียชีวิตและทรัพยากรของไทยให้อยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้ จึงทำการสนับสนุนเขมรฝ่ายที่ต่อต้านเขมรแดงให้มีศักยภาพที่จะยันกองกำลังเขมรแดงได้ด้วยตัวเอง แทนที่จะใช้กองทัพไทย
แนวคิดดังกล่าวนี้มาจากพลเอกชวลิตซึ่งในขณะนั้นยังอยู่ในยศพันเอก ตามที่บอกเล่าไว้ในหนังสือว่า
“พลเอกชวลิตจึงเสนอความคิดให้กับพลเอกบุญชัย บำรุงพงศ์ ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น โดยมีพลเอกประยุทธ จารุมณี เป็นเสนาธิการทหารบก ว่าเราน่าจะสร้างบัฟเฟอร์หรือกันชนขึ้นโดยจัดตั้งกองกำลังขึ้นต่อต้านเขมรแดงไม่ให้รุกล้ำเข้ามาในเขตไทย วิธีที่ดีที่สุดคือเอาทหารเก่าของนายพลลอนนอลที่หนีอพยพเข้ามานั่นแหละตั้งเป็นกองกำลัง แล้วติดอาวุธให้ไปต่อสู้กับคนของเขาเอง เราไม่ต้องสูญเสียอะไร”
ต่อมาหน่วยลับนี้ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างโดยมีการแต่งตั้งผู้รับผิดชอบอย่างเป็นทางการ มีเป้าหมายของภารกิจที่ชัดเจน และมีพื้นที่ปฏิบัติงานอยู่ในแถบพรมแดนด้านทิศตะวันออก ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีจังหวัดสระแก้ว มีแต่เพียงจังหวัดปราจีนบุรี ส่วนอำเภออรัญประเทศในตอนนั้นก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของปราจีนบุรี ตามที่ข้อมูลระบุไว้ในหนังสือว่า
“…ที่อรัญประเทศ จังหวัดปราจีนบุรี ได้ตั้ง บก.506 ขึ้นตรงต่อศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก 315 (ศปก.ทบ.315) มีพันเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นหัวหน้ารับผิดชอบทางด้านเขมร ทีมงานหรือลูกน้องมีพันโทวันชัย อัมพุนันทน์ พันโทพิรัช สวามิวัศดุ์ พันตรีอภิชัย วารุณประภา ร้อยโทจิรศักดิ์ (เทพทัต) พรหโมปกรณ์… และร้อยโทวิชิต ยาทิพย์ ภารกิจหลัก บก.506 มี 2 ประการคือ หนึ่ง หาข่าวในกัมพูชา สอง จัดตั้งกองกำลังต่อต้านเขมรแดง ส่งอาวุธและเสบียงสนับสนุน”
ภารกิจเสี่ยงตายของพันเอกชวลิต (ยศในขณะนั้น) ก็คือการแทรกซึมเข้าไปในกัมพูชาเพื่อหาข่าวและสนับสนุนกองกำลังเขมรที่ต่อต้านเขมรแดง ด้วยความที่เป็นงานสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนชื่อนามสกุลทั้งหมดเพื่อเก็บความลับและไม่ให้เกิดผลกระทบตามมาหากถูกจับตัวได้ ดังนั้นจึงต้องใช้ชื่อจัดตั้ง (นามแฝง) ว่า “ไชโย สมุทร” ซึ่งมีที่มาตามที่หนังสือได้อธิบายไว้ว่า
“พันเอกชวลิตต้องปลอมตัวทุกครั้งที่เข้าไปปฏิบัติการในกัมพูชา เปลี่ยนชื่อจากชวลิตเป็นชื่อจัดตั้งไชโย สมุทร… คำว่าไชโยมาจากตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวหน้าของชวลิต ยงใจยุทธ ส่วนคำว่าสมุทรเพราะปฏิบัติการในพื้นที่ชายแดนแถวเกาะกงและจังหวัดตราดซึ่งมีทะเลจึงใช้คำว่าสมุทร”
ผลจากภารกิจนี้นอกจากช่วยปกป้องผลประโยชน์และความมั่นคงของไทยไว้ได้แล้ว ยังทำให้พลเอกชวลิตได้มีความสัมพันธ์อันดีกับผู้นำเขมรหลายคน ซึ่งในเวลาต่อมาได้ขึ้นมากุมอำนาจในรัฐบาลกัมพูชา ดังที่กล่าวในหนังสือว่า
“การเข้าไปฝังตัวในกัมพูชา ให้ความช่วยเหลือกลุ่มต่อต้านเขมรแดงซึ่งปัจจุบันขึ้นมาเป็นผู้นำรัฐบาลกัมพูชา ทำให้พลเอกชวลิตมีความสัมพันธ์กับผู้นำเขมรอย่างลึกซึ้ง”
นายทหารอีกคนหนึ่งซึ่งมีบทบาทสูงในภารกิจนี้คือพลเอกวิชิต ยาทิพย์ สมัยยังเป็นนายทหารหนุ่มไฟแรงยศร้อยโทที่เพิ่งจบการศึกษามาได้ไม่นาน การเข้ามาของร้อยโทวิชิตทำให้งานก้าวหน้าขึ้นมาก เขาต้องเข้าไปฝังตัวอยู่ในกัมพูชานานสองปีกว่า โดยปลอมตัวเป็นพ่อผ้าผักสดและผลไม้ชื่อว่า “รณยุทธ์” เดินทางข้ามพรมแดนเข้าๆ ออกๆ ระหว่างไทยกับกัมพูชา ตามที่ระบุในหนังสือว่า
“การเข้าไปปฏิบัติการลับในกัมพูชาจะสวมเครื่องแบบทหารไม่ได้ ร้อยโทวิชิต ยาทิพย์ ต้องทำเรื่องลาออกจากราชการตัดปัญหาความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในภายหลัง ต้องเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นชื่อจัดตั้ง – รณยุทธ์ – ปลอมตัวเป็นคนขายผัก ผลไม้ หาข่าว แลหนีการไล่ล่าของกลุ่มเขมรแดง นอกจากนั้นยังขนเอาอาหารไปช่วยกลุ่มต่อต้านเขมรแดง รวมทั้งอาวุธด้วย”
ภารกิจของร้อยโทวิชิตเป็นความเสี่ยงขั้นสูงสุดและต้องปฏิบัติการแบบกองโจรร่วมกับทหารเขมร ตามคำบอกเล่าในหนังสือว่า “ร้อยโทวิชิต ยาทิพย์ นำกำลังทหารเขมร 12 คนเข้าไปในพื้นที่กัมพูชาทางอำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี โดยมีพันเอกชวลิตเดินทางไปส่ง” และ “ผมได้รับหน้าที่เดินทางไปเป็นหัวหน้ากลุ่มกองโจรคนแรกของเขมรก็ว่าได้ ผมนำกำลังทหารเขมร 12 คนมีปืนอยู่ 8 กระบอก ผมเป็นนายทหารคนแรกที่เข้าไปในกัมพูชาช่วงเขมรแดงกำลังมีอิทธิพลครองกัมพูชาอยู่”
ภารกิจลับที่ต่อเนื่องยาวนานทำให้กองกำลังเขมรกลุ่มนี้เติบโตและกล้าแข็งพอต่อกรกับเขมรแดงได้ ตามที่บรรยายไว้ว่า “ก็เข้าไปฝังตัวในเขมรตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จากที่รู้จักเขมรไม่กี่คน เอากำลังไป 12 คน จนกระทั่งผมสามารถที่จะจัดฝึกกำลังเขมรได้ 500 – 600 คนให้ไปหาข่าวกับกลุ่มเขมรแดง”
นอกจากนั้นยังได้ทำให้ร้อยโทวิชิตมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับชาวกัมพูชาคนหนึ่งซึ่งในกาลต่อมาได้กลายมาเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญทางการเมืองและการทหารของกัมพูชาในปัจจุบันด้วย ซึ่งก็คือ “พลเอกเตียบันห์” นั่นเอง
ตามที่หนังสือบรรยายว่า
“ช่วงที่ทำงานในเขมรทำให้รู้จักพลเอกเตียบันห์… ขณะนั้นยังไม่มียศทหารและใส่รองเท้าแตะ เป็นคนเกาะกง… หลังจากเขมรแดงเข้ายึดครองกัมพูชา พลเอกเตียบันห์หนีเล็ดลอดมานั่งเรือออกไปทางมหาชัยขอกำลังทหารเวียดนามเข้ามาช่วยขับไล่กลุ่มเขมรแดง”
